การใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่ ตอนที่ 4 ผลการวิจัยการใช้ปุ๋ยในระบบปลูกมันสำปะหลัง

ตอนที่ 4  ผลการวิจัยการใช้ปุ๋ยในระบบปลูกมันสำปะหลัง ....มันสำปะหลัง เป็นพืชที่เหมาะที่สุดในการที่จะนำระบบการปลูกพืชแซมหรือในระบบปลูกพืช หมุนเวียนมาปฏิบัติ เพื่ออนุรักษ์ดินและใช้ผลประโยชน์จากการตกค้างของปุ๋ยที่ฟอสเฟตในดิน  โดยที่มันสำปะหลังมีระยะปลูกกว้าง 1 เมตร และเป็นพืชที่เจริญเติบโตช้าในระยะแรก ตั้งแต่ ปลูกถึงระยะแตกกอประมาณ 3 เดือน ดังนั้นสามารถที่จะนำเอาพืชอายุสั้นมาปลูกแซมได้  ก่อนที่จะถูกร่มเงาพุ่มมันสำปะหลังบังแสงสว่าง การใช้ปุ๋ยเคมีในระบบพืชหมุนเวียนเพื่อการปลูกมันสำปะหลังระยะยาว โดย โชติ สิทธิบุษย์, ประวัติ อุทโยภาศ, ชุมพล นาควิโรจน์, ชัยโรจน์ วงศ์วิวัฒน์ไชย,  มณฑล เสวตานนท์ และ กอบเกียรติ ไพศาลเจริญ เอกสารวิชาการด้านปฐพีวิทยา เล่ม 2 ประจำปี 2528   ....กลุ่มงานวิจัยความอุดมสมบูรณ์ของดินและปุ๋ยพืชไร่, กองปฐพีวิทยา, กรมวิชาการเกษตรได้ ทำการทดลองระยะยาวเป็นเวลา 9 ปี เพื่อหาข้อมูลการปรับปรุงดินไร่มันสำปะหลังด้วยระบบ การปลูกพืชตระกุลถั่วหมุนเวียนสลับปีกับมันสำปะหลัง โดยใช้ถั่วลิสง-ถั่วมะแฮะ และถั่วเขียว- ถั่วมะแฮะ เป็นตัวแทนพืชตระกูลถั่ว ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2518 ในดินชุดห้วยโป่ง โคราช และยโสธร ซึ่งเป็นดินที่ใช้เพราะปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่ ในปี 2526 เป็นปีที่ครบวงจรของ ระบบเป็นรอบที่สอง ได้รวบรวมข้อมูลผลผลิตพืชแต่ละชนิดและข้อมูลคุณสมบัติทางเคมีของดิน ในแต่ละระบบของการปลูกพืชหมุนเวียน ผลการทดลองพบว่าการปลูกพืชตระกูลถั่วแบบต่าง ๆ  หมุนเวียนกับมันสำปะหลังไม่ทำให้ผลผลิตของมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น การที่ไถกลบซากพืช ตระกูลถั่วกลับลงดินแม้ไม่มีผลในการเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุแต่มีแนวโน้มที่จะรักษาปริมาณ ธาตุอาหารในดินให้อยู่ที่ระดับเดิม และการใส่ปุ๋ยเคมี 8-8-8 กก./ไร่ ของ N-P2O5-K2O มี แนวโน้มทำให้มีการสะสมฟอสเฟตในดิน การปลูกถั่วลิสงเป็นพืชหมุนเวียนสลับปีกับมันสำปะหลัง ได้ผลดีกว่าการปลูกถั่วเขียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินชุดยโสธร ....เมื่อพิจารณาถึงรายได้เฉลี่ยในแต่ละระบบ โดยคิดรายได้เฉลี่ยในแต่ละรูปแบบการปลูกพืช ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีสุดท้ายในช่วง 9 ปี ในดินชุดห้วยโป่งและดินชุดโคราช และ 8 ปี ในดินชุด ยโสธรพบว่าระบบมันสำปะหลัง-ถั่วลิสง แบบ 1-1 ปี สามารถเพิ่มรายได้เฉลี่ยสูงสุด กล่าวคือ ในดินชุดห้วยโป่งรายได้เพิ่มเฉลี่ย 31% (648 บาท/ไร่/ปี) และดินชุดยโสธรรายได้เฉลี่ยเพิ่ม 57% (1,334 บาท/ไร่/ปี) จากการปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียวโดยใส่ปุ๋ยเคมีถึง 563 และ 844  บาท/ไร่/ปี ที่ดินชุดห้วยโป่งและชุดยโสธร ตามลำดับ สำหรับดินชุดโคราชระบบมันสำปะหลัง-ถั่วลิสงแบบ 3-1 เพิ่มรายได้เฉลี่ยสูงสุด 22% จากมันสำปะหลังไม่ใส่ปุ๋ยแต่เพิ่มจากมันสำปะหลัง ใส่ปุ๋ยเพียง 285 บาท/ไร่/ปี แสดงว่าควรใช้ถั่วลิสงปลูกหมุนเวียนกับมันสำปะหลังแบบ 1-1 คือ ปลูกมันสำปะหลังหนึ่งปีสลับกับปลูกถั่วลิสง-ถั่วแฮะ ในปีถัดไป ซึ่งจะให้ผลตอบแทนสูงสุด ....การปลูกมันสำปะหลังหมุนเวียนกับถั่วลิสงปลูกตามด้วยถั่วมะแฮะได้ผลดีและมีความเหมาะสม ในดินแหล่งปลูกมันสำปะหลังชุดห้วยโป่ง ชุดโคราช และชุดยโสธร แต่ไม่ควรปลูกถั่วเขียว หมุนเวียนในดินชุดยโสธรเมื่อปลูกมันสำปะหลังติดต่อมานาน การยกระดับกำลังผลิตของดิน ไร่มันสำปะหลังโดยการปลูกพืชหมุนเวียนยังได้รับผลไม่ดีนัก คือไม่สามารถเพิ่มปริมาณ อินทรีย์วัตถุและธาตุอาหารในดินอย่างเด่นชัด แต่มีแนวโน้มรักษาสภาพให้อยู่ระดับเดิมหรือ มีการลดต่ำลงน้อย ในขณะเดียวกันการใช้ปุ๋ยเคมี 8-8-8 กก./ไร่/ปี ของ N-P2O5-K2O มีแนวโน้มเกิดการสะสมฟอสเฟตในดิน ฉะนั้นการบำรุงรักษาประสิทธิภาพในการผลิตของดิน ไร่มันสำปะหลังโดยการปลูกพืชหมุนเวียนจะต้องคำนึงถึงพืชตระกูลถั่วที่มีพุ่มในหนาแน่นมีอัตรา การเจริญเติบโตได้รวดเร็ว และมีคุณสมบัติทนแล้งด้วย เช่น ถั่วลิสง

Continue reading

การใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่ ตอนที่ 3 ผลการวิจัยการใช้ปุ๋ยในระบบปลูกข้าวฟ่าง

ตอนที่ 3  ผลการวิจัยการใช้ปุ๋ยในระบบปลูกข้าวฟ่าง การทดสอบการใช้ปุ๋ยในระบบปลูกพืช ; ถั่งเหลือง-ข้างฟ่าง โดย ประสาร พรมสูงวงศ์, หรั่ง มีสวัสดิ์, ประดิษฐ์ บุญอำพล และสันติ ธีราภรณ์, รายงานผลการวิจัย ปี 2537 หน้า 20 กลุ่มงานวิจัยความอุดมสมบูรณ์ของดินและปุ๋ยพืชไร่, กองปฐพีวิทยา, กรมวิชาการเกษตร ....การปลูกพืชตระกูลถั่วเป็นพืชแรกและมีพืชหลักเป็นพืชปลูกตามในระบบ Sequent crop ช่วยทำให้ผลผลิตของพืชหลักเพิ่มขึ้นโดยใช้ประโยชน์จากการไถกลบพืชแรกเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน  การใช้ระบบถัวเหลืองข้าวฟ่างในระบบ Sequent crop ในท้องถิ่น จ.ชัยนาท และนครสวรรค์  โดยมีการใช้ปุ๋ยเคมีอัตราต่าง ๆ ใส่ให้กับถั่วเหลืองและข้าวฟ่างความแตกต่างกันในระดับความ อุดมสมบูรณ์ของแหล่งปลูกทำให้ผลผลิตเฉลี่ยของถั่วเหลืองฝักสดแตกต่างกัน อิทธิพลของอัตรา ปุ๋ยฟอสเฟตร่วมกับโพแตสมีผลทำให้ผลผลิตถั่วเหลืองสูงกว่าผลผลิตที่ไม่ไม่ได้รับปุ๋ยเลยอยางมี นัยสำคัญทางสถิติ การปลูกข้าวฟ่างตามโดยใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราต่าง ๆ กันเพียงอย่างเดียวโดย ใช้ปุ๋ยฟอสเฟตและโพแตชตกค้างจากถั่วเหลืองพบว่าแหล่งหลูกยังแสดงอิทธิพลต่อผลผลิต ข้าวฟ่างในดินต่างชนิดกันอัตราปุ๋ยไนโตรเจนที่ 5 และ 10 กก./ไร่ ให้ผลผลิตข้าวฟ่างสูงไม่แตกต่าง ทางสถิติ ซึ่งหมายถึงอิทธิของถั่วเหลืองปลูกเป็นพืชแรกสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตของดิน ที่ใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเพียงอัตราครึ่งหนึ่งของอัตราแนะนำ (10-10-5) ก็สามารถช่วยเพิ่มผลผลิต ข้าวฟ่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการศึกษาต่อเนื่องจะเป็นข้อมูลช่วยในการประเมินผล การทดลองอย่างชัดเจนขึ้น การศึกษาผลกระทบของการจัดการระบบปลูกพืชต่อสถานภาพความอุดมสมบูรณ์ ของดินระยะยาว โดย ประดิษฐ์ บุญอำพล, บุญเลิศ บุญยงค์ และ สันติ ธีราภรณ์ รายงานผลการวิจัยปี 2537 หน้า 18 กลุ่มงานวิจัยความอุดมสมบูรณ์ของดินและปุ๋ยพืชไร่, กองปฐพีวิทยา, กรมวิชาการเกษตร   ....การศึกษาผลกระทบของการใช้ระบบปลูกพืชในดินกลุ่ม Paleustults ที่มีการปลูกพืชต่อเนื่อง ระยะยาวเพื่อให้เห็นว่าระบบปลูกพืชใดจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติดิน ในทางที่ดีขึ้นหรือเสื่อมสภาพลงแม้ว่าจะมีการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วยก็ตาม จากคุณสมบัติดินใน ระยะเริ่มการศึกษาซึ่งมี ปฏิกิริยาเป็นกรดจัดและมีปริมาณอินทรีย์วัตถุปานกลาง การปลูกที่ ใช้ระบบปลูกที่มีพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพร้าหรือถั่วลิสง ปลูกเป็นพืชแรกไม่แสดงอิทธิพลเกื้อกูล ต่อข้าวฟ่างที่ปลูกตามในปีแรก แต่การปลูกพืชเดี่ยวในระบบไว้แขนง (Ratoon) เช่น ข้าวฟ่าง พบว่าผลผลิตจากข้าวฟ่างแขนงให้ผลผลิตสูง เมื่อมีการใส่ปุ๋ยตามอัตราแนะนำ และแม้ว่าการ ปล่อยแปลงให้ว่าง (Fallow) ยังแสดงอิทธิพลในทางบวกต่อการปลูกข้าวฟ่างตามแต่ในปีที่สอง นั้นข้าวฟ่างที่ปลูกตามพืชตระกูลถั่วในระบบ แสดงอิทธิพลในการส่งเสริมให้ข้าวฟ่างให้ผลผลิต ดีขึ้น การพักดินยังคงให้ผลผลิตข้าวฟ่างสูงเช่นกันการกระจายของฝนมีอิทธิพลต่อการปลูกใน ระบบพืชตามโดยเฉพาะพืชหลัก ดังนั้นการปลูกพืชในระบบดังกล่าวต่อเนื่องระยะยาวจะเป็น ข้อมูลยืนยัน ความเหมาะสมของระบบและปริมาณธาตุอาหารในดิน การทดสอบการใช้ปุ๋ยในระบบปลูกพืช ; ถั่วเหลือง ข้าวฟ่าง ในไร่กสิกร โดย ประสาร พรหมสูงวงศ์, ประดิษฐ์ บุญอำพล และ หรั่ง มีสวัสดิ์ รายงานผลการวิจัยปี 2538 หน้า 44 กลุ่มงานวิจัยความอุดมสมบูรณ์ของดินและปุ๋ยพืชไร่, กองปฐพีวิทยา, กรมวิชาการเกษตร   ....การจัดระบบปลูกพืชในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงเพื่อให้ได้ผลผลิตรวมต่อหน่วยพื้นที่สูงกว่า การปลูกพืชเดี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนวณผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้ทดลองขึ้นในดิน กลุ่มดินเหนียวสีดำและดินเหนียวสีน้ำตาลแดง ในเขต จ.นครสวรรค์ และชัยนาท ระบบปลูก เหลื่อมฤดูระหว่างถั่วเหลือง-ข้าวฟ่างในดินเหนียวสีดำสามารถให้ผลผลิตถั่วเหลืองฝักสดและ ข้าวฟ่างสูง ไม่ว่าจะใส่ปุ๋ยหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากมีสถานะทางความอุดมสมบูรณ์สูงเพียงพอ  การปลูกข้าวฟ่างเดี่ยว ๆ ไม่ใช้ระบบปลูกพืช พบว่าผลผลิตเฉลี่ยจะสูงกว่าการปลูกในระบบ เมื่อใส่ปุ๋ยในอัตราเดียวกัน ถั่วเหลืองดูดใช้ฟอสฟอรัสไปในบางส่วน และการถูกพรางแสง ระยะก่อนเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองมีแนวโน้มทำให้ผลผลิตข้าวฟ่างในระบบต่ำกว่าการปลูกข้าวฟ่าง อย่างเดียว การทดสอบการใช้ปุ๋ยในระบบปลูกพืช ; ถั่วเหลือง-ข้าวฟ่าง ในไร่กสิกร โดย ประสาร พรหมสูงวงศ์, ประดิษฐ์ บุญอำพล, หรั่ง มีสวัสดิ์ และ สันติ ธีราภรณ์ รายงานผลการวิจัย ปี 2539 หน้า 40 กลุ่มงานวิจัยความอุดมสมบูรณ์ของดินและปุ๋ยพืชไร่, กองปฐพีวิทยา, กรมวิชาการเกษตร ....การปลุกถั่วเหลือพันธุ์นครสวรรค์เป็นพืชต้นฤดูและเก็บเกี่ยวเป็นถั่วเหลืองฝักสด ในดินร่วน ปนทราย จ.พิษณุโลก และปลูกข้าวฟ่างพันธุ์สุพรรณบุรี 62 ในแถวถั่วเหลือง ก่อนเก็บเกี่ยว ถั่วเหลือง 20 วัน ใส่ปุ๋ยอัตรา 0-0-0, 0-10-5, 5-10-5, 20-10-5 ให้กับข้าวฟ่างในระบบ  และ 10-10-5 กก./ไร่ ของ N-P2O5-K2O ในแปลงที่ปล่อยให้หญ้าเจริญเติบโตก่อนปลูก ข้าวฟ่าง พบว่าการกำหนดระยะเวลาปลูกถั่วเหลืองที่เหมาะสมต้องให้อยู่ในสภาพมีความชื้น พอเพียงตลอดอายุการเจริญเติบโตจึงจะให้ผลผลิตสมบูรณ์และการปลูกข้าวฟ่างอย่างเดียว โดยปล่อยให้หญ้าเจริญเติบโตก่อนปลูกข้าวฟ่าง แม้ว่าจะให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกในระบบ ปลูกพืชร่วมกับถั่วเหลือง แต่เมื่อคิดค่าตอบแทนทางเศรษฐกิจแล้วรายได้รวมของการปลูก ถั่วเหลืองฝักสดและข้าวฟ่างสูงกว่าการปลูกข้าวฟ่างอยางเดียวค่อนข้างมาก

Continue reading

การใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่ ตอนที่ 2 ผลการวิจัยการใช้ปุ๋ยในระบบปลูกข้าวโพด

