การใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่ ตอนที่ 1 ความสำคัญของการใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่

ตอนที่ 1 
ความสำคัญของการใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่

กองปฐพีวิทยา, กรมวิชาการเกษตร


....การใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่ คือ แผนการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับระบบปลูกพืช 
โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้พืชที่ปลูกในระบบปลูกพืชได้รับธาตุอาหารตามความต้องการ ซึ่งเป็นการ
ใช้ผลตกค้างของปุ๋ยเคมีที่ใส่ให้แก่พืชหลัก ให้เกิดประโยชน์กับพืชรองมากที่สุด เพื่อที่จะให้ผลผลิต
เพิ่มขึ้นทั้งระบบและไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสมบัติของดินและสภาพแวดล้อม

....ระบบปลูกพืชที่มีพืชไร่เป็นหลัก (Field crop based cropping systems) หมายถึง วิธีการปลูก
พืชไร่หลายชนิดร่วมกันในหลายรูปแบบเพื่อที่จะให้ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดเฉพาะแต่ละท้องถิ่น 
เดิมทีเกษตรกรได้ปฏิบัติกันมานานแล้วในบางพื้นที่ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศเหมาะสม เช่น เกษตรกร
ในแหล่งปลูกข้าวโพดนิคมสร้างตนเอง พระพุทธบาท จ.ลพบุรี เคยปลูกถั่วเขียวเป็นพืชแรก ในต้น
ฤดูฝนแล้วปลูกตามด้วยข้าวโพดหลังเก็บเกี่ยวถั่วเขียวแล้ว และที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 
สามารถปลูกข้าวโพดได้ 2 ครั้ง คือ ต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน เนื่องจากบริเวณนี้มีปริมาณฝน 
1,500 มม. ต่อปี และมีฝนตกอย่างสม่ำเสมอ แต่ปัจจุบันนี้แหล่งผลิตพืชไร่ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหา
ในการปลูกพืช เนื่องจากฤดูฝนปรวนแปรจนไม่สามารถจะพยากรณ์ได้อย่างแน่นอน ทำให้ฤดูการปลูก
ของพืชไม่สอดคล้องกับตารางวันปลูกที่ทางรัฐได้กำหนดไว้ อย่างไรก็ตามยังมีบางพื้นที่มีระบบ
ปลูกพืชที่มีโอกาศเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชใดพืชหนึ่งได้เมื่อเกิดสภาวะวิกฤต เช่น ฝนแล้ง ทำให้ไม่
สูญเสียผลผลิตทั้งหมด

ระบบการปลูกพืช (Cropping System) ตามหลักวิชาการ หมายถึง ระบบการปลูกพืชที่สามารถ
ปลูกพืชได้มากกว่า 1 พืชในหนึ่งฤดูกาล (multiple cropping) ประกอบด้วยระบบต่าง ๆ ดังนี้

การปลูกพืชผสม (Mixed Cropping Systems) คือการปลูกพืชตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปปะปนในพื้นที่
เดียวกัน โดยหว่านเมล็ดพืชในอัตราส่วนที่เหมาะสม หว่านกระจายให้ทั่วทั้งแปลง ดังนั้นพืชที่งอก
ขึ้นมาจะปะปนกันไม่เป็นแถวเป็นแนว มักนิยมปฏิบัติกันในพื้นที่ป่าซึ่งยังมีความอุดมสมบูรณ์สูง
และเป็นวิธีการปลูกแบบดั้งเดิม ดังเช่นการปลูกข้าวโพดร่วมกับถั่วเขียว เป็นต้น วิธีการนี้เหมาะสม
สำหรับเกษตรกรที่มีแรงงานน้อยเนื่องจากสามารถควบคุมวัชพืชได้ผลดี

การปลูกพืชตาม (Sequent Cropping Systems) คือการปลูกพืชตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ในพื้นที่
เดียวกันในรอบปี โดยปลูกพืชที่ 2 หลัง เก็บเกี่ยวพืชแรกแล้ว

การปลูกพืชแซม (Inter Cropping Systems) คือ การปลูกพืช 2 ชนิดร่วมกัน โดยมีพืชหลัก
และพืชรอง พืชหลักนั้นจะปลูกเป็นแถว ส่วนพืชรองนั้นจะปลูกในระหว่างแถวพืชหลัก กำหนดให้พืช
หลักได้รับการดุแลรักษา การใช้ปุ๋ยตามอัตราที่แนะนำ เพื่อที่จะให้ผลผลิตพืชหลักได้รับตามปกติ
ส่วนผลผลิตพืชรองนั้นเป็นเพียงรายได้เสริมเท่านั้น แต่มีข้อควรคำนึงในการที่หาพืชปลูกในระบบ
นี้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