ตอนที่ 2  ผลการวิจัยการใช้ปุ๋ยในระบบปลูกข้าวโพด การทดสอบการใช้ปุ๋ยในระบบการปลูกพืช ; ข้าวโพด-ถั่วลิสง ในดินเหนียวสีแดง จ.ศรีสะเกษ. โดย หรั่ง มีสวัสดิ์, สันติ ธีรากรณ์, ประดิษฐ์ บุญอำพล, ดิสสพันธุ์ ธรรมาภิรมย์ และมงคล พานิชกุล. รายงานผลการวิจัย ปี 2539 หน้า 17 ....กลุ่มงานวิจัยความอุดมสมบูรณ์ของดินและปุ๋ยพืชไร่,กองปฐมพีวิทยากรมวิชาการเกษตร การทดสอบการใช้ปุ๋ยในระบบการปลูกพืช ; ข้าวโพด-ถั่วลิสง ซึ่งปลูกข้าวโพดเป็นพืชแรก  และถั่วลิสงเป็นพืชตาม ปลูกเหลื่อมฤดูกัน โดยปลูกถั่วลิสงก่อนเก็บข้าวโพดประมาณ 20 วัน  ทำการทดสอบในไร่กสิกร อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ 10 แปลง ทำการปลูกพืชเป็นระบบ เช่นนี้ซ้ำที่ติดต่อกัน 3 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2539 ในดินเหนียวสีแดงดินเป็นกรดมี  pH 4.8-5.7 อินทรีย์วัตถุปานกลางถึงสูง 1.8-3.9% ธาตุอาหารฟอสฟอรัสต่ำถึงสูง  9-87 ppm ธาตุอาหารโพแทสเซียมในระดับสูง 111-120 ppm ....ผลของการทดสอบพบว่า ข้าวโพดที่ใส่ปุ๋ยเคมีแนะนำ 10-5-5 กก./ ไร่ ของ N-P2O5-K2O  หรือปุ๋ยเคมีแนะนำ+ปุ๋ยหมัก อัตรา 1 ตัน/ไร่ หรือปุ๋ยเคมีครึ่งอัตราแนะนำ+ปุ๋ยหมัก ให้ ผลผลิตไม่แตกต่างกันมากนัก แต่จะสูงกว่าข้าวโพดที่ไม่ใส่ปุ๋ยประมาณ 54-56% ดังนั้น จึงควรใส่ปุ๋ยเคมีครึ่งอัตราแนะนำ+ปุ๋ยหมัก 1 ตัน/ไร่ ให้กับข้าวโพดก็พอแล้ว และยังพบว่า ปุ๋ยที่ใส่ไว้กับข้าวโพด มีผลตกค้างถึงถั่วลิสงที่ปลูกเป็นพืชตามอีกด้วย จึงไม่จำเป็นต้องใส่ ปุ๋ยให้ถั่วลิสงแต่ประการใด การทดสอบการใช้ปุ๋ยในระบบการปลูกพืช ข้าวโพดแซมถั่วนิ้วนางแดง โดย สันติ ธีราภรณ์, หรั่ง มีสวัสดิ์, ประดิษฐ์ บุญอำพล, ดิสสพันธุ์ ธรรมภิรมย์  และ มงคล พานิชกุล รายงานผลการวิจัยปี 2539 หน้า 22 ...กลุ่มงานวิจัยความอุดมสมบูรณ์ของดินและปุ๋ยพืชไร่, กองปฐพีวิทยา, กรมวิชาการเกษตร ทดสอบการใช้ปุ๋ยในระบบปลูกพืชข้าวโพดแซมถั่วนิ้วนางแดงดำเนินการที่ไร่กสิกร จ.นครราชสีมา ปี พ.ศ. 2539 จำนวน 3 แปลง พบว่าการใส่ปุ๋ยในระบบการปลูกข้าวโพด แซมถั่วนิ้วนางแดงสูงกว่าการไม่ได้รับการใส่ปุ๋ยและน้ำหนักเมล็ดข้าวโพดเพิ่มขึ้นตามอัตรา ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยสูตร 20-10-5 ให้น้ำหนักเมล็ดสูงสุด 818 กก./ไร่ รองลงมาคือการใส่ปุ๋ยอัตรา  10-10-5, 5-10-5, 0-10-5 โดยให้น้ำหนักเมล็ด 785,649,488 กก./ไร่ ตามลำดับ อย่างไรก็ตามระบบปลูกข้าวโพดอย่างเดียว และใส่ปุ๋ย 10-10-5 กก./ไร่ ยังคงให้น้ำหนัก เมล็ดข้าวโพด 861 กก./ไร่ สูงกว่าการปลูกข้าวโพดแซมถั่วนิ้วนางแดงที่ระดับปุ๋ยเดียวกัน  ซึ่งให้น้ำหนักเมล็ด 785 กก./ไร่ การใช้วัสดุเหลือใช้จากโรงงานผงชูรสติดต่อกัน 3 ปี ต่อสมบัติของดิน  ผลผลิตข้าวโพดฝักอ่อน-ถั่วเหลืองรับประทานฝักสด โดย สันติ ธีราภรณ์, ดิสสพันธุ์ ธรรมาภิรมย์, หรั่ง มีสวัสดิ์, ประดิษฐ์ บุญอำพล,  มงคล พานิชกุล และ สุทัย วุธรา รายงานผลการวิจัย ปี 2539 ....กลุ่มงานวิจัยความอุดมสมบูรณ์ของดินและปุ๋ยพืชไร่, กองปฐพีวิทยา, กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการทดลองที่ไร่กสิกร อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยวางแผนการทดสอบ RCB ประกอบด้วย วัสดุเหลือใช้ จากโรงงานผงชูรส (GM) 3 ชนิดคือ GM น้ำปรับ pH=5 GM แห้ง โดยมีวิธีการ ใส่ 2 วิธี คือใส่ทั้งหมดก่อนปลูก 1 สัปดาห์ และแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือครั้งหนึ่งก่อนปลูก 1 สัปดาห์  และ อีกครึ่งที่เหลือใส่เมื่อข้าวโพดอายุ 30 วัน ทุกตำรับใส่ปุ๋ย P และ K ในอัตรา 5 กก./ไร่  P2O2 และ K2O ตามลำดับ สำหรับปุ๋ยเคมีประกอบด้วยตำรับปุ๋ย 0-0-0, 0-5-5 และ 30-5-5 กก. N-P2O5-K2O/ ไร่ รวม 9 ตำรับการทดลอง ผลความก้าวหน้าของปีที่ 3 ทั้งสองฤดูปลูก การใช้ GM ทั้ง 3 ชนิดและปุ๋ยรับ 30-5-5 กก./ไร่ ให้น้ำหนักฝักสูงกว่าไม่ใส่ปุ๋ยในทางสถิติ ส่วนวิธีการใส่ GM นั้นให้ผลผลิตไม่แตกต่างเด่นชัด

Continue reading

การใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่ ตอนที่ 1 ความสำคัญของการใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่

ตอนที่ 1  ความสำคัญของการใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่ กองปฐพีวิทยา, กรมวิชาการเกษตร ....การใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่ คือ แผนการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับระบบปลูกพืช  โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้พืชที่ปลูกในระบบปลูกพืชได้รับธาตุอาหารตามความต้องการ ซึ่งเป็นการ ใช้ผลตกค้างของปุ๋ยเคมีที่ใส่ให้แก่พืชหลัก ให้เกิดประโยชน์กับพืชรองมากที่สุด เพื่อที่จะให้ผลผลิต เพิ่มขึ้นทั้งระบบและไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสมบัติของดินและสภาพแวดล้อม ....ระบบปลูกพืชที่มีพืชไร่เป็นหลัก (Field crop based cropping systems) หมายถึง วิธีการปลูก พืชไร่หลายชนิดร่วมกันในหลายรูปแบบเพื่อที่จะให้ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดเฉพาะแต่ละท้องถิ่น  เดิมทีเกษตรกรได้ปฏิบัติกันมานานแล้วในบางพื้นที่ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศเหมาะสม เช่น เกษตรกร ในแหล่งปลูกข้าวโพดนิคมสร้างตนเอง พระพุทธบาท จ.ลพบุรี เคยปลูกถั่วเขียวเป็นพืชแรก ในต้น ฤดูฝนแล้วปลูกตามด้วยข้าวโพดหลังเก็บเกี่ยวถั่วเขียวแล้ว และที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา  สามารถปลูกข้าวโพดได้ 2 ครั้ง คือ ต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน เนื่องจากบริเวณนี้มีปริมาณฝน  1,500 มม. ต่อปี และมีฝนตกอย่างสม่ำเสมอ แต่ปัจจุบันนี้แหล่งผลิตพืชไร่ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหา ในการปลูกพืช เนื่องจากฤดูฝนปรวนแปรจนไม่สามารถจะพยากรณ์ได้อย่างแน่นอน ทำให้ฤดูการปลูก ของพืชไม่สอดคล้องกับตารางวันปลูกที่ทางรัฐได้กำหนดไว้ อย่างไรก็ตามยังมีบางพื้นที่มีระบบ ปลูกพืชที่มีโอกาศเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชใดพืชหนึ่งได้เมื่อเกิดสภาวะวิกฤต เช่น ฝนแล้ง ทำให้ไม่ สูญเสียผลผลิตทั้งหมด ระบบการปลูกพืช (Cropping System) ตามหลักวิชาการ หมายถึง ระบบการปลูกพืชที่สามารถ ปลูกพืชได้มากกว่า 1 พืชในหนึ่งฤดูกาล (multiple cropping) ประกอบด้วยระบบต่าง ๆ ดังนี้ การปลูกพืชผสม (Mixed Cropping Systems) คือการปลูกพืชตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปปะปนในพื้นที่ เดียวกัน โดยหว่านเมล็ดพืชในอัตราส่วนที่เหมาะสม หว่านกระจายให้ทั่วทั้งแปลง ดังนั้นพืชที่งอก ขึ้นมาจะปะปนกันไม่เป็นแถวเป็นแนว มักนิยมปฏิบัติกันในพื้นที่ป่าซึ่งยังมีความอุดมสมบูรณ์สูง และเป็นวิธีการปลูกแบบดั้งเดิม ดังเช่นการปลูกข้าวโพดร่วมกับถั่วเขียว เป็นต้น วิธีการนี้เหมาะสม สำหรับเกษตรกรที่มีแรงงานน้อยเนื่องจากสามารถควบคุมวัชพืชได้ผลดี การปลูกพืชตาม (Sequent Cropping Systems) คือการปลูกพืชตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ในพื้นที่ เดียวกันในรอบปี โดยปลูกพืชที่ 2 หลัง เก็บเกี่ยวพืชแรกแล้ว การปลูกพืชแซม (Inter Cropping Systems) คือ การปลูกพืช 2 ชนิดร่วมกัน โดยมีพืชหลัก และพืชรอง พืชหลักนั้นจะปลูกเป็นแถว ส่วนพืชรองนั้นจะปลูกในระหว่างแถวพืชหลัก กำหนดให้พืช หลักได้รับการดุแลรักษา การใช้ปุ๋ยตามอัตราที่แนะนำ เพื่อที่จะให้ผลผลิตพืชหลักได้รับตามปกติ ส่วนผลผลิตพืชรองนั้นเป็นเพียงรายได้เสริมเท่านั้น แต่มีข้อควรคำนึงในการที่หาพืชปลูกในระบบ นี้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ พืชทั้ง 2 ชนิด นั้นต้องการสภาพแวดล้อม เช่น ดิน ภูมิอากาศที่คล้ายคลึงกัน พืชทั้ง 2 ชนิด จะไม่ก่งแย่งธาตุอาหารและน้ำซึ่งกันและกัน พืชทั้ง 2 ชนิด มีอัตราการเจริญเติบโตแตกต่างกัน เพื่อที่จะป้องกันมิให้เกิดการมีร่มเงา  ลดการสังเคราะห์แสง พืชทั้ง 2 ชนิด ต้องไม่มีศัตรูพืชร่วมกันเพื่อเลี่ยงการสะสมศัตรูพืช พืชทั้ง 2 ชนิดจะต้องมีตลาดรองรับที่แน่นอน ....การปลูกพืชแซมจะต้องปลูกพืชหลักตามฤดูกาล และจะปลูกพืชแซมพร้อมพืชหลักหรือหลังพืชหลัก แต่ก่อนพืชหลักออกดอก ยังมีการปลูกพืชแซมอีกแบบหนึ่งเรียกว่า การปลูกพืชเหลี่ยมฤดู (Relay  Crop) โดยปลูกพืชรองในระยะก่อนเก็บเกี่ยวพืชหลัก การปลูกพืชแซม พืชตามและปลูกพืชเหลื่อมฤดูนั้นมีข้อดีนานัปการดังนี้ เป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่ และแรงงานในครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติ เพราะจะมีพืชอีกชนิดหนึ่งสามารถ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ลดการสะสมศัตรูพืช เพราะศัตรูพืชจะเลือกรบกวนเฉพาะพืชเท่านั้น เช่น ปลูกพืชตระกูล ถั่วแซมข้าวโพดจะลดการทำลายของหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด ....ดังนั้นระบบการปลูกพืชที่เคยปฏิบัติกันมาในบางท้องถิ่น ได้แก่ การปลูกข้าวโพดแซมด้วยถั่วเล็บ มือนางที่แหล่งปลูกข้าวโพดจังหวัดเลยเกษตรกรจะปลูกข้าวโพดต้นฤดูฝนพร้อมกับถั่วเล็บมือนาง โดยผสมเมล็ดข้าวโพดและถั่วเล็บมือนางในสัดส่วนเดียวกัน ดังนั้นข้าวโพดจะงอกและเจริญเติบ โตขึ้นมาก่อนถั่ว เมื่อข้าวโพดอายุได้ 80 วัน ขณะฝักกำลังติดเมล็ดสมบูรณ์ ใบข้าวโพดจะลู่ลง ปล่อยให้แดดส่องโคนต้นถั่วซึ่งกำลังเจริญเติบโตไต่เถาพันต้นข้าวโพดอยู่ และถั่วเจริญเติบโต จนเลื้อยพันต้นข้าวโพดถึงยอด หลังเก็บเกี่ยวข้าวโพดเมื่ออายุประมาณ 100 วัน เนื่องจากถั่ว เป็นพืชที่ไวต่อแสงจะออกดอกหลังเดือนตุลาคม ดังนั้นสามารถเก็บเกี่ยวถั่วได้เป็นผลผลิตครั้ง ที่ 2 อีกภายในเดือนมกราคม นอกจากจะได้ผลผลิตของพืชแล้ว ยังได้ตอซังพืชเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็น ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณค่าในทางบำรุงดินตามต้องการ การปลูกพืชเหลื่อมฤดู เช่น เกษตรกรในแหล่งปลูกข้าวโพดที่ จ.ศรีสะเกษ นิยมปลูกถั่วลิสงเหลื่อม ฤดูข้าวโพด โดยปลูกถั่วลิสงกลางแถวข้าวโพด เมื่อข้าวโพดอายุได้ประมาณ 80 วัน ซึ่งขณะนั้นใบ ข้าวโพดได้ลู่ลงมาทำให้สามารถมีแสงสว่างมากพอช่วยให้ถั่วลิสงเจริญเติบโตได้ตามปกติ

Continue reading

การให้ปุ๋ยไม้ดอก ตอนที่ 5 การให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยดกุหลาบ

ตอนที่ 5 การให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยดกุหลาบ ดร.นันทรัตน์ ศุภกำเนิด นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย  อ. เมือง จ. เชียงราย 57000   ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายได้ทำการศึกษาความต้องการธาตุอาหารของกุหลาบที่ปลูกเป็นการค้าทางภาคเหนือตอนผลการศึกษา โดยสรุปมีดังนี้ จากผลการวิเคราะห์ธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม ในใบ กิ่ง และดอกกุหลาบพันธุ์ Red velvet ซึ่งเป็นพันธุ์ดอกสีแดงที่นิยมปลูกเป็นการค้าในเวลานั้น พบว่า สัดส่วนและปริมาณของธาตุอาหารที่กุหลาบต้องการใช้ใน การเจริญเติบโตและให้ผลผลิตนั้น กุหลาบต้องการใช้ปุ๋ยที่มีสัดส่วนของธาตุอาหารประมาณ 5 : 2 : 6  ของ N : P2O5 : K2O ตามลำดับ สำหรับปริมาณที่ควรใส่นั้นขึ้นอยู่กับการจัดการทรงพุ่มกุหลาบและศักยภาพใน การให้ผลผลิตของกุหลาบแต่ละพันธุ์ จากการศึกษาการให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยดแก่กุหลาบ 4 พันธุ์ คือ Red velvet, Oceana, Barrock และ Nobless  นั้น ได้ผลสำเร็จเพียงส่วนหนึ่ง คือ ต้นกุหลาบมีการเจริญเติบโตที่ดี มีกิ่งกระโดงที่แข็งแรง และได้ดอกที่มีคุณภาพดี แต่ช่วงการเก็บผลผลิตสั้นเพียง 1 เดือน เนื่องจากใช้แปลงทดลองเก่าที่กุหลาบมีอายุ 3 ปีแล้ว ต้นกุหลาบอ่อนแอต่อโรค และมีการเข้าทำลายของแมลงมาก การป้องกันกำจัดโรคและแมลงไม่ค่อยได้ผล อย่างไรก็ตาม ได้มีการนำสัดส่วนปุ๋ยนี้ ไปใช้โดยให้ปุ๋ยในอัตราที่สูงแก่แปลงกุหลาบที่ปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ พบว่ากุหลาบพันธุ์ต่าง ๆ มีการเจริญเติบโตและการ ให้ผลผลิตที่ดี ภาพที่ 1 ดอกกุหลาบ (Rosa hibrid)

Continue reading

การให้ปุ๋ยไม้ดอก ตอนที่ 4 การให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยดเบญจมาศ

ตอนที่ 4  การให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยดเบญจมาศ ดร.นันทรัตน์ ศุภกำเนิด นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย  อ. เมือง จ. เชียงราย 57000   แม้ว่าเบญจมาศจะไม่มีการสร้างหัวพันธุ์ใต้ดินแบบเดียวกับแกลดิโอลัสและปทุมมา แต่การปรับปรุงดินก่อนปลูกก็เป็นสิ่งที่ เกษตรกรควรปฏิบัติ การปรับให้ pH ของดินเป็นกลางหรือใกล้เป็นกลางจะช่วยให้ธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินเป็นประโยชน์ต่อ พืชมากขึ้น เนื่องจากเบญจมาศเป็นพืชที่ปลูกจากการปักชำกิ่งแขนง ไม่มีอาหารสะสมในกิ่งพันธุ์ จึงควรใส่ปุ๋ยรองพื้นก่อนปลูกหรือใส่ปุ๋ยทันที ที่ต้นตั้งตัวได้ นอกจากนี้ เบญจมาศเป็นไม้ตัดดอกที่ต้องการความสวยงามทั้งดอกและใบ การศึกษานี้จึงให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยด ไปที่ระบบรากโดยตรงเพื่อลดความชื้นของอากาศในทรงพุ่มซึ่งจะช่วยลดการเกิดหรือระบาดของโรคได้และเพื่อให้ต้นเบญจมาศ ได้รับปุ๋ยตามความต้องการอย่างสม่ำเสมอ ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายได้ทำการศึกษาความต้องการธาตุอาหารของเบญจมาศที่ปลูกเป็นการค้าทางภาคเหนือตอนบน  ผลการศึกษาโดยสรุปมีดังนี้ จากการสุ่มตัวอย่างต้นเบญจมาศพันธุ์ดอกช่อที่มีการเลี้ยงไว้ 2 แขนง มาวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารที่ต้นเบญจมาศใช้ใน การเจริญเติบโตจนถึงระยะตัดดอก พบว่า เบญจมาศต้องการธาตุอาหาร N, P2O5 และ K2O ประมาณ 560,  135 และ 960 มก./ต้น ตามลำดับ และจากการให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยดทำให้ต้นเบญจมาศมีการเจริญเติบโตอย่าง สม่ำเสมอและสามารถลดการใช้ปุ๋ยจากที่เกษตรกรเคยให้ทางดินได้ถึง 50 % โดยที่คุณภาพของช่อดอกเบญจมาศที่ได้ ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของตลาด   ภาพที่ 1 แปลงทดสอบการให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยดกับเบญจมาศพันธุ์ต่าง ๆ

Continue reading

การให้ปุ๋ยไม้ดอก ตอนที่ 3 การให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยดปทุมมา

ตอนที่ 3  การให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยดปทุมมา ดร.นันทรัตน์ ศุภกำเนิด นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย  อ. เมือง จ. เชียงราย 57000 ดินปลูกปทุมมาควรมี pH ประมาณ 6.5 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรียRalstonia solanacearum ที่เป็นสาเหตุของโรคเหี่ยว (bacterial wilt) ซึ่งเป็นโรคที่ทำความเสียหายแก่ต้นปทุมมาได้มากและรวดเร็ว การใส่ปูน ในดินกรดที่มีเนื้อดินเหนียวจะช่วยลดความเป็นกรดของดินและทำให้ดินร่วนมากขึ้น ปทุมมาเป็นพืชที่มีการสร้าง หัวพันธุ์ใต้ดิน ดังนั้น การปรับปรุงดินให้มีความร่วนซุยและมีหน้าดินที่ลึก มีการระบายน้ำที่ดีจะทำให้ปทุมมา มีการเจริญเติบโตที่ดีและสร้างหัวพันธุ์ที่มีคุณภาพได้ ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายได้ทำการศึกษาความต้องการธาตุอาหารของปทุมที่ปลูกเป็นการค้าทางภาคเหนือตอนบน ผลการศึกษาโดยสรุปมีดังนี้ จากผลการวิเคราะห์ธาตุอาหารในส่วนต่างของต้นปทุมมา พบว่า ในการผลิตหัวพันธุ์ 10 หัว ที่มีรากสะสมอาหารเฉลี่ย  4 ราก ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P2O5) และโพแทสเซียม (K2O) ประมาณ 2.56, 1.76 และ 8.14 กรัม/กอ หรือประมาณ 30, 20 และ 90 กก. N, P2O5 และ K2O ต่อไร่ โดยแบ่งใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง ครั้งแรกหลังการงอก และครั้งที่ 2 เมื่อปทุมมาเริ่มแตกกอ สำหรับชนิดของปุ๋ยที่ใช้นั้น การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูตร 46-0-0 หรือ 21-0-0 ให้ผลไม่แตกต่างกัน แต่การใส่ปุ๋ยโพแทสเซียม สูตร 0-0-60 มีผลให้การแตกกอของปทุมมาดีกว่าการใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-50 ภาพที่ 1 ดอกปทุมมา (Curcuma alismatifolia)

Continue reading

การให้ปุ๋ยไม้ดอก ตอนที่ 2 การให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยดแกลดิโอลัส

ตอนที่ 2  การให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยดแกลดิโอลัส ดร.นันทรัตน์ ศุภกำเนิด นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย  อ. เมือง จ. เชียงราย 57000 ดินปลูกแกลดิโอลัสควรมี pH ประมาณ 6.5 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ Fusarium oxysporum ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวเน่า การใช้ปูนปรับ pH ของดินควรใช้ปูนโดโลไมท์ในกรณีที่ดินขาดธาตุแมกนีเซียม เนื่องจาก แกลดิโอลัสเป็นพืชที่สร้างหัวพันธุ์ใต้ดิน การปรับปรุงดินให้ร่วน และมีการระบายน้ำดีจะทำให้แกลดิโอลัสมีการเจริญเติบโต และสร้างหัวพันธุ์ที่มีคุณภาพ ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายได้ทำการศึกษาความต้องการธาตุอาหารของแกลดิโอลัสที่ปลูกเป็นการค้าทางภาคเหนือตอนบน ผลการศึกษาโดยสรุปมีดังนี้ จากผลการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในหัวพันธุ์ ต้นและดอกที่ได้จากการปลูกแกลดิโอลัสด้วยหัวพันธุ์ขนาดเล็ก พบว่า แกลดิโอลัสต้องการธาตุอาหารไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (P2O5) และ โพแทสเซียม (K2O) ประมาณ 500, 135 และ 540 มก./ต้น ตามลำดับ และจากการศึกษาเวลาในการใส่ปุ๋ย พบว่า ไม่ต้องมีการใส่ปุ๋ยรองพื้นก่อนปลูก ถ้าปลูกจากหัวพันธุ์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 4 ซม. และใส่ปุ๋ยเพียงครั้งเดียวเมื่อแกลดิโอลัสมีใบ 2 ใบ อย่างไรก็ตาม การแบ่งใส่ปุ๋ย 2 ครั้งจะดีกว่าการใส่ปุ๋ยทั้งหมดเพียงครั้งเดียวถ้าปลูกในดินทรายที่มีความเสี่ยงต่อการชะล้างสูง ภาพที่ 1ดอกแกลดิโอลัส (Gladiolus hybrida)

Continue reading

การให้ปุ๋ยไม้ดอก ตอนที่ 1 หลักการให้ปุ๋ยไม้ดอก

ตอนที่ 1  หลักการให้ปุ๋ยไม้ดอก ดร.นันทรัตน์ ศุภกำเนิด นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย  อ. เมือง จ. เชียงราย 57000 1. คำนำ ไม้ดอกเป็นพืชที่ต้องการความสวยงามทั้งดอกและใบ เกษตรกรมักใส่ปุ๋ยในปริมาณที่มากเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้น และขนาดของดอก นอกจากนี้ เกษตรกรยังเลือกใช้ปุ๋ยที่มีราคาแพงเเพราะเชื่อว่าปุ๋ยคุณภาพดีต้องแพง และมีการพ่นปุ๋ยเกล็ด และฮอร์โมนทางใบบ่อยครั้งโดยมีความเชื่อว่าจะทำให้ได้ดอกที่มีคุณภาพดี สีสวย ซึ่งเป็นสาเหตุให้ต้นทุนการผลิต ของเกษตรกรสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น จากการนำเทคนิคการวิเคราะห์ธาตุอาหารในพืชมาศึกษาปริมาณธาตุอาหาร ที่พืชต้องการตลอดระยะการเจริญเติบโต ทำให้ทราบว่าควรจะต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มให้แก่พืชเท่าใดนอกเหนือจากที่มีอยู่แล้วในดิน วิธีการนี้จะทำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของพืชแต่ละชนิดได้ 2. สิ่งที่เกษตรกรควรทราบก่อนปลูก 2.1 ไม้ดอกที่ต้องการปลูกเป็นไม้ดอกประเภทไหน ไม้ดอกที่ปลูกจากหัวหรือเมล็ดมักจะใช้อาหารที่สะสมอยู่ในหัวหรือเมล็ดสำหรับการเจริญเติบโตระยะแรกหรือจนกว่าราก จะดูดน้ำและอาหารจากดินได้ ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยรองพื้นก่อนปลูกโดยเฉพาะอย่างยิ่งไนโตรเจนและโพแทสเซียมซึ่งเป็นปุ๋ย ที่ละลายน้ำง่าย เมื่อมีฝนตกหรือให้น้ำมากเกินไปจะมีการละลายของปุ๋ยและซึมลงลึกเลยระบบราก ต้นไม้ดูดไปใช้ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ไม้ดอกประเภทนี้ต้องการธาตุอาหารมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งโพแทสเซียมในการสร้างหัวหรือเมล็ดหลังการ ออกดอก ซึ่งปริมาณธาตุอาหารที่ต้องการจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น ปริมาณและขนาดของหัวหรือเมล็ด ที่สร้างสำหรับไม้ดอกที่ปลูกจากกิ่งปักชำนั้น รากจำเป็นต้องดูดอาหารจากดินหลังปลูกเพราะไม่มีแหล่งของอาหารสะสม สำหรับการเจริญเติบโต ดังนั้น ปุ๋ยรองพื้นหรือการให้ปุ๋ยหลังปลูกจึงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช 2.2 ชีพจักรและสรีระวิทยาของไม้ดอกที่ต้องการปลูก การที่เราทราบวงจรชีวิตของต้นไม้จะทำให้ทราบความ ต้องการของต้นไม้ได้ดี พืชต้องการธาตุอาหารและน้ำสำหรับการเจริญเติบโตในแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกัน 2.3 สภาพแวดล้อม/ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการปลูก เกษตรกรต้องทราบถึงปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อการเจริญเติบโต การออกดอก และการสร้างหัวพันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ของไม้ดอกที่ต้องการปลูก เช่น เป็นพืชไวแสง ต้องการความเย็น หรือต้องการความร้อนเพื่อกระตุ้นการงอกของหัวหรือเมล็ดพันธุ์ เป็นต้น 2.4 ชนิดของดินปลูก เกษตรกรต้องเลือกพื้นที่ปลูกให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของไม้ดอกแต่ละชนิด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเกษตรกรส่วนใหญ่ก็ไม่มีโอกาสเลือกมากนัก ดังนั้น การปรับปรุงดินก่อนปลูกให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของไม้ดอกแต่ละชนิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เช่น ถ้าเป็นไม้ดอกที่สร้างหัวใต้ดิน ดินปลูกต้องมีความร่วนซุยและมีการระบายน้ำดี แต่เกษตรกรจะทราบได้อย่างไรว่าควรต้องปรับปรุงดินก่อนปลูกอย่างไรนั้น นักวิชาการเกษตรจะให้คำแนะนำแก่เกษตรกรได้ 3. จำเป็นหรือไม่ที่ต้องวิเคราะห์ดินก่อนปลูก การวิเคราะห์ดินก่อนปลูกจะทำให้เกษตรกรทราบว่าดินนั้นๆเหมาะสมสำหรับพืชที่จะปลูกหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับความเป็นกรดของดินที่ไม่เพียงแต่มีผลโดยตรงแก่พืชที่ปลูกเท่านั้นยังอาจมีผลโดยอ้อมด้วย เช่น มีผลต่อการเจริญของเชื้อโรคบางอย่างในดินที่มีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของพืช การวิเคราะห์ดินจะบอกให้ทราบว่าเกษตรกรควรต้องปรับปรุงดินก่อนปลูกอย่างไรจึงจะยับยั้งการเจริญหรือลดการแพร่ระบาด ของโรคได้โดยที่ไม่ต้องใช้สารเคมีพ่น ความเป็นกรดเป็นด่างของดินมีผลต่อการละลายหรือความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหาร ต่างๆที่มีอยู่ในดิน นอกจากนี้ การวิเคราะห์ดินจะบอกให้ทราบถึงระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินที่จะปลูกว่ามีธาตุอาหารพอเพียง หรือยัง ควรต้องมีการใส่ปุ๋ยเพิ่มเติมหรือไม่ เนื่องจากไม้ดอกเป็นพืชอายุสั้น การแก้ไขอาการขาดธาตุอาหารมักจะไม่ทันการณ์มีผลทำให้ปริมาณผลผลิตต่ำและคุณภาพของไม้ดอกด้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ดังนั้น การวิเคราะห์ดินก่อนปลูกจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับการปลูกไม้ดอก

Continue reading

การพัฒนาการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำที่เหมาะสม ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมังคุดและทุเรียน

การพัฒนาการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำที่เหมาะสม ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมังคุดและทุเรียน ปัญจพร เลิศรัตน์  นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี  ต. พลิ้ว อ. แหลมสิงห์ จ. จันทบุรี 22190   .....จากการพัฒนาการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำให้เหมาะสมต่อการผลิตมังคุดและทุเรียน ได้ ดำเนินการวิจัยในสวนเกษตรกร ต.ตะปอน อ.ขลุง จ.จันทบุรี และแปลงปลูกทุเรียนพันธุ์ หมอนทองของศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี โดยผลการทดลองในปีแรกพบว่า สามารถลดต้นทุน ค่าใช้จ่ายปุ๋ยลงได้ต่ำกว่าการให้ปุ๋ยเคมีแบบเม็ดหว่านทางดินอีกประมาณ 15-30% โดย การให้ปุ๋ยเคมีในอัตราลดลง ตามเกณฑ์การประเมินระดับความต้องการที่สอดคล้องต่อ ปริมาณผลผลิตเป้าหมาย และความสมบูรณ์ของดิน และนำแม่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เช่น ยูเรีย โพแทสเซียมไนเตรท โมโนโพแทสเซียมฟอสเฟต ฯลฯ มาผสมใช้เอง ต้นทดลองยังคงมีปริมาณการออกดอก ผลผลิต และคุณภาพผลผลิต ไม่ด้อย ไปกว่าการให้ปุ๋ยเคมีแบบเม็ดหว่านทางดิน อัตรา 100% .....ในขณะที่งานวิจัยพัฒนาได้ดำเนินการทดสอบในสภาพแปลงปลูกนั้น ยังได้ทำการวิเคราะห์ ดินและส่วนต่างๆ ของพืชเพื่อนำข้อมูลมาปรับระดับธาตุอาหารที่พืชต้องการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผลผลิตทุเรียนที่มีองค์ประกอบของโพแทสเซียมสูงมาก จึงได้มีการวิเคราะห์ ปริมาณธาตุอาหารในผลอ่อนระยะต่างๆ เพิ่มขึ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลการจัดการธาตุอาหาร เหล่านี้ให้ทันต่อความต้องการในการเจริญเติบโตของผลทุเรียน ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนา คุณภาพผลผลิตทุเรียนให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

Continue reading

ภาพรวมของแนวคิดที่ได้จากการวิจัยการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำ กับเงาะ ทุเรียน มังคุดและ มะม่วง

ภาพรวมของแนวคิดที่ได้จากการวิจัยการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำ กับเงาะ ทุเรียน มังคุดและ มะม่วง ปัญจพร เลิศรัตน์  นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี  ต. พลิ้ว อ. แหลมสิงห์ จ. จันทบุรี 22190   .....จากผลการตอบสนองของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด (เงาะ ทุเรียน มังคุดและ มะม่วง) พอจะกล่าวได้ว่า วิธีการให้ปุ๋ยเคมีพร้อมน้ำสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำและธาตุอาหารได้ระดับหนึ่ง  จากการลดการใช้แรงงานการจัดการน้ำและปุ๋ย และใช้ปุ๋ยปริมาณน้อยลง แต่ในด้านผลตอบแทน การผลิตยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เนื่องจากปุ๋ยที่ละลายน้ำได้ดีเหมาะสมต่อการให้ไปในระบบน้ำ นั้นมีราคาสูงกว่าปุ๋ยเคมีแบบเม็ดที่ใช้หว่านทางดิน งานวิจัยการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำจึงต้องทำ การพัฒนางานวิจัยการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำให้เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรให้ มากยิ่งขึ้น .....ในการดำเนินงานวิจัยพัฒนาได้รวบรวมข้อมูลและแนวทางการวิจัยไว้ 3 ประการเข้าด้วยกัน คือ  1) การใช้แม่ปุ๋ยผสมเอง  2) การประเมินปริมาณและระดับธาตุอาหารพืชหลักที่พืชต้องการ รวมทั้ง  3) การพัฒนาประสิทธิภาพระบบการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำดังรายละเอียดดังนี้ 1. การใช้แม่ปุ๋ยผสมเอง : เป็นการนำแม่ปุ๋ยชนิดต่างๆ มาผสมตามสัดส่วนและปริมาณ ที่ต้องการ แม่ปุ๋ยเหล่านี้มีคุณสมบัติธาตุอาหารสูงมีความสามารถในการละลายน้ำได้ดี และมีราคาถูกลง 2. การประเมินปริมาณ และระดับธาตุอาหารพืชหลักที่พืชต้องการ : สามารถทำได้โดยการนำข้อมูลจากผลการวิเคราะห์ดินและพืชมาเป็นแนวทางการประเมินระดับ ธาตุอาหารของพืช และความสมบูรณ์ดินปลูก นอกจากนั้นยังได้ทำการประเมินปริมาณธาตุอาหาร พืชหลัก NPK ที่พืชสูญเสียไปโดยการเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลผลิตไม้ผลส่วนใหญ่ถูก เก็บเกี่ยวออกไปจากแปลงโดยไม่มีการนำส่วนเหลือทิ้งกลับคืนให้กับดินปลูก จากการผลิตผล แต่ละฤดูกาลพืชจึงสูญเสียธาตุอาหารไปกับผลผลิตเหล่านี้เป็นปริมาณมากพอควร ในการ วางแผนการจัดการธาตุอาหารจึงได้คำนึงถึงปริมาณธาตุอาหารเหล่านี้ เพื่อให้พืชได้รับธาตุอาหาร ที่เพียงพอเหมาะสมต่อเป้าหมายการผลิต และรักษาสมดุลของธาตุอาหารพืชไว้ได้อีกทางหนึ่ง  และจากการนำผลเงาะ มังคุด มะม่วงและทุเรียนในระยะเก็บเกี่ยวไปวิเคราะห์ความเข้มข้น ธาตุอาหาร ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมแล้วพบว่ามีปริมาณที่แตกต่างกัน ดังแสดง ในตารางที่ 1 ภาพที่ 1 ความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการธาตุอาหารพืชโดยเฉพาะการประเมิน ปริมาณธาตุอาหารพืชหลัก (โดยเฉพาะ NPK)ของไม้ผลเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการปุ๋ย   ตารางที่ 1 ปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม  ในผลเงาะพันธุ์โรงเรียน (กรัม/กิโลกรัมผล) มังคุด (กรัม/กิโลกรัมผล) มะม่วงพันธุ์เขียวเสวย (กรัม/กิโลกรัมผล) และทุเรียนพันธุ์หมอนทอง (กรัม/ผล)   พืช ปริมาณธาตุอาหารพืช (กรัม) ไนเตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม 1. เงาะพันธุ์โรงเรียน 2.3 0.4 2.1 2. มังคุด 1.4 0.6 3.6 3. มะม่วงพันธุ์เขียวเสวย 1.6 0.4 1.7 4. ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง 6.0 2.4 16.7   ตารางที่ 2 ปุ๋ยชนิดต่างๆ และความสามารถในการละลายน้ำของปุ๋ย (กรัม/ลิตร)   ชนิดของปุ๋ย สูตรปุ๋ย ความสามารถในการละลายน้ำ 1. แอมโมเนียมคลอไรด์ NH4Cl 389 2. แอมโมเนียมไนเตรท NH4NO3 1,950 3. โมโนแอมโมเนีย ฟอสเฟต NH4 H2PO4 282 4. ไดแอมโมเนียม ฟอสเฟต (NH4 )2HPO4 610 5. แอมโมเนียม ซัลเฟต (NH4 )2SO4 760 6. โพแทสเซียม คลอไรด์ KCl 347 7. โพแทสเซียม ไนเตรท KNO3 316 8. โพแทสเซียม ซัลเฟต K2SO4 110 9. โมโนโพแทสเซียม ฟอสเฟต KH2PO4 300 10. ไดโพแทสเซียม ฟอสเฟต K2HPO4 1,670 11. แคลเซียม ไนเตรท CaNO3 3,270 12. แมกนีเซียม ไนเตรท Mg (NO3)2 430 13. ฟอสฟอริค แอสิค H3PO4 5,400 14. ยูเรีย (NH2)2CO 1,100   ที่มา : D.Pitts.,Handout of Micro irrigation management workshop series. Southwest Florida Research and Education Centre.University of Florida. * ความสามารถการละลายน้ำได้ที่อุณหภูมิ ประมาณ 70 องศาฟาเรนท์ไฮท์   ตารางที่ 3 ความสามารถในการเคลื่อนที่ในดินของปุ๋ยชนิดต่างๆ เคลื่อนที่ได้ดี เคลื่อนที่ได้น้อย 1. ยูเรีย 1. แอมโมเนียม 2. ไนเตรท 2. โพแทสเซียม   3. ฟอสเฟต   ที่มา : McNab, S. et al. 1995. 3. การพัฒนาประสิทธิภาพระบบการให้น้ำและปุ๋ย : จากการวิจัยการพัฒนาระบบการให้น้ำ และปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับสวนทุเรียน ภายใต้โครงการวิจัยของสำนักงานกองทุนวิจัย แห่งชาติ ซึ่งได้ทำการศึกษาและแนะนำวิธีการออกแบบระบบน้ำที่เหมาะสม โดยพิจารณา ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ข้อมูลทางดิน (เนื้อดิน, ความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน, ความลึกดิน ฯลฯ) ข้อมูลทางสภาพภูมิ-อากาศ และข้อมูลเกี่ยวกับพืช โดยเฉพาะข้อมูลการใช้น้ำ ของพืช ซึ่งนำมาออกแบบระบบน้ำให้เหมาะสมต่อพืช และเมื่อใช้ร่วมกับระบบควบคุมการให้น้ำ เช่น Tensiometer ทำให้ระบบการให้ปุ๋ยพร้อมน้ำมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น