  1. พืชทั้ง 2 ชนิด นั้นต้องการสภาพแวดล้อม เช่น ดิน ภูมิอากาศที่คล้ายคลึงกัน
  2. พืชทั้ง 2 ชนิด จะไม่ก่งแย่งธาตุอาหารและน้ำซึ่งกันและกัน
  3. พืชทั้ง 2 ชนิด มีอัตราการเจริญเติบโตแตกต่างกัน เพื่อที่จะป้องกันมิให้เกิดการมีร่มเงา 
    ลดการสังเคราะห์แสง
  4. พืชทั้ง 2 ชนิด ต้องไม่มีศัตรูพืชร่วมกันเพื่อเลี่ยงการสะสมศัตรูพืช
  5. พืชทั้ง 2 ชนิดจะต้องมีตลาดรองรับที่แน่นอน

....การปลูกพืชแซมจะต้องปลูกพืชหลักตามฤดูกาล และจะปลูกพืชแซมพร้อมพืชหลักหรือหลังพืชหลัก
แต่ก่อนพืชหลักออกดอก ยังมีการปลูกพืชแซมอีกแบบหนึ่งเรียกว่า การปลูกพืชเหลี่ยมฤดู (Relay 
Crop) โดยปลูกพืชรองในระยะก่อนเก็บเกี่ยวพืชหลัก

การปลูกพืชแซม พืชตามและปลูกพืชเหลื่อมฤดูนั้นมีข้อดีนานัปการดังนี้

  1. เป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่ และแรงงานในครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. สามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติ เพราะจะมีพืชอีกชนิดหนึ่งสามารถ
    เก็บเกี่ยวผลผลิตได้
  3. ลดการสะสมศัตรูพืช เพราะศัตรูพืชจะเลือกรบกวนเฉพาะพืชเท่านั้น เช่น ปลูกพืชตระกูล
    ถั่วแซมข้าวโพดจะลดการทำลายของหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด

....ดังนั้นระบบการปลูกพืชที่เคยปฏิบัติกันมาในบางท้องถิ่น ได้แก่ การปลูกข้าวโพดแซมด้วยถั่วเล็บ
มือนางที่แหล่งปลูกข้าวโพดจังหวัดเลยเกษตรกรจะปลูกข้าวโพดต้นฤดูฝนพร้อมกับถั่วเล็บมือนาง
โดยผสมเมล็ดข้าวโพดและถั่วเล็บมือนางในสัดส่วนเดียวกัน ดังนั้นข้าวโพดจะงอกและเจริญเติบ
โตขึ้นมาก่อนถั่ว เมื่อข้าวโพดอายุได้ 80 วัน ขณะฝักกำลังติดเมล็ดสมบูรณ์ ใบข้าวโพดจะลู่ลง
ปล่อยให้แดดส่องโคนต้นถั่วซึ่งกำลังเจริญเติบโตไต่เถาพันต้นข้าวโพดอยู่ และถั่วเจริญเติบโต
จนเลื้อยพันต้นข้าวโพดถึงยอด หลังเก็บเกี่ยวข้าวโพดเมื่ออายุประมาณ 100 วัน เนื่องจากถั่ว
เป็นพืชที่ไวต่อแสงจะออกดอกหลังเดือนตุลาคม ดังนั้นสามารถเก็บเกี่ยวถั่วได้เป็นผลผลิตครั้ง
ที่ 2 อีกภายในเดือนมกราคม นอกจากจะได้ผลผลิตของพืชแล้ว ยังได้ตอซังพืชเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็น
ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณค่าในทางบำรุงดินตามต้องการ

การปลูกพืชเหลื่อมฤดู เช่น เกษตรกรในแหล่งปลูกข้าวโพดที่ จ.ศรีสะเกษ นิยมปลูกถั่วลิสงเหลื่อม
ฤดูข้าวโพด โดยปลูกถั่วลิสงกลางแถวข้าวโพด เมื่อข้าวโพดอายุได้ประมาณ 80 วัน ซึ่งขณะนั้นใบ
ข้าวโพดได้ลู่ลงมาทำให้สามารถมีแสงสว่างมากพอช่วยให้ถั่วลิสงเจริญเติบโตได้ตามปกติ