Continue reading

ผลการวิจัยการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำกับมะม่วง

ผลการวิจัยการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำกับมะม่วง    ปัญจพร เลิศรัตน์  นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี  ต. พลิ้ว อ. แหลมสิงห์ จ. จันทบุรี 22190 .....ผลการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพวิธีการให้ปุ๋ยเคมีทางดินแบบหว่านทางดินและการให้ ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำ เพื่อหาผลการตอบสนองของการเจริญเติบโตของต้น การพัฒนาการ การออกดอก  ปริมาณผลผลิต คุณภาพผลผลิตและผลตอบแทนการผลิตของมะม่วงพันธุ์เขียวเสวย ในสวนเกษตรกร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เป็นเวลาติดต่อกันนาน 3 ปี ต้นมะม่วงทดลองที่ทำการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำ อัตรา 40% ของอัตราทางดิน (0.4 –0.6– 0.7 กก. ของ N–P2O5–K2O ต่อต้นต่อปี) มีการเจริญ เติบโต ขยายขนาดทรงพุ่มได้รวดเร็ว ไม่แตกต่างจากการให้ปุ๋ยเคมีทางดินอัตรา 100 % ส่วน ปริมาณผลผลิตและคุณภาพผลผลิตมีแนวโน้มที่ให้ทั้งปริมาณและคุณภาพการบริโภคที่ดีขึ้น โดยเฉพาะรสชาดที่ตรวจสอบจากอัตราส่วนของความหวานต่อปริมาณกรดซิตริกในเนื้อมะม่วง มีปริมาณสูงกว่าผลมะม่วงที่ได้รับปุ๋ยเคมีทางดินอย่างเห็นได้ชัดเจนในทางสถิติ และจาก การวิเคราะห์ความเข้มข้นธาตุอาหารพืชหลัก NPK ในดินและในพืชทดลอง พบว่าต้นทดลอง มีความเข้มข้นธาตุอาหารไม่แตกต่างกัน และยังคงมีระดับที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปได้ดี ตารางที่ 1 การเจริญเติบโตของต้น การออกดอก ปริมาณผลผลิตคุณภาพผลผลิต และผลตอบแทน ของมะม่วงพันธุ์เขียวเสวยที่ทำการให้ปุ๋ยเคมี ทางดินและในระบบน้ำ (2539 – 2542)   วิธีการ ขนาดพื้นที่ผิว ทรงพุ่ม ที่เพิ่มขึ้น (ตร.ม.) ปริมาณ ผลผลิตสะสม 2 ฤดูกาล (กก.) คุณภาพผลผลิต ผลตอบแทน (บาท/ไร่/ปี)   ความหนาเนื้อ (ซม.) สัดส่วน ที่บริโภคได้ (%) อัตราส่วน ความหวาน /ปริมาณกรด 1. การให้ปุ๋ยเคมี ทางดินอัตรา 100% (1.0-1.6-20 กก.ของ  N – P2O5 – K2O ต่อต้นต่อปี)   297 %   30.2   1.4   75   5.9     100 % 2. การให้ปุ๋ยเคมีใน ระบบน้ำ อัตรา 40% ของทางดิน (0.4-0.6-0.7 กก.ของ N – P2O5 – K2O ต่อต้นต่อปี) 258 % 31.8   1.7 74   6.9 125 %    

Continue reading

ผลการวิจัยการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำกับทุเรียน

ผลการวิจัยการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำกับทุเรียน ปัญจพร เลิศรัตน์  นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี  ต. พลิ้ว อ. แหลมสิงห์ จ. จันทบุรี 22190   .....การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพวิธีการให้ปุ๋ยเคมีทางดินแบบหว่างทางดิน และการให้ปุ๋ยเคมี ในระบบน้ำ ได้ทำการประเมินโดยอ้อมจากผลการตอบสนองของการเจริญเติบโตของต้น การพัฒนา การ การออกดอก ปริมาณผลผลิต คุณภาพผลผลิตและผลตอบแทนการผลิตของ ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง พบว่าการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำมีประสิทธิภาพมากกว่าการให้ปุ๋ยเคมีแบบหว่านทางดิน เนื่องจากมีการ ให้ธาตุอาหารปริมาณน้อยลง แต่ยังคงมีการเจริญเติบโต การออกดอก การให้ผลผลิต และคุณภาพของ ผลผลิตได้ดีไม่น้อยไปกว่าการให้ปุ๋ยเคมีแบบหว่านทางดิน และในพืชบางชนิด เช่น ทุเรียนยังมี แนวโน้มที่ให้คุณภาพการบริโภคที่ดีขึ้น โดยเฉพาะสีเนื้อ ความหนาเนื้อและรสชาด นอกจากนั้น ยังไม่ทำให้สถานะของธาตุอาหารพืชในดินและในใบพืชลดต่ำลงกว่าการให้ปุ๋ยเคมีแบบหว่านทางดิน .....การตอบสนองของทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ทำการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำติดต่อกันนาน 3 ปีนั้น โดยทั่วไปแล้วมีการเจริญเติบโตของต้นได้ดี แตกใบใหม่ได้รวดเร็ว มีขนาดใบ น้ำหนักแห้งของใบ ค่อนข้างสูงกว่าต้นทดลองที่ทำการให้ปุ๋ยเคมีทางดิน ปริมาณการออกดอก ปริมาณผลผลิตต่อต้น ใกล้เคียงกับกรรมวิธีเปรียบเทียบ นอกจากนั้นยังช่วยให้คุณภาพการบริโภค เช่น สีเนื้อ ความหนาเนื้อ รสชาดดีขึ้นมาก แต่ในขณะเดียวกันผลทุเรียนที่ได้รับปุ๋ยเคมีในระบบน้ำมักมีผลขนาดใหญ่ เปลือก ค่อนข้างหนา ซึ่งทำให้สัดส่วนการบริโภคลดลง จึงควรพิจารณาปัจจัยแวดล้อมที่ส่งเสริมการออกดอก  ติดผลได้มากขึ้น เพื่อให้ได้ทุเรียนที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น ภาพที่ 1 ผลทุเรียนที่ได้รับปุ๋ยเคมีแบบเม็ดหว่านทางดินอัตรา 100 % และ ในระบบน้ำ อัตรา 60 % ของอัตราทางดิน   ตารางที่ 1 การเจริญเติบโตของต้น การออกดอก ปริมาณผลผลิต คุณภาพผลผลิตและผลตอบแทน ของทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ที่ทำการให้ปุ๋ยเคมีทางดินและในระบบน้ำ (2539 – 2542)   วิธีการ การเจริญเติบโต ของต้น ปริมาณ ดอก/ต้น ปริมาณ ผลผลิต (กก./ต้น)  (เฉลี่ย 2 ฤดูกาล) คุณภาพผลผลิต ผลตอบแทน (บาท /ไร่/ปี)   ขนาดใบ (ตร.ซม.) น้ำหนัก แห้งใบ (กรัม) สัดส่วนที่ บริโภคได้ (%) สีเนื้อ รสชาด 1. การให้ปุ๋ย เคมีทางดินอัตรา 100% (1.3-1.6-1.8 กก.ของ N – P2O5 – K2O ต่อต้นต่อปี)   52   0.4   14,170   147   34.9     Y 10C   7.27   100 % 2. การให้ปุ๋ยเคมี ในระบบน้ำ อัตรา 60% ของ ทางดิน (0.8-0.7-1.0 กก.ของ N – P2O5 – K2O ต่อต้นต่อปี)   55   0.6   13,327 168   34.8   Y 10B   7.92 115 %    

Continue reading

การวิจัยการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำมังคุด

การวิจัยการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำมังคุด ปัญจพร เลิศรัตน์  นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี  ต. พลิ้ว อ. แหลมสิงห์ จ. จันทบุรี 22190   .....การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพวิธีการให้ปุ๋ยเคมีทางดินแบบหว่างทางดิน และการให้ปุ๋ยเคมี ในระบบน้ำ ได้ทำการประเมินโดยอ้อมจากผลการตอบสนองของการเจริญเติบโตของต้น การพัฒนา การ การออกดอก ปริมาณผลผลิต คุณภาพผลผลิตและผลตอบแทนการผลิตของมังคุด พบว่า มังคุด ที่ได้รับปุ๋ยเคมีในระบบน้ำอัตรา 50 % ของอัตราการหว่านทางดิน (0.5-0.5-0.8 กก. ของ N–P2O5–K2O ต่อต้นต่อปี) ติดต่อกันนาน 3 ฤดูกาลผลิต มีการตอบสนองทางด้านการเจริญเติบโต ของต้น เช่น ขนาดทรงพุ่ม ขนาดใบไม่แตกต่างจากการให้ปุ๋ยเคมีทางดิน แต่มีผลตอบสนองต่อ การออกดอกได้ดีขึ้นอีก 10-22% มีอัตราการพัฒนาการของผลอ่อนสูงขึ้น ทำให้ได้รับผลมังคุด ที่มีขนาดผลและน้ำหนักผลเพิ่มมากขึ้น โดยมีปริมาณผลขนาดใหญ่พิเศษ (> 100 กรัม/ผล) มากกว่าต้นมังคุดที่ได้รับปุ๋ยเคมีทางดิน 20% ในด้านคุณภาพการบริโภคนั้นยังคงให้คุณภาพที่ดี ทั้งรสชาดและสัดส่วนที่บริโภคได้ และมีผลตอบแทนการผลิตเพิ่มมากกว่าการให้ปุ๋ยเคมีทางดิน ประมาณ 15% ตารางที่ 1 การเจริญเติบโตของต้น การออกดอก ปริมาณผลผลิต คุณภาพผลผลิต และผลตอบแทน ของมังคุดที่ทำการให้ปุ๋ยเคมีทางดินและในระบบน้ำ เฉลี่ย  3 ฤดูกาลผลิต (2539 – 2542)   วิธีการ ขนาดทรงพุ่ม ที่เพิ่มขึ้น (ตร.ซม.) จำนวนดอก/ต้น ปริมาณผลผลิต ต่อต้น(กก.) (เฉลี่ย 3 ปี) คุณภาพผลผลิต ผลตอบแทน (บาท/ไร่/ปี)   สัดส่วน ที่บริโภคได้ (%) ความหวาน ( Brix) 1. การให้ปุ๋ยเคมี ทางดินอัตรา 100% (1.0-1.3-1.5 ก.ก ของ N – P2O5 – K2O ต่อต้นต่อปี)     123 %   1544   61.8   35.7   17.8   100% 2. การให้ปุ๋ยเคมีใน ระบบน้ำ อัตรา 50% ของทางดิน  (0.5-0.5-0.8 ก.ก ของ N – P2O5 – K2O ต่อต้นต่อปี)   121%   1883 67.7 35.7 17.5   115% ภาพที่ 1 เปรียบเทียบขนาดของผลผลิตของมังคุคที่เป็นผลขนาดใหญ่ และแบบตกเกรด ภาพที่ 2 เปรียบเทียบคุณภาพของผลผลิตของมังตุดที่ได้รับการให้ปุ๋ยเคมี แบบหว่านทางดิน

Continue reading

การวิจัยการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำกับเงาะ

การวิจัยการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำกับเงาะ ปัญจพร เลิศรัตน์  นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี  ต. พลิ้ว อ. แหลมสิงห์ จ. จันทบุรี 22190 .....การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพวิธีการให้ปุ๋ยเคมีทางดินแบบหว่างทางดิน และการให้ปุ๋ย เคมีในระบบน้ำ ได้ทำการประเมินโดยอ้อมจากผลการตอบสนองของการเจริญเติบโตของต้น การ พัฒนาการ การออกดอก ปริมาณผลผลิต คุณภาพผลผลิตและผลตอบแทนการผลิตของเงาะ พันธุ์โรงเรียน คือ .....จากการศึกษาผลของการให้ปุ๋ยเคมีทางดินและในระบบน้ำต่อการเจริญเติบโต พัฒนาการ และผลผลิตเงาะพันธุ์โรงเรียนตั้งแต่อายุ 3 ปี ติดต่อกันนาน 3 ปี โดยทำการให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำ ในสัดส่วนของ N – P2O5 – K2O ต่อต้นต่อปี เช่นเดียวกับการให้ปุ๋ยเคมีทางดิน แต่ลดปริมาณ การให้ปุ๋ยเคมีในระบบน้ำลงต่ำกว่าอัตราทางดิน พบว่า ต้นเงาะทดลองที่ทำการให้ปุ๋ยเคมีในระบบ น้ำ อัตรา 50 % ของอัตราทางดิน หรือ 0.5-0.5-0.7 กก. ของ N–P2O5–K2O ต่อต้นต่อปี มีการเจริญเติบโตของต้น การออกดอก การพัฒนาการของผล ปริมาณผลผลิต และคุณภาพ การบริโภคของผลผลิตไม่ด้อยไปกว่าการให้ปุ๋ยเคมีทางดินอัตรา 100% อีกทั้งยังมีแนวโน้ม ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ยทั้ง 3 ปี สูงกว่าการให้ปุ๋ยเคมีทางดินเพิ่มขึ้นอีก 15% และจากการวิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลงสถานะของธาตุอาหารพืชหลัก NPK ในดินและใบพืชทดลองทั้ง 3 ฤดูกาลผลิต  ก็ไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่ลดต่ำลงกว่าเกณฑ์มาตรฐานและไม่แตกต่างจากการให้ปุ๋ยเคมีทางดิน  ในด้านผลตอบแทนการผลิตนั้น ถึงแม้ว่าปุ๋ยเคมีในระบบน้ำจะมีราคาต่อหน่วยสูงกว่าปุ๋ยเคมี หว่านทางดิน แต่มีปริมาณการใช้ลดลงและสามารถคงระดับปริมาณผลผลิตคุณภาพผลผลิต ไว้ได้ จึงยังคงมีผลตอบแทนมากกว่าการให้ปุ๋ยเคมีทางดินประมาณ 18 % ตารางที่ 1 การเจริญเติบโตของต้น การออกดอก ปริมาณผลผลิตคุณภาพ ผลผลิตและผลตอบแทนของเงาะพันธุ์โรงเรียน ที่ทำการให้ปุ๋ยเคมีทางดินและในระบบน้ำ    วิธีการ ขนาดทรงพุ่ม ที่เพิ่มขึ้น (ตร.ม.) จำนวนช่อดอก ต่อพื้นที่ผิว  1 ตร.ม.(ช่อ) ปริมาณ ผลผลิต ต่อต้น(กก.) (เฉลี่ย 3 ปี ) คุณภาพผลผลิต ผลตอบแทน (บาท/ไร่/ปี)   สัดส่วน ที่บริโภคได้ (%) ความหวาน ( Brix) 1. การให้ปุ๋ยเคมี ทางดินอัตรา 100% (1.0-1.3-1.6 กก. ของN–P2O5- K2O ต่อต้นต่อปี)   131 %   11   28   49   18.8     100% 2. การให้ปุ๋ยเคมีใน ระบบน้ำ อัตรา 50% ของทางดิน (0.5-0.5-0.7 กก. ของ N – P2O5 – K2O ต่อต้นต่อปี)     125 %     14     32     50     19.0     118%     ภาพที่ 1 เปรียบเทียบขนาดของทรงพุ่ม ปริมาณการออกดอก ปริมาณผลผลิต และผลตอบแทนของเงาะพันธุ์โรงเรียนที่ทำการให้ปุ๋ยเคมีทางดินและในระบบน้ำ

Continue reading

ผลวิเคราะห์ธาตุอาหารในส่วนต่างๆของต้นลิ้นจี่

ผลวิเคราะห์ธาตุอาหารในส่วนต่างๆของต้นลิ้นจี่ Partitioning of nutrients in young lychee trees นันทรัตน์ ศุภกำเนิด Nantarat Supakamnerd Abstract One, two and three year-old lychee trees were uprooted and dissected into leaves, twigs, branches,  stems and roots in early December, 1998.Dry weights of these organs were determined. Nitrogen,  phosphorus, potassium, calcium, magnesium, iron, manganese, copper, boron and zinc concentrations  in each organ were examined. Twigs and main stem accounted for the major dry matter in the one  year-old tree. As plants aged, number of terminal shoots increased and, as a consequence, twigs  and leaves accounted for more dry matter than the other vegetative organs. Concentrations of  essential nutrients were higher in the leaves than the other plant parts except for the concentrations of iron, copper and zinc which were higher in the small roots. Nutrient contents in the leaves of three  year-old lychee were 20-40 times higher than those of one year-old tree. Key words : lychee, nutrition บทคัดย่อ ขุดต้นลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวยอายุ 1, 2 และ 3 ปี จากแปลงขยายพันธุ์ของศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายช่วงต้นเดือน ธันวาคม 2541 เพื่อวิเคราะห์หาความเข้มข้นของธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส ทองแดง โบรอน และสังกะสีในส่วนของรากขนาดเล็ก รากขนาดกลาง รากขนาดใหญ่  ลำต้น (main stem) กิ่งแขนงที่ 1 (primary branch) กิ่งแขนงที่ 2 (secondary branch) กิ่งแขนงที่ 3 (tertiary branch)  กิ่งแขนงเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 1 ซม. (small branch) กิ่งแขนงเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 1 ซม. (twig) และใบ  จากข้อมูลน้ำหนักแห้งและผลการวิเคราะห์ความเข้มข้นของธาตุอาหารในส่วนต่างๆของต้นลิ้นจี่ พบว่า ส่วนของลำต้นและ กิ่งแขนงเล็กที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 1 ซม. ของต้นลิ้นจี่อายุ 1 ปีมีน้ำหนักแห้งมากกว่าส่วนอื่นๆ แต่เมื่อต้นลิ้นจี่อายุ มากขึ้นส่วนของกิ่งแขนงเล็กและใบจะมีน้ำหนักแห้งมากที่สุด ธาตุอาหารส่วนใหญ่มีความเข้มข้นในใบสูงกว่าส่วนอื่นๆของ ต้นลิ้นจี่ยกเว้นความเข้มข้นของธาตุเหล็ก ทองแดง และสังกะสีซึ่งมีความเข้มข้นสูงกว่าในส่วนของรากขนาดเล็ก สำหรับ ปริมาณธาตุอาหารในส่วนต่างๆของต้นลิ้นจี่นั้น พบว่า ธาตุอาหารส่วนใหญ่จะอยู่ที่ใบมากกว่าส่วนอื่น และใบทั้งหมดของ ต้นลิ้นจี่อายุ 3 ปีมีปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าใบของต้นลิ้นจี่อายุ 1 ปี 20-40 เท่า คำหลัก : ลิ้นจี่ ธาตุอาหาร คำนำ ธาตุอาหารที่สะสมอยู่ในส่วนต่างๆของพืชเป็นแหล่งของอาหารที่พืชใช้ในการเจริญเติบโตของยอดใหม่ การออกดอก และ การเจริญเติบโตของผล จากการศึกษาโดยการใช้ N-15 พบว่า 63-77% ของธาตุไนโตรเจนที่ต้นส้มใช้ในการเจริญเติบโต และออกดอกได้มาจากไนโตรเจนที่สะสมอยู่ในต้น มีเพียง 23-27% เท่านั้นที่ได้จากดิน (Legaz and Primo-Millo, 1988)  ปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียมในผลลิ้นจี่พันธุ์เบงกอล มีค่าประมาณ 43, 66 และ 88%  ตามลำดับ ของปริมาณธาตุอาหารในต้นที่ระยะเริ่มแทงช่อดอก (Menzel et al., 1992) การเก็บตัวอย่างโดยการตัดหรือ ขุดทั้งต้นแล้ววิเคราะห์หาปริมาณธาตุอาหารในส่วนต่างๆเป็นวิธีการเดียวที่จะศึกษาแหล่งสะสมอาหารที่พืชใช้ในการเจริญเติบโต ของไม้ผลได้ (Golomb and Goldschmidt, 1987) การขุดต้นลิ้นจี่ต้นเล็กมาเปรียบเทียบน้ำหนักแห้งและวิเคราะห์ปริมาณ ธาตุอาหารในส่วนต่างๆเพื่อให้ได้ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักแห้งและการสะสมอาหารในส่วนต่างๆของต้นลิ้นจี่เพื่อใช้เป็น ข้อมูลเบื้องต้นในการจัดการปุ๋ยสำหรับต้นลิ้นจี่ต่อไป อุปกรณ์และวิธีการ อุปกรณ์ ต้นลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวย อายุ 1, 2 และ 3 ปี อายุละ 1 ต้น สารเคมี เครื่องแก้ว และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ วิธีการ ขุดต้นลิ้นจี่ทั้งต้น นำมาแยกเป็นส่วนของรากขนาดเล็ก รากขนาดกลาง รากขนาดใหญ่ ลำต้น (main stem) กิ่งแขนงที่ 1  (primary branch) กิ่งแขนงที่ 2 (secondary branch) กิ่งแขนงที่ 3 (tertiary branch) กิ่งแขนงเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 1 ซม. (small branch) กิ่งแขนงเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 1 ซม. (twig) และใบ ล้างให้สะอาดด้วยน้ำฝนและน้ำกลั่น  ตามลำดับ ก่อนนำไปอบแห้งในตู้อบที่อุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส ชั่งน้ำหนักแห้งแต่ละส่วนก่อนนำตัวอย่างไปบดละเอียด  และวิเคราะห์ธาตุอาหารหลักต่างๆ โดยการย่อย (Micro Kjeldahl Digestion) ด้วยกรดกำมะถัน โดยมีไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาและวิเคราะห์ธาตุอาหารรองและจุลธาตุอาหารโดยวิธีเผาในเตา Furnace (Dry ashing) และวัดปริมาณ ธาตุอาหารต่างๆโดยใช้ Spectrophotometer และ Atomic absorption spectrophotometer ผลการทดลองและวิจารณ์ จากการขุดต้นลิ้นจี่อายุ 1, 2 และ 3 ปี มาแยกเป็นส่วนต่างๆเพื่อดูการเจริญเติบโตของต้นลิ้นจี่และประเมินการสร้างน้ำหนักแห้ง ของส่วนต่างๆของต้นลิ้นจี่ (Dry weight distribution) เมื่อต้นลิ้นจี่อายุมากขึ้น พบว่าต้นลิ้นจี่อายุ 1 ปี มีน้ำหนักแห้งของใบน้อยกว่า ส่วนของลำต้น (main stem) และกิ่งแขนงเล็ก (twig) แต่สัดส่วนของน้ำหนักแห้งของใบจะมากขึ้นเมื่อต้นลิ้นจี่มีอายุมากขึ้น โดย ที่ลิ้นจี่อายุ 3 ปีจะมีสัดส่วนของน้ำหนักแห้งของใบและกิ่งแขนงเล็กมากเป็น 2-14 เท่าของส่วนอื่นๆ (Table 1) และเนื่องจากลิ้นจี่เป็น พืชที่ออกดอกติดผลที่ปลายกิ่ง (Terminal bearer) จึงเป็นไปได้ที่กิ่งแขนงเล็กและใบจะเป็นแหล่งสะสมอาหารสำหรับการเจริญเติบโต ของช่อดอกและผลของลิ้นจี่เมื่อเจริญเติบโตถึงระยะที่ให้ผลผลิตได้แล้ว Table 1 Distribution of dry matter of different organs of young lychee trees Organ Dry weight (%) 1-year old lychee 2-year old lychee 3-year old lychee Leaf 6.99 19.95 27.52 Main stem 32.27 19.24 13.98 Primary branch 7.07 4.89 5.75 Secondary branch 5.48 10.09 4.57 Tertiary branch - 2.73 3.61 Small branch - 11.35 9.01 Twig 32.79 20.32 26.16 Large root 7.35 6.22 3.78 Medium root 4.41 2.48 3.81 Small root 3.63 2.74 1.81   จากการสุ่มนับยอดรอบทรงพุ่มของต้นลิ้นจี่ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 80-420 ซม. พบว่าการเพิ่มของจำนวนยอดรอบทรงพุ่ม มีความสัมพันธ์กับขนาดของทรงพุ่มแบบ polynomial ดังนั้นจึงสามารถประมาณจำนวนยอดรอบทรงพุ่มได้จาก Regression  analysis (Figure1)  ดังสมการ y = 0.0063x2 – 0.6668x + 41.678  โดยที่ y = จำนวนยอดรอบทรงพุ่ม x = ขนาดเส้นผ่าศูนย์ทรงพุ่ม (ซม.)  Figure 1 Regression analysis of canopy diameter (cm.) and number of terminal shoots of lychees จากผลการวิเคราะห์ธาตุอาหารในส่วนต่างๆของต้นลิ้นจี่ พบว่า ในใบมีความเข้มข้นของธาตุอาหารส่วนใหญ่สูงที่สุดยกเว้น ธาตุเหล็ก (Fe) ทองแดง (Cu) และสังกะสี (Zn) ซึ่งมีความเข้มข้นสูงสุดในรากขนาดเล็ก (Tables 2-4) เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง ลำต้น และกิ่งขนาดต่างๆ พบว่า ส่วนของกิ่งแขนงเล็ก เป็นส่วนที่มีความเข้มข้นของธาตุอาหารสูงกว่ากิ่งขนาดใหญ่ ในส่วน ของรากก็เช่นเดียวกัน กล่าวคือ รากขนาดเล็กมีความเข้มข้นของธาตุอาหารสูงกว่ารากขนาดใหญ่ ยกเว้นธาตุแคลเซียม (Ca)  ซึ่งมีความเข้มข้นต่ำกว่าในรากขนาดเล็ก (Tables 2-4) จะเห็นได้ว่าส่วนของพืชที่เป็น active tissues เช่น ใบ กิ่งแขนงและราก ขนาดเล็กมีความเข้มข้นของธาตุอาหารสูงกว่าส่วนของลำต้น กิ่งแขนงและรากขนาดใหญ่ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยในส้ม (Golomb  and Goldschmidt, 1987) และ แอปเปิล (Cain, 1953; Mason and Whitfield, 1960) ส่วนปริมาณธาตุอาหารในต้นลิ้นจี่นั้น  ต้นลิ้นจี่อายุ 1 ปี จะมีธาตุอาหารสะสมอยู่ในส่วนของกิ่งแขนงเล็กเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อต้นลิ้นจี่อายุมากขึ้นปริมาณธาตุอาหารจะมี อยู่ในใบในสัดส่วนที่มากขึ้นตามน้ำหนักแห้งใบที่มากขึ้น (Tables 5-7) จะเห็นได้ว่าปริมาณธาตุอาหารต่างๆในใบของต้นลิ้นจี่อายุ 3 ปี  สูงกว่าในใบของต้นลิ้นจี่อายุ 1 ปี 20-40 เท่า อย่างไรก็ตาม ธาตุอาหารที่สะสมอยู่ในใบนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของส่วนอื่น ได้จะต้องเป็นธาตุที่มีการเคลื่อนย้ายจากใบแก่ไปยังใบหรือยอดอ่อนได้ดีทางท่ออาหาร โดยทั่วไปธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแมกนีเซียมจัดเป็นธาตุที่มีการเคลื่อนย้ายได้ดีขณะที่เหล็ก สังกะสี ทองแดง และโบรอนเคลื่อนย้ายได้น้อย ส่วนแมงกานีส  และแคลเซียมเคลื่อนย้ายได้น้อยมาก (Marschner, 1995) Table 2 Nutrient concentrations in vegetative organs of one year-old lychee Organ Concentration (%) Concentration (ppm) N P K Ca Mg Fe Mn Cu B Zn Leaf 1.42 0.18 0.94 0.72 0.16 87.4 339.1 8.6 17.8 13.3 Main stem 0.44 0.08 0.31 0.55 0.05 18.1 31.6 4.0 5.2 6.0 Primary branch 0.59 0.13 0.51 0.47 0.05 19.4 45.3 4.6 6.6 7.9 Secondary branch 0.54 0.15 0.68 0.50 0.04 18.7 42.5 4.5 6.7 7.9 Twig 0.62 0.16 0.91 0.59 0.08 34.8 68.0 7.6 8.5 14.5 Large root 0.49 0.11 0.28 0.42 0.04 81.3 29.2 4.5 6.4 8.1 Medium root 0.66 0.14 0.43 0.55 0.08 85.2 39.7 6.0 7.5 30.6 Small root 0.74 0.22 0.65 0.31 0.13 337.5 57.4 19.3 10.9 41.9     Table 3 Nutrient concentrations in vegetative organs of two year-old lychee Organ Concentration (%) Concentration (ppm) N P K Ca Mg Fe Mn Cu B Zn Leaf 1.52 0.12 1.01 0.55 0.09 82.40 320.21 8.33 13.49 8.88 Main stem 0.38 0.05 0.22 0.26 0.04 64.08 29.90 4.39 5.21 4.57 Primary Branch 0.50 0.07 0.36 0.36 0.05 19.21 32.75 4.48 5.11 4.24 Secondary Branch 0.49 0.08 0.38 0.44 0.05 23.03 38.94 5.45 5.89 4.58 Tertiary Branch 0.50 0.07 0.46 0.42 0.05 20.87 43.96 5.65 6.24 5.15 Small branch 0.58 0.09 0.50 0.41 0.06 20.18 42.75 6.79 6.21 5.33 Twig 0.68 0.09 0.75 0.60 0.08 28.80 77.56 8.86 7.59 9.34 Large root 0.42 0.04 0.34 0.37 0.04 78.16 28.77 5.12 5.57 3.63 Medium root 0.65 0.07 0.51 0.36 0.06 249.55 35.97 5.61 8.02 6.74 Small root 1.09 0.17 0.94 0.21 0.11 702.10 70.55 21.98 11.58 32.53   Table 4 Nutrient concentrations in vegetative organs of three year-old lychee Organ Concentration (%) Concentration (ppm) N P K Ca Mg Fe Mn Cu B Zn Leaf 1.37 0.10 1.11 0.86 0.11 69.65 307.65 10.30 15.12 7.67 Main stem 0.43 0.05 0.35 0.40 0.04 33.69 22.08 4.91 4.49 3.54 Primary Branch 0.46 0.06 0.49 0.56 0.04 23.54 27.33 5.34 5.42 3.28 Secondary Branch 0.47 0.07 0.56 0.55 0.04 22.30 25.01 5.80 4.13 2.81 Tertiary Branch 0.43 0.07 0.56 0.50 0.04 18.07 27.34 5.47 4.46 2.97 Small branch 0.55 0.09 0.74 0.64 0.05 19.67 33.77 5.71 4.91 3.47 Twig 0.61 0.11 1.12 0.90 0.07 26.64 55.31 7.98 6.53 6.79 Large root 0.46 0.05 0.34 0.66 0.04 108.52 32.15 6.18 5.73 3.16 Medium root 0.44 0.04 0.38 0.70 0.04 159.45 22.19 6.55 6.56 3.56 Small root 1.46 0.09 0.62 0.60 0.11 445.46 20.82 12.61 8.35 13.27   Table 5 Nutrient contents in vegetative organs of one year-old lychee Organ Content (g) Content (mg) N P K Ca Mg Fe Mn Cu B Zn Leaf 1.54 0.20 1.02 0.78 0.17 9.5 36.8 0.9 1.9 1.4 Main stem 2.20 0.40 1.55 2.75 0.25 9.0 15.8 2.0 2.6 3.0 Primary branch 0.65 0.14 0.56 0.52 0.05 2.1 5.0 0.5 0.7 0.9 Secondary branch 0.46 0.13 0.58 0.42 0.03 1.6 3.6 0.4 0.6 0.7 Twig 2.47 0.84 4.61 3.00 0.39 17.7 34.6 3.9 4.3 7.4 Large root 0.56 0.13 0.32 0.48 0.46 9.3 3.3 0.5 0.7 0.9 Medium root 0.45 0.10 0.29 0.38 0.55 5.8 2.7 0.4 0.5 2.1 Small root 0.42 0.12 0.36 0.17 0.73 19.0 3.2 1.1 0.6 2.4   Table 6 Nutrient contents in vegetative organs of two year-old lychee Organ Content (g) Content (mg) N P K Ca Mg Fe Mn Cu B Zn Leaf 13.53 1.07 8.99 4.89 0.80 73.3 284.9 7.4 12.0 7.9 Main stem 3.28 0.43 1.92 2.24 0.36 55.0 25.7 3.8 4.5 3.9 Primary Branch 1.09 0.14 0.79 0.78 0.11 4.2 7.1 1.0 1.1 0.9 Secondary Branch 2.20 0.36 1.71 1.98 0.22 10.4 17.5 2.4 2.6 2.1 Tertiary Branch 0.61 0.08 0.56 0.51 0.06 2.5 5.4 0.7 0.8 0.6 Small branch 2.94 0.46 2.53 2.08 0.30 10.2 21.6 3.4 3.2 2.7 Twig 5.14 0.81 6.84 5.42 0.76 26.1 70.3 8.0 6.9 8.4 Large root 1.16 0.10 0.94 1.03 0.11 21.7 8.0 1.4 1.6 1.0 Medium root 0.72 0.08 0.56 0.40 0.07 27.6 4.0 0.6 0.9 0.8 Small root 1.33 0.21 1.15 0.26 0.13 85.7 8.6 2.7 1.4 4.0   Table 7 Nutrient contents in vegetative organs of three year-old lychee Organ Content (g) Content (mg) N P K Ca Mg Fe Mn Cu B Zn Leaf 51.55 3.76 41.77 32.36 4.14 262.1 1157.7 38.8 56.9 28.9 Main stem 8.25 0.94 6.73 7.57 0.71 64.4 42.2 9.4 37.1 6.8 Primary Branch 3.61 0.47 3.85 4.40 0.31 18.5 21.5 4.2 4.3 2.6 Secondary Branch 2.94 0.44 3.50 3.44 0.25 13.9 15.6 3.6 2.6 1.8 Tertiary Branch 2.12 0.34 2.76 2.47 0.20 8.9 13.5 2.7 2.2 1.5 Small branch 6.72 1.06 9.15 7.92 0.56 22.3 38.2 7.0 6.0 4.3 Twig 20.72 3.95 40.20 32.30 2.44 95.3 197.9 28.6 23.4 24.3 Large root 2.38 0.26 1.76 3.42 0.21 56.2 10.8 3.2 3.0 1.6 Medium root 2.29 0.21 1.98 3.65 0.21 83.1 11.6 3.4 3.4 1.8 Small root 3.61 0.22 1.53 1.48 0.27 110.2 8.0 3.1 2.1 3.3     เมื่อเปรียบเทียบปริมาณธาตุอาหารในต้นลิ้นจี่อายุต่างๆ กัน จะเห็นได้ว่าต้นลิ้นจี่อายุ 3 ปี ต้องการธาตุอาหารต่างๆ ในการเจริญเติบโต มากกว่าต้นลิ้นจี่อายุ 1 ปี ประมาณ 10 เท่า ยกเว้นธาตุฟอสฟอรัส และ สังกะสีซึ่งต้องการเพิ่มขึ้นเพียง 5 และ 4 เท่า ตามลำดับ (Table 8) Table 8 Nutrient contents in young lychee trees Plant age Content (g) Content (mg) N P K Ca Mg Fe Mn Cu B Zn 1-year 9.4 2.0 9.3 8.5 1.1 74.0 105.0 9.7 12.0 18.7 2-year 33.0 3.8 25.9 19.6 2.9 316.8 453.2 31.5 34.9 32.3 3-year 105.3 11.7 113.0 99.0 9.5 736.8 1,520.4 104.0 112.4 76.8     สรุป น้ำหนักแห้งของใบเพิ่มสัดส่วนมากขึ้นเมื่อต้นลิ้นจี่มีอายุมากขึ้น ประมาณจำนวนยอดรอบทรงพุ่มได้จากสมการ y = 0.0063x2 – 0.6668x + 41.678   ความเข้มข้นของธาตุอาหารในใบลิ้นจี่สูงกว่าส่วนอื่น ยกเว้นธาตุเหล็ก ทองแดง และสังกะสีที่มีความเข้มข้นสูงกว่าในรากขนาดเล็ก ปริมาณธาตุอาหารต่างๆในใบของต้นลิ้นจี่อายุ 3 ปี สูงกว่าในใบของต้นลิ้นจี่อายุ 1 ปี 20-40 เท่า ธาตุอาหารสะสมอยู่ในส่วนของใบในสัดส่วนที่มากกว่าส่วนอื่นๆเมื่อต้นลิ้นจี่มีอายุมากขึ้น คำขอบคุณ ขอขอบคุณ “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย” ที่มอบทุนอุดหนุนการศึกษาวิจัยนี้ ขอบคุณเกษตรกรสวนลิ้นจี่ที่อนุเคราะห์ต้นลิ้นจี่ใน การศึกษาวิจัย และขอบคุณนางสาวคมจันทร์ สรงจันทร์ นางสาวเสถียร ต๊ะต้องใจ และเจ้าหน้าที่งานวิจัยดินและปุ๋ยที่ช่วยในการเก็บและ วิเคราะห์ตัวอย่างในห้องปฏิบัติการ เอกสารอ้างอิง Cain, J.C. 1953. The absorption and distribution of mineral nutrients in apple trees as affected by  nutrient supply. Proc. Am. Soc. Hort. Sci. 62 : 53-66. Golomb, A. and E.E. Golgschmidt. 1987. Mineral nutrient balance and impairment of the nitrate reducing system in alternate bearing’Wilking’ mandarin trees. J. Am. Soc. Hort. Sci., 112 : 397- 401. Legaz, F. and E. Primo-Millo. 1988. Absorption and distribution of N-15 applied to young orange  trees. Pages 643-59. In : Proc. 6th Int. Citrus Congress, Tel Aviv, Israel. Marschner, H. 1995. Mineral nutrition of higher plants. 2nd edition. Academis Press. New York. pp  79-115.Mason, A.C. and A.B. Whitfield. 1960. Seasonal changes in the uptake and distribution of mineralelements in apple trees. J. Hort. Sci. 35 : 34-55.Menzel, C.M.; D.R. Simpson and G.F. Haydon. 1992. Partitioning of nutrients in bearing lychee trees. Pages 535-40. In : Int. Symposium on Tropical Fruit :- Frontier in Tropical Fruit Research,  Pattaya City, Thailand.  

Continue reading

โครงการวิจัยธาตุอาหารล้ม ตอนที่ 5 ปริมาณธาตุอาหารที่สูญเสียไปกับผลผลิตและ แผนงานการวิจัยในอนาคต

ตอนที่ 5  ปริมาณธาตุอาหารที่สูญเสียไปกับผลผลิตและ แผนงานการวิจัยในอนาคต ดร.นันทรัตน์ ศุภกำเนิด นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย  อ. เมือง จ. เชียงราย 57000 ปริมาณธาตุอาหารที่สูญเสียไปกับผลผลิต (Crop removal) สำหรับไม้ผลอาหารที่สะสมอยู่ในต้นสำคัญสำหรับการออกดอกและผลที่กำลังเจริญเติบโต จากการศึกษาโดยใช้ N15 กับส้ม  (โดย Legaz and Primo-Millo,1988) พบว่า 63-77 % ของธาตุไนโตรเจนที่ต้นส้มใช้ในการเจริญเติบโตและออกดอก ได้มาจากไนโตรเจนที่สะสมอยู่ในต้น มีเพียง 23-27 % เท่านั้นที่ได้มาจากดิน ปริมาณธาตุอาหารที่สูญเสียไปกับผลผลิตหรือ Crop removal ของธาตุอาหารในส่วนผลที่เก็บเกี่ยวเป็นปัจจัยที่สำคัญในการ กำหนดสูตรปุ๋ยสำหรับไม้ผล มีการหาค่า crop removal ของไม้ผลหลายชนิด เช่น องุ่น แตงโม อาโวคาโด และ สตรอเบอร์รี เป็นต้น Koo (http://www.fertilizer.org/PUBLISH/PUBMAN/citrus.htm) รายงานว่า crop  removal ของผลส้มเปลือกล่อน (แมนดาริน) ที่ปลูกในฟลอริดา คือ 1.53, 0.38 และ 2.46 กรัม/กิโลกรัมผลสด ของ N,  P2O5 และ K2O ตามลำดับ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 4 : 1 : 6.5 จากการวิเคราะห์ผลส้มโชกุนระยะผลสุก พบว่า ผลส้มสด 1 กิโลกรัม มีปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมประมาณ 1.30, 0.30 และ 1.93 กรัม หรือเทียบเท่า 1.30, 0.69 และ 2.34 กรัม ของปุ๋ย N, P2O5 และ K2O ตามลำดับ โดยที่ธาตุอาหารโพแทสเซียมจะมีอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของผลส้มมากกว่าธาตุไนโตรเจน ยกเว้น ในส่วนของเมล็ดซึ่งจะมีปริมาณของไนโตรเจนสูงกว่า ส่วนธาตุฟอสฟอรัสมีอยู่ในปริมาณต่ำที่สุดในทุกส่วนของผล (ตารางที่ 1) ตารางที่ 1 ปริมาณธาตุอาหารในส่วนต่างๆของผลส้ม  (ค่าเฉลี่ยจากข้อมูลของผลส้มสด 2 กิโลกรัม) ส่วนของผลส้ม ปริมาณธาตุอาหาร (มิลลิกรัม) ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เปลือก 506.7 142.1 757.4 กาก 332.8 64.6 404.5 เมล็ด 217.8 21.3 152.4 น้ำคั้น 243.3 77.0 617.0 ผลส้มสด 1 กก. 1,300.6 305.0 1,931.3 จากผลการวิเคราะห์ธาตุอาหารในใบและผลส้ม จะเห็นได้ว่า แคลเซียมมีแนวโน้มที่จะเป็นธาตุอาหารที่ส้มดูดดึงขึ้นมา ใช้ประโยชน์ในปริมาณมากเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือโพแทสเซียม ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส ตามลำดับ เนื่องจากการศึกษาของโครงการวิจัยธาตุอาหารส้มนี้อยู่ในระยะเริ่มต้น ดังนั้นข้อมูลความต้องการธาตุอาหารของส้ม ยังมีไม่มากนัก จึงไม่อาจให้คำแนะนำการใส่ปุ๋ยแก่เกษตรกรผู้ปลูกส้มโชกุนได้ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ได้มีคำแนะนำ การให้ปุ๋ยส้มเขียวหวาน โดย ศ.ดร. สรสิทธ์ วัชโรทยาน สำหรับต้นส้มที่ให้ผลผลิตประมาณ 100 กก./ต้นคือ เกษตรกรควรแบ่งการใส่ปุ๋ยออกเป็น 3 ครั้ง ครั้งแรก ใส่ปุ๋ยสูตร 20-10-10 อัตรา 3 กก./ต้น หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 หรือ 15-15-15 อัตรา 3 กก./ต้น โดยใส่หลังจากครั้งแรก 3-4 เดือน และ ครั้งที่ 3 ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 3 กก./ต้น เมื่อผลส้มมีขนาดเท่าผลมะนาว   งานวิจัยที่จะศึกษาเพิ่มเติม เก็บข้อมูลต่างๆที่ได้ศึกษาข้างต้นเพิ่มเติมเพื่อให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและสามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้ เปรียบเทียบชนิดของปุ๋ยโพแทสเซียมที่มีผลต่อคุณภาพของผล เปรียบเทียบการให้ปุ๋ยฟอสฟอรัสทางดินและทางระบบน้ำที่มีผลต่อปริมาณและคุณภาพของผล ทดสอบอัตราปุ๋ยที่ได้ข้อมูลจากการวิเคราะห์พืช

Continue reading

โครงการวิจัยธาตุอาหารล้ม ตอนที่ 4 การวินิจฉัยการขาดธาตุอาหารจากการวิเคราะห์ดิน

ตอนที่ 4  การวินิจฉัยการขาดธาตุอาหารจากการวิเคราะห์ดิน ดร.นันทรัตน์ ศุภกำเนิด นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย  อ. เมือง จ. เชียงราย 57000   โดยปกติเกษตรกรควรเก็บตัวอย่างดินวิเคราะห์เพื่อประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดินก่อนปลูก และเพื่อปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับ ความต้องการของพืช การปรับปรุงดินหลังการปลูกพืชทำได้ยากและใช้เวลานาน อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ดินหลังปลูกจะช่วย บอกได้ว่าพืชจะมีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีหรือพืชมีแนวโน้มที่จะขาดธาตุอาหาร ถ้าไม่มีการใส่ปุ๋ยเพิ่มเติมให้แก่ดิน จากผลการวิเคราะห์ดินพบว่าบางครั้งแม้ว่าดินจะมีธาตุอาหารอยู่มากพอแต่พืชก็ยังมีอาการผิด ปกติให้เห็นได้ ในกรณีนี้การปรับปรุงคุณสมบัติทางเคมีหรือกายภาพของดินอาจช่วยให้พืชเจริญเติบโตเป็นปกติได้ โดยทั่วไป นักวิชาการเกษตรจะแนะนำให้เกษตรกรปรับปรุงดินให้มี pH 6-6.5 ซึ่งเป็นช่วง pH ที่ธาตุอาหารส่วนใหญ่ในดินมีความเป็น ประโยชน์ต่อพืชมากที่สุด จากผลการวิเคราะห์ตัวอย่างดินปลูกส้มที่เกษตรกรส่งมาวิเคราะห์ พบว่า ดินปลูกส้มที่มี pH สูงกว่า 7 และมีปริมาณธาตุแคลเซียมอยู่ในดินมากนั้นต้องมีหินปูนเป็นองค์ประกอบอยู่ในดินหรือมีวัตถุต้นกำเนิดดิน เป็นหินปูน ดินประเภทนี้จะมีธาตุฟอสฟอรัสและจุลธาตุอาหารที่ละลายออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชน้อยต้องมีการพ่นปุ๋ยที่มี ธาตุอาหารเหล่านี้ให้แก่ส้มทางใบค่อนข้างบ่อยซึ่งจะมีผลทำให้ค่าวิเคราะห์ใบมีความเข้มข้นของธาตุเหล่านี้สูงขึ้นด้วย สำหรับดินที่มี pH สูงกว่า 7 แต่ไม่ได้มีหินปูนเป็นองค์ประกอบก็จะมีปริมาณแคลเซียมในดินน้อยกว่าดินที่มีหินปูน และดิน ก็ยังมีแนวโน้มที่จะมีธาตุฟอสฟอรัสและจุลธาตุอาหารบางชนิดต่ำได้ แต่การแก้ไขปรับปรุงดินนี้จะทำได้ง่ายและเร็วกว่าดิน ที่มีหินปูนเป็นองค์ประกอบ การปรับปรุงดินที่มี pH สูงกว่า 7 เหล่านี้ ทำได้โดยการให้ปุ๋ยทางดินที่มีฤทธิ์เป็นกรด หรือใส่ กำมะถันผงเพื่อปรับให้ pH ของดินต่ำลง สำหรับดินที่มี pH ต่ำกว่า 7 นั้น ถ้ามีการใส่ปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์เพื่อปรับ pH ของดินให้สูงขึ้นก็จะมีธาตุแคลเซียมและ แมกนีเซียมในดินเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าดินที่เป็นกรดมักจะมีธาตุเหล็กสูงแต่ปริมาณจุลธาตุอาหารอื่นต่ำ แต่เนื่องจากส้ม มักจะแสดงอาการขาดธาตุสังกะสี และส้มมักเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา เกษตรกรบางรายจึงพ่นสังกะสีทางใบและพ่นสารเคมี ป้องกันกำจัดเชื้อราซึ่งมีคอปเปอร์เป็นองค์ประกอบอยู่เสมอโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีฝนตกชุก ทำให้มีการชะล้าง ธาตุอาหารบางส่วนจากผิวใบลงดินซึ่งอาจมีผลให้ค่าวิเคราะห์ดินสูงผิดปกติได้

Continue reading

โครงการวิจัยธาตุอาหารล้ม ตอนที่ 3 การเก็บตัวอย่างใบส้มเพื่อการวินิจฉัยการขาดธาตุอาหาร จากการวิเคราะห์ใบ

ตอนที่ 3  การเก็บตัวอย่างใบส้มเพื่อการวินิจฉัยการขาดธาตุอาหาร จากการวิเคราะห์ใบ ดร.นันทรัตน์ ศุภกำเนิด นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย  อ. เมือง จ. เชียงราย 57000 การวินิจฉัยจากการวิเคราะห์ใบส้มในต่างประเทศ Embleton et al. (1978) แนะนำให้เก็บตัวอย่างใบส้มอายุ 5-7 เดือนจากกิ่งที่ไม่ติดผล และหลีกเลี่ยงการเก็บใบจากกิ่งที่มีการเจริญเติบโตของกิ่งใหม่ จากการศึกษาวิธีการเก็บตัวอย่างใบส้มมาวิเคราะห์ธาตุอาหารโดย Chiu (1976; cited by Chang et. al., 1994) ได้รายงานว่า ความเข้มข้นของธาตุอาหารในใบที่ 1-4 ไม่แตกต่างกัน และจำนวนใบที่เก็บตัวอย่างระหว่าง 20-80 ใบก็ไม่มีความแตกต่างในผลวิเคราะห์ แต่การเก็บตัวอย่างใบจากกิ่งที่ไม่มีผลจะมีความเข้มข้นของธาตุ N, P และ K สูงกว่ากิ่งที่ติดผล 20-25 % ขณะที่ความเข้มข้นของธาตุ Ca และ Mg ต่ำกว่า ซึ่งผลการวิเคราะห์ใบส้มในต่างประเทศได้มีการใช้เป็นค่ามาตรฐาน (ตารางที่ 1) สำหรับประเมินความสมบูรณ์ของต้นในหลายประเทศ การเก็บตัวอย่างใบส้มเพื่อวิเคราะห์หาธาตุอาหารในประเทศไทย สำหรับในประเทศไทย ได้มีคำแนะนำการเก็บตัวอย่างใบส้ม และค่าวิเคราะห์ใบที่ใช้เป็นค่ามาตรฐานสำหรับส้มเขียวหวาน (Tolley, 1993) ซึ่งแนะนำให้เก็บตัวอย่างใบตำแหน่งที่ 3-4 จากกิ่งที่ไม่มีผล โดยเก็บ 4 ทิศ จำนวน 100 ใบ จากการศึกษาการเจริญเติบโตของส้มโชกุน พบว่า ส้มโชกุนจะมีการแตกใบใหม่ทุก 3-4 เดือน ดังนั้น การเก็บตัวอย่างใบเพื่อวิเคราะห์ธาตุอาหารจึงเก็บก่อนที่จะมีการแตกใบใหม่ และเก็บใบที่มีการขยายขนาดเต็มที่ (young fully expanded leaves) จากผลการวิเคราะห์ธาตุอาหารในตัวอย่างใบส้มโชกุนและใบส้มเขียวหวานที่เกษตรกรส่งมารับการวิเคราะห์นั้น พบว่า ความเข้มข้นของธาตุอาหารที่วิเคราะห์ได้อยู่ในพิสัยของค่าความเข้มข้นมาตรฐานของต่างประเทศ ยกเว้น ธาตุแคลเซียม ซึ่งความเข้มข้นในใบอายุ 1 เดือน มีค่าต่ำกว่าแต่จะมีการสะสมของแคลเซียมมากขึ้นเมื่อใบมีอายุมากขึ้น และความเข้มข้นของธาตุไนโตรเจนในใบสูงกว่าธาตุโพแทสเซียม 1.5-4 เท่า ส่วนความเข้มข้นของธาตุฟอสฟอรัสต่ำกว่าธาตุไนโตรเจนและโพแทสเซียมมาก   ภาพที่ 1 ใบที่เก็บตัวอย่างเพื่อการศึกษาธาตุอาหารคือใบที่ 4, 5 หรือ 6 จากปลายยอดก่อนที่ใบจะมีขนาดเล็กลง เริ่มเก็บเมื่อใบมีอายุประมาณ 30 วัน และ เก็บใบนี้ทุกเดือนเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของธาตุอาหาร ในใบที่ระยะการเจริญเติบโตต่างๆ   ตารางที่ 1 ค่าวิเคราะห์มาตรฐานของธาตุอาหารในใบส้ม ธาตุอาหาร ความเข้มข้นมาตรฐานของธาตุอาหารในใบส้ม ไต้หวัน นิวซีแลนด์ ฟลอริดา ไทย N (%) 2.9-3.1 2.4-2.6 2.30-2.90 2.4-2.6 P (%) 0.12-0.18 0.14-0.16 0.09-0.15 0.12-0.16 K (%) 1.4-1.7 0.9-1.2 1.20-1.70 0.80-1.10 Ca (%) 2.5-4.5 3.0-6.0 2.50-5.00 3.05.5 Mg (%) 0.26-0.50 0.25-0.60 0.30-0.50 0.26-0.6 Fe (ppm) 60-120 60-120 40-60 - Mn (ppm) 25-200 25-200 20-50 25-100 Cu (ppm) 5-16 5-10 4-10 5-16 B (ppm) 25-150 30-100 40-100 31-100 Zn (ppm) 25-100 25-100 20-50 25-100     ตอนต่อไปจะเป็นเรื่อง การวินิจฉัยการขาดธาตุอาหารจากการวิเคราะห์ดิน

Continue reading

โครงการวิจัยธาตุอาหารล้ม ตอนที่ 2 การวินิจฉัยการขาดธาตุอาหารจากการสังเกตุอาการผิดปกติของพืช

ตอนที่ 2  การวินิจฉัยการขาดธาตุอาหารจากการสังเกตุอาการผิดปกติของพืช ดร.นันทรัตน์ ศุภกำเนิด นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย  อ. เมือง จ. เชียงราย 57000 อาการขาดธาตุอาหารส่วนใหญ่เป็นลักษณะค่อนข้างเฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละธาตุ ถ้าเกษตรกรมีความคุ้นเคยกับอาการ ต่างๆที่พืชแสดงออกเกษตรกรจะสามารถวินิจฉัยสาเหตุของความผิดปกติของต้นไม้ที่ปลูกได้จากการสังเกตดูอย่างใกล้ชิด แต่ก็มีอาการขาดของบางธาตุที่คล้ายกันมากจนยากที่จะระบุได้อย่างถูกต้องจากการสังเกต และถ้ามีการขาดมากกว่า 1  ธาตุก็ยิ่งทำให้การวินิจฉัยทำได้ยากขึ้น ต้องอาศัยความชำนาญ หรือมีผลการวิเคราะห์พืชและดินเข้าช่วยด้วย นอกจากนี้ อาการผิดปกติที่ปรากฏให้เราสังเกตเห็นได้บอกให้ทราบว่าพืชอยู่ในระดับค่อนข้างวิกฤตแล้ว ซึ่งเห็นได้จากอัตราการ เจริญเติบโตที่ช้าลง ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตที่ต่ำ จากคุณสมบัติการเคลื่อนย้ายได้ของธาตุในส่วนของท่ออาหาร ทำให้ตำแหน่งของใบที่มีอาการผิดปกติบนต้นแตกต่างกัน  กล่าวคือ อาการขาดธาตุที่เกิดจากธาตุที่เคลื่อนย้ายได้ในท่ออาหารจะเกิดที่ใบแก่ก่อนเนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายของธาตุที่ ขาดไปยังใบอ่อนที่แตกใหม่ แต่ถ้าเป็นธาตุที่เคลื่อนย้ายไม่ได้อาการขาดธาตุจะแสดงให้เห็นที่ใบอ่อน (ตารางที่ 1)   ตารางที่ 1 แนวทางการวินิจฉัยอาการขาดธาตุอาหาร ธาตุ การเคลื่อนย้ายในท่ออาหาร อาการขาด ไนโตรเจน เคลื่อนย้ายได้ จะพบอาการที่ใบแก่ก่อน ใบมีสีเขียวอ่อน-เหลืองทั่วทั้งใบ กิ่งปลายยอดลีบเล็กและสั้นกว่าปกติ ใบจากกิ่งที่มีการติดผลมากจะเหลืองก่อนกิ่งอื่น การติดผลจะน้อย ผลมีขนาดเล็กและเปลือกบาง ฟอสฟอรัส เคลื่อนย้ายได้ จะพบอาการที่ใบแก่ก่อน ใบแก่ร่วงมากผิดปกติจนต้นโปร่ง การเจริญเติบโตลดลง ใบมีสีเขียวอ่อน-เขียวหม่น ผิวใบด้านไม่เป็นเงาเมื่อกระทบแสงแดด ใบที่ยอดเจริญเติบโตช้า และแตกยอดใหม่น้อย ผลส้มกลวง เนื้อส้มฟ่าม น้ำคั้นมีน้อยและมีรสเปรี้ยวเพราะมีกรดมาก มีเปลือกหนา และเนื้อด้านในของเปลือกหยาบ โพแทสเซียม เคลื่อนย้ายได้ จะพบอาการที่ใบแก่ก่อน ใบจะหนาระหว่างเส้นใบหรือขอบใบและเกิดจุดสีเหลืองและแห้งเป็นสีน้ำตาล กิ่งส้มอาจแห้งตายและมียางไหลออกมาตามกิ่งก้าน ผลมีขนาดเล็ก แคระแกร็น และร่วงง่าย แมกนีเซียม เคลื่อนย้ายได้ จะพบอาการที่ใบแก่ก่อน ขอบใบมีสีเหลือง เหมือนโพแทสเซียม แต่ที่โคนใบยังมีสีเขียวเห็นเป็นรูปสามเหลี่ยม หรือต้นคริสต์มาส แมงกานีส เคลื่อนย้ายได้บ้าง จะพบอาการที่ยอดหรือใบอ่อนก่อน ใบเหลืองเป็นหย่อมๆระหว่างเส้นใบ เกิดทั่วทั้งแผ่นใบ เห็นเป็นเหมือนร่างแห ใบมีขนาดปกติ จะพบอาการนี้บนใบด้านที่ถูกแสงแดดจัด อาการขาดแมงกานีสมักเกิดร่วมกับอาการขาดธาตุเหล็กและสังกะสี สังกะสี เคลื่อนย้ายได้บ้าง จะพบอาการที่ยอดหรือใบอ่อนก่อน ใบมีสีเหลืองเป็นหย่อมๆระหว่างเส้นใบ ใบอ่อนเป็นพุ่มแจ้ ใบแคบและมีขนาดเล็กลง ปลายใบม้วนงอ การติดผลจะน้อย ผลส้มเล็กและมีรสชาติไม่ดี เหล็ก เคลื่อนย้ายได้บ้าง จะพบอาการที่ยอดหรือใบอ่อนก่อน ใบมีสีเหลืองระหว่างเส้นใบ เส้นใบยังเขียวอยู่ ถ้าขาดมากใบจะเหลืองซีดทั้งใบ ใบจะร่วงและกิ่งจะแห้งตาย การติดผลน้อยมาก ผลส้มจะเล็กและแข็ง ทองแดง เคลื่อนย้ายได้บ้าง จะพบอาการที่ยอดหรือใบอ่อนก่อน ใบมีขนาดใหญ่ สีเขียวเข้ม ใบมีขอบโค้งขึ้นเหมือนเรือ กิ่งอ่อนยาวคดเป็นรูปตัว S ถ้าขาดมากปลายกิ่งจะตาย ใบจะเรียวยาวเหมือนใบท้อ เปลือกของต้นจะมียางไหล ต้นส้มจะเตี้ย แคระแกร็นเปลือกผลมีการเกิดของจุดสีน้ำตาล เมื่อผ่าผลส้มจะเห็นยางใสเหนียวที่แกนกลางผล ยางนี้จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและดำ ผิวส้มอาจปริและผลร่วง โบรอน เคลื่อนย้ายไม่ได้ จะพบอาการที่ยอดหรือใบอ่อนก่อน ส่วนยอดบิดงอ ใบอ่อนบาง เส้นกลางใบหนาและกร้าน ใบอ่อนมีสีเขียวหม่น ผิวใบด้านไม่มัน มียางเหนียวออกมาตามเปลือกของลำต้น ผลเล็กและแข็งผิดปกติ เปลือกหนา บางทีผลแตกเป็นแผล และอาจมียางที่ผิวเปลือก ผลอ่อนร่วงมาก เมล็ดลีบ แคลเซียม เคลื่อนย้ายไม่ได้ จะพบอาการที่ยอดหรือใบอ่อนก่อน ใบเหลืองเริ่มจากขอบใบเข้าหาเส้นกลางใบโดยที่ขอบสีเหลืองเป็นคลื่น ใบจะร่วง ต้นชะงักการเจริญเติบโตเนื่องจากระบบรากมีน้อย เปลือกผลแตกง่าย ที่มา : 1. การปรับปรุงดินและการใช้ปุ๋ยกับส้ม โดย ศ.ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน           2. Citrus and subtropical fruits; laboratory exercise no.5 : Mineral deficiencies, Key to mineral deficiency symptoms in citrus. http//www-horticulture.tamu.edu/syllabi/422/422lab11.htm   ตอนต่อไปจะเป็นเรื่อง การเก็บตัวอย่างใบส้มเพื่อการวินิจฉัยการขาดธาตุอาหารจากการวิเคราะห์ใบ ในต่างประเทศและในประเทศ

Continue reading

โครงการวิจัยธาตุอาหารส้ม

ตอนที่ 1  บทบาทและความสำคัญ ดร.นันทรัตน์ ศุภกำเนิด นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย  อ. เมือง จ. เชียงราย 57000 ส้มเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่มีราคาดีและมีการขยายพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่อง การใช้ปุ๋ยในสวนส้มส่วนใหญ่อาศัยจากความชำนาญของ เจ้าของสวนโดยขาดข้อมูลทางวิชาการประกอบการพิจารณาการใส่ปุ๋ย เกษตรกรส่วนมากให้แต่ธาตุอาหารหลักทางดินโดยไม่มี การให้ธาตุอาหารรองและจุลธาตุอาหารหรือให้ปริมาณน้อยมากโดยการพ่นทางใบ ทำให้การใช้ปุ๋ยไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เนื่องจากมีการให้ธาตุอาหารไม่สมดุลกันกับความต้องการของพืช แม้ว่าการวิเคราะห์ดินก่อนปลูกจะได้ข้อมูลสำหรับปรับปรุง ดินและใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยทั่วไปได้ แต่พืชแต่ละชนิดก็มีความต้องการธาตุอาหารชนิดต่างๆ ในปริมาณที่แตกต่างกัน แม้แต่พืชชนิดเดียวกันก็มีความต้องการธาตุอาหารแตกต่างกันตามอายุและระยะการเจริญเติบโตของพืช  การวิเคราะห์ธาตุอาหารในพืชจะให้ข้อมูลเพื่อใช้เป็นแนวทางในการประเมินปริมาณและสัดส่วนของธาตุอาหารแต่ละชนิด ที่พืชต้องการใช้ในการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้อย่างใกล้เคียง นอกจากนี้ การวิเคราะห์ index tissue ของพืชยัง สามารถใช้ประเมินระดับความสมบูรณ์ของพืชได้ ดังนั้น การศึกษาความต้องการธาตุอาหารของส้มโดยอาศัยการวิเคราะห์พืช น่าที่จะใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการแนะนำการใช้ปุ๋ยแก่เกษตรกรผู้ปลูกส้มได้ ระบบการให้น้ำแบบ Drip หรือ mini sprinkler เป็นระบบที่มีการให้น้ำแก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพ การให้ปุ๋ยร่วมกับระบบให้น้ำ (Fertigation) เป็นการให้ปุ๋ยและน้ำแก่พืชทีละน้อยโดยจำกัดให้ปุ๋ยและน้ำอยู่เฉพาะบริเวณระบบราก เป็นการประหยัดน้ำและปุ๋ย ลดปัญหาการสูญเสียปุ๋ยเนื่องจากการให้น้ำหรือฝนตกมากเกินไป และยังป้องกันการสะสมของปุ๋ยในแหล่งน้ำใต้ดินซึ่งเป็นปัญหา กับสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่ง ปุ๋ยที่ใช้ทางการเกษตรมีหลายชนิดและมีราคาแตกต่างกันขึ้นอยู่กับอนุมูลของปุ๋ยว่าเป็นเกลือซัลเฟต คลอไรด์ หรือ ไนเตรต โดยเฉพาะ อย่างยิ่งแม่ปุ๋ยโพแทสเซียม ถ้าเป็นเกลือซัลเฟตจะมีราคาแพงมากประมาณ 2 เท่าของเกลือคลอไรด์ และเกลือซัลเฟตก็เป็นที่นิยมใช้ใน หมู่เกษตรกรไม้ผลเพราะเชื่อกันว่าจะทำให้ผลไม้มีคุณภาพดี นอกจากนี้ปุ๋ยที่ให้ทางระบบน้ำส่วนใหญ่จะมีราคาแพงกว่าปุ๋ยที่ให้ทางดิน  แต่ปุ๋ยทางดินที่ละลายน้ำได้ดีและไม่มีตะกอนหรือกากปุ๋ยก็สามารถนำมาให้ทางระบบน้ำได้ เนื่องจากสวนส้มใหม่ทางภาคเหนือโดยทั่วไปเป็นสวนขนาดใหญ่ แต่ละสวนมีพื้นที่มากกว่า 100 ไร่ พื้นที่สวนส้มเป็นที่ราบหรือมี ความลาดชันเนื้อดินเป็นดินร่วนทราย-ดินร่วนเหนียว มีระดับน้ำใต้ดินลึก เกษตรกรมีการให้ปุ๋ยทางระบบน้ำซึ่งแตกต่างจากสวนส้มรังสิต ซึ่งมีพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม เนื้อดินเป็นดินเหนียว มีระดับน้ำใต้ดินตื้น เกษตรกรให้น้ำโดยใช้วิธีสูบขึ้นรดจากร่องน้ำ มีการให้ปุ๋ยเม็ด โดยการหว่านใต้ทรงพุ่ม เนื่องจากส้มเป็นพืชที่ต้องการน้ำและปุ๋ยมากในช่วงการพัฒนาผลซึ่งใช้เวลาประมาณ 7-10 เดือน  การให้ปุ๋ยและน้ำมีความสำคัญต่อคุณภาพของส้มมากทั้งด้านขนาด ปริมาณน้ำคั้น วิตามินซี และความหวาน ดังนั้น การศึกษา ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับความต้องการธาตุอาหารและความต้องการน้ำของส้มจะช่วยให้การผลิตส้มคุณภาพมีความเป็นไปได้มากขึ้น  และการศึกษาผลของอนุมูลปุ๋ยโพแทสเซียมที่แตกต่างกันต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตน่าที่จะเป็นข้อมูลสำหรับเกษตรกร ในการเลือกใช้ปุ๋ยที่มีราคาถูกและมีประสิทธิภาพดีได้ จากการศึกษาและติดตามสถานการณ์ของสวนส้มในประเทศ พบว่า พื้นที่ปลูกส้มที่รังสิตเริ่มมีปัญหาส้มด้อยคุณภาพและปริมาณ ผลผลิตต่ำลงเนื่องจากปัญหาส้มร่วงเป็นจำนวนมากก่อนถึงเวลาเก็บเกี่ยว ซึ่งปรากฏการณ์นี้น่าจะเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน  จากการไปดูงานในสวนส้มและจากการรับฟังข้อมูลข่าวสารจากเกษตรกรผู้ปลูกส้มทั้งหลายพอ จะสรุปได้ว่าสาเหตุหลักน่าจะมาจากการจัดการดินและธาตุอาหารที่ไม่เหมาะสมมาเป็นเวลานานเนื่องจากเกษตรกรมีการจัดการสวน ตามที่ได้เคยปฏิบัติกันมานานตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ไม่เคยมีการวิเคราะห์ดินหรือพืช แต่มีการใส่ปุ๋ยตามที่ได้รับการบอกเล่าจากเพื่อน เกษตรกรด้วยกันหรือจากคนขายเคมีเกษตรที่นำสินค้าไปเสนอขายถึงสวน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปุ๋ยธาตุหลัก คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม และมีการใส่ปุ๋ยในปริมาณที่มากโดยหวังว่าเมื่อใส่ปุ๋ยมากขึ้นจะได้ผลผลิตมากขึ้น เกษตรกรไม่ได้คิดว่าพืชก็มีความสามารถ ในการดูดอาหารหรือมีความต้องการอาหารจำกัดเช่นเดียวกับคนซึ่งไม่สามารถทานอาหารจนเกินอิ่มได้ การใส่ปุ๋ยมากทำให้มีปุ๋ยตกค้าง ในดินมากซึ่งอาจถูกชะล้างสูญเสียไปหรือเกิดการสะสมมากจนทำลายระบบรากซึ่งอาจมีผลให้ทำให้การดูดน้ำและธาตุอาหารผิดปกติ  นอกจากนี้ยังชักนำให้เกิดความไม่สมดุลกับธาตุอาหารอื่นๆ ทำให้ปรากฏอาการผิดปกติเนื่องจากการขาดธาตุอาหารเหล่านั้นได้ เนื่องจากเกษตรกรสามารถประเมินความต้องการปุ๋ย และระดับธาตุอาหารในพืชได้โดยการสังเกตการเจริญเติบโตหรืออาการผิด ปกติของพืช จากการวิเคราะห์ดิน และจากการวิเคราะห์พืช อย่างไรก็ตาม แต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การใช้ทุก วิธีร่วมกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดซึ่งเรื่องต่างๆ เหล่านี้จะกล่าวถึงในตอนต่อ ๆ ไป

Continue reading

ดินและธาตุอาหารลำไย ตอนที่ 6 แนวทางการใช้ปุ๋ยเคมีให้มีประสิทธิภาพสูง

ตอนที่ 6  แนวทางการใช้ปุ๋ยเคมีให้มีประสิทธิภาพสูง ยุทธนา เขาสุเมรุ ชิติ ศรีตนทิพย์ และสันติ ช่างเจรจา สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง  202 หมู่ 11 ต. พิชัย อ. เมือง จ. ลำปาง 52000   เราได้ทราบแล้วว่า ชาวสวนหรือเกษตรกรควรทำการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดินในสวนลำไย เพื่อจะทำให้ทราบว่า ดินนั้นมีความอุดมสมบูรณ์เพียงใด มีปริมาณธาตุอาหารอยู่เท่าใด อาจจะกระทำโดย  1) การสังเกตอาการของพืช  2) การวิเคราะห์ดินจากตัวอย่างดิน และ  3) การวิเคราะห์ใบลำไยที่เก็บในสวน จนถึงเรื่องความต้องการธาตุอาหารและแนวทางการจัดการปุ๋ยลำไย เพื่อให้การลำไยได้ปุ๋ยตามที่ต้องการอย่างประหยัด จึงควรทราบวิธีการใช้ปุ๋ยทางเคมีให้มีประสิทธิภาพสูง การใช้ปุ๋ยเคมีให้มีประสิทธิภาพสูงหมายถึงการใช้ปุ๋ยชนิดที่เหมาะสมโดยวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลผลิตออกมามีมูลค่า สูงสุด ซึ่งหลักการปฏิบัติเพื่อให้ปุ๋ยเคมีที่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดมีดังนี้คือ ใช้ปุ๋ยให้ตรงกับที่พืชขาด ความจริงมีอยู่ว่า ถ้าคันที่ไหนให้เกาที่นั่น หากเกาไม่ถูกที่ย่อมไม่หายคัน พืชก็เช่นกัน เมื่อขาดธาตุไนโตรเจนก็ต้องให้ปุ๋ย ไนโตรเจน และต้องให้จนถึงระดับที่เพียงพอ ถ้าขาดแคลน 3 ธาตุ ก็ให้จนครบและเพียงพอทั้ง 3 ธาตุ จะทำเป็น ประหยัดให้เพียง 2 ธาตุก็จะให้ผลเหมือนกับไม่ให้อะไรเลย เพราะธาตุตัวที่ขาดอยู่จะเป็นตัวจำกัดการเจริญเติบโตของ พืชอยู่ พยายามให้ดินร่วนซุยและมีความชื้นอย่างเหมาะสม เพราะโดยปกติรากพืชจะแผ่ขยายและไชชอนในดินร่วนซุยได้ดีมาก ก็ย่อมมีโอกาสดูดน้ำและธาตุอาหารจากดินมาใช้อย่างเต็มที่ เมื่อใส่ปุ๋ยลงไปพืชก็ดูดอาหารจากปุ๋ยได้มาก ถ้าดินแน่นทึบก็ต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้พอเพียง รวมทั้งควรให้ความชื้นอย่างเพียงพอ เพราะนอกจากจะทำให้ปุ๋ยละลายแล้ว พืชยังต้องการน้ำไปใช้ประโยชน์โดยตรงด้วย หากความชื้นในดินต่ำเกินไป พืชจะแคระแกรนเพราะขาดน้ำ ดังนั้นเกษตรกรไม่ควรปล่อยให้ดินแห้งหรือแฉะเกินไปเพราะพืชไม่สามารถดูดธาตุอาหารได้ดี ใส่ปุ๋ยให้ถูกที่ ถูกจังหวะและปริมาณที่เหมาะสม ปุ๋ยที่ใส่ลงไปในดินจะเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ง่าย ถ้าปุ๋ยนั้นละลายในดินตรงบริเวณที่รากพืชเจริญเติบโตและแผ่ขยาย อย่างหนาแน่น แต่ความเข้มข้นของปุ๋ยในดินนั้นจะต้องไม่มากเกินไปจนเป็นพิษต่อรากพืช และต้องให้ในปริมาณที่เพียงพอ เพราะหากให้ไม่พอแล้วก็อาจจะเหมือนกับไม่ได้ให้เลย ดังนั้นเกษตรกรควรวิเคราะห์ดินเป็นประจำ รวมทั้งให้ปุ๋ยถูกเวลา  เช่น การใส่ปุ๋ยในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวไม่นานจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ป้องกันการสูญหายของปุ๋ย ปุ๋ยอาจสูญหายไปจากดินได้ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หากปุ๋ยที่ละลายน้ำง่าย เช่นปุ๋ยไนโตรเจน จะถูกน้ำชะลงไปในชั้นดินลึกที่รากพืช ดูดมาใช้ไม่ได้ หลังจากใส่ปุ๋ยไนโตรเจนต้องรดน้ำแต่พอควรเท่านั้น และควรป้องกันน้ำเซาะกร่อนดินแล้วดินถูกพัดพาไปตามน้ำ ปัญหานี้มักเกิดขึ้นเมื่อปลูกพืชในพื้นที่ซึ่งมีความลาดเทมาก นอกจากนี้ปุ๋ยยังสูญเสียโดยการระเหยไปจากดิน ซึ่งมักเกิดขึ้น เสมอเมื่อใส่ปุ๋ยยูเรียหรือปุ๋ยแอมโมเนียในดินที่เป็นด่างจัด หรือการใส่ปุ๋ยยูเรียร่วมกับการใส่ปูน ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยง การกระทำดังกล่าว การใส่ปุ๋ยไม่เหมาะสมอาจทำให้สมดุลย์ของธาตุอาหารในดินคลาดเคลื่อนได้ ปัญหานี้มักจะเกิดขึ้นหากเกษตรกรใส่ปุ๋ยบางธาตุโดยเฉพาะปุ๋ยที่เป็นธาตุอาหารหลักหรือปุ๋ยสูตรที่มีจำหน่ายกันอยู่ทั่วๆไป เช่น 15-15-15, 8-24-24 มากเกินไปหรือให้ติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่มีการวิเคราะห์ดินเลยว่าขณะนั้นดินในสวนมี ธาตุอาหารมากน้อยเท่าใด ซึ่งปริมาณธาตุอาหารหลักที่มากเกินจะทำให้ธาตุอื่นที่พืชยังไม่น่าจะขาดแคลนกลับขาดแคลนได้ โดยเฉพาะฟอสฟอรัสที่มีปริมาณมากเกินไปจะมีผลทำให้พืชขาดจุลธาตุอาหารบางธาตุ เช่น สังกะสีและทองแดง ดินที่มี สังกะสีอยู่ไม่มากนัก แต่พืชยังไม่ขาดสังกะสี ถ้าใส่ปุ๋ยฟอสเฟตค่อนข้างมากในดินประเภทนี้ จะทำให้พืชเริ่มขาดสังกะสีทันที รวมทั้งปริมาณโพแทสเซียมที่มากจะไปขัดขวางไม่ให้พืชดูด แคลเซียมและแมกนีเซียมได้ เป็นต้น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยโดยการตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่งกิ่ง ซึ่งนอกจากจะเป็นการตัดกิ่งที่ทึบ บังแสงแดดซึ่งกันและกัน ทำให้ใบที่ถูกบังแสงมีประสิทธิภาพในการ สังเคราะห์แสงลดลง (กินเท่ากันแต่ทำงานน้อย) แล้ว ถ้าเราเปรียบรากจากต้นลำไยที่ปลูกด้วยกิ่งตอนซึ่งมีรากน้อย เปรียบเสมือนปั๊มสูบน้ำที่มีแรงจำกัด และส่วนกิ่งและยอดลำไยเหมือนกับท่อน้ำแล้วจะเห็นได้ว่าหากมีท่อน้ำอยู่มากเกินไป จะทำให้ปั๊มที่มีแรงจำกัดไม่สามารถส่งน้ำไปปลายท่อได้ในปริมาณที่มากพอ ต้นลำไยก็เช่นกันเมื่อรากที่มีอยู่อย่างจำกัด ก็ไม่สามารถส่งอาหารไปเลี้ยงทุกยอดได้อย่างดีพอ ทำให้ต้นลำไยอาจแสดงอาการขาดธาตุอาหารได้ ดังนั้นจึงต้อง ทำการปิดหรือลดท่อแยกลงเพื่อให้น้ำจากปั๊มส่งถึงปลายท่อได้แรงขึ้น หรือต้องตัดแต่งกิ่งลำไยออกบ้างเพื่อให้ราก สามารถดูดธาตุอาหารไปเลี้ยงส่วนยอดได้ทัน

Continue reading

ดินและธาตุอาหารลำไย ตอนที่ 5 ความต้องการธาตุอาหารและแนวทางการจัดการปุ๋ยลำไย

ตอนที่ 5 ความต้องการธาตุอาหารและแนวทางการจัดการปุ๋ยลำไย ยุทธนา เขาสุเมรุ ชิติ ศรีตนทิพย์ และสันติ ช่างเจรจา สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง  202 หมู่ 11 ต. พิชัย อ. เมือง จ. ลำปาง 52000   ปัจจุบันการผลิตลำไยจะต้องมีการแข่งขันมากขึ้นดังนั้นการจัดการธาตุอาหารจะต้องมีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ต้องมีข้อมูลต่าง ๆ เช่น ข้อมูลการวิเคราะห์ดินและพืช เพื่อมาใช้ในการจัดการธาตุอาหารมากยิ่งขึ้น แต่ในปัจจุบัน งานวิจัยด้านนี้ในประเทศมีน้อยมาก จากข้อมูลงานวิจัยด้านดินและปุ๋ยที่ได้ดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน (2540-ปัจจุบัน) อาจนำมาใช้เป็นข้อมูลเป็นแนวทางในการจัดการธาตุอาหารแก่ลำไยได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งการจัดการธาตุอาหารลำไยนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบความต้องการธาตุอาหารของลำไยในระยะการเจริญเติบโตต่างๆ เช่น ความต้องการในช่วงการแตกช่อใบ ช่วงให้ผลผลิตเป็นต้น รวมทั้งทราบปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินเพื่อเป็นข้อมูล ในการจัดการธาตุอาหารลำไยอย่างมีประสิทธิภาพ จากการประเมินความต้องการธาตุอาหารลำไยนั้นพบว่าลำไยมีความต้องการ ธาตุอาหารที่ระยะการแตกช่อใบ รวมทั้งปริมาณธาตุอาหารในผลผลิตที่ระยะเก็บเกี่ยว ดังตารางที่ 1 และ 2 ตามลำดับ ตารางที่ 1 ปริมาณธาตุอาหารที่ลำไยใช้ในแต่ละระยะการแตกช่อใบ ขนาดทรงพุ่ม (เมตร) ปริมาณธาตุอาหาร ไนโตรเจน (กรัม/ต้น) ฟอสฟอรัส (กรัม) โพแทสเซียม (กรัม) 1-2 6.0-12 0.5-1.0 3.8-7.0 3-4 28-55 2.3-4.4 18.0-35.0 5-6 96.4-156 7.7-12.5 60.3-98.0 7 241.4 19.3 160.0     ตารางที่ 2 ปริมาณธาตุอาหารในผลลำไย 1 กิโลกรัม ธาตุอาหาร ปริมาณที่ติดไปกับผลผลิต (น้ำหนัก/ผลผลิตลำไย 100 กก.) ไนโตรเจน (g) ฟอสฟอรัส (g) โพแทสเซียม (g) แคลเซียม (g) แมกนีเซียม (g) เหล็ก (mg) สังกะสี (mg) ทองแดง (mg) แมงกานีส (mg) 371 กรัม 42 กรัม 373 กรัม 153 กรัม 26 กรัม 2.05 กรัม 0.44 กรัม 0.33 กรัม 1.51 กรัม   จากการประเมินจำนวนยอดของลำไยขนาดทรงพุ่มต่างๆ และปริมาณผลผลิต (ตารางที่ 4 และ 5) จะสามารถประเมิน ความต้องการธาตุอาหารลำไยในรอบ 1 ปีได้ดังตารางที่ 3 (ใช้ค่าประเมินผลผลิตลำไย 400-500 กรัมต่อช่อ ซึ่งในทาง ปฏิบัติแล้วในช่วงติดผลนั้น เกษตรกรสามารถประเมินได้ว่ามีการออกดอกเท่าไหร่ เป็นช่อใบเท่าไหร่ และจะได้ผลผลิตที่ ระยะเก็บเกี่ยวกี่กิโลกรัม) เมื่อเราทราบถึงความต้องการธาตุอาหารของลำไย และปริมาณธาตุอาหารในดินเดิม  โดยที่ปริมาณธาตุอาหารที่วิเคราะห์ได้เมื่อคำนวณเป็นปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินความลึกต่าง ๆ ในพื้นที่ 1 ตารางเมตร แสดงดังตารางที่ 4 ซึ่งขึ้นอยู่กับลำไยในสวนเราว่ามีขนาดทรงพุ่มเท่าใด รากมีความลึกโดยประมาณเท่าใด (โดยทั่วไปราก ลำไยกิ่งตอนจะมีความลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตร) ก็จะสามารถทราบปริมาณธาตุอาหารในดินบริเวณทรงพุ่มลำไย ตารางที่ 3 ปริมาณ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมที่ลำไยใช้ไปในรอบ 1 ปี ขนาดทรงพุ่ม (เมตร) ไนโตรเจน (กรัมต่อต้น) ฟอสฟอรัส (กรัมต่อต้น) โพแทสเซียม (กรัมต่อต้น) 1-2 40-80 4-8 35-70 3-4 220-350 25-40 200-300 5-6 550-1000 70-120 500-900 7-8 1500-2500 200-300 1300-2000       ความลึกราก (ซม.) ค่าวิเคราะห์ดิน (mg/kg) 10 20 30 40 50 60 70 80 90 100 150 20 2.4 4.8 7.2 9.6 12 14.4 16.8 19.2 21.6 24 36 30 3.6 7.2 10.8 14.4 18 21.6 25.2 28.8 32.4 36 54 40 4.8 9.6 14.4 19.2 24 28.8 33.6 38.4 43.2 48 72 50 6 12 18 24 30 36 42 48 54 60 90 60 7.2 14.4 21.6 28.8 36 43.2 50.4 57.6 64.8 72 108   ตารางที่ 4 ปริมาณธาตุอาหารในดิน(กรัม)ในพื้นที่ 1 ตารางเมตรที่ความลึกต่างๆ  ในแต่ละระดับผล การวิเคราะห์ดินต่างๆ เมื่อทราบถึงความต้องการธาตุอาหารของลำไยและปริมาณธาตุอาหารในดินเดิมแล้วก็จะสามารถกำหนดปริมาณธาตุอาหารที่ จะให้แก่ลำไยที่ระยะต่าง ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วปริมาณธาตุอาหารหรือปุ๋ยที่จะใส่ลงไปในดินนั้น ไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ลำไยทั้งหมด เพราะ อาจมีการสูญเสียหรือถูกดินดูดยึดไว้ ดังนั้นจึงต้องมีการใช้ตัวปรับแก้ในการใช้ปุ๋ย  (ดังแสดงในตารางที่ 5)  ดังนั้นเมื่อเราทราบ ปริมาณธาตุอาหารที่คำนวณได้แล้ว จะต้องนำมาคูณด้วยตัวปรับแก้ที่แสดงในตารางที่ 5  จึงจะทราบปริมาณของปุ๋ยที่ต้องให้แก่ ลำไยที่แท้จริง ตารางที่ 5 ตัวปรับแก้ปริมาณการใช้ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารหลัก เมื่อปุ๋ยให้ทางดิน เมื่อให้ปุ๋ยทางระบบน้ำ ไนโตรเจน 1.2-1.25 1.1-1.2 ฟอสฟอรัส 1.8-2.2 1.6-1.9 โพแทสเซียม 1.4-1.6 1.2-1.4   หมายเหตุ: การประเมินความต้องการธาตุอาหารและการคำนวณการให้ปุ๋ยแก่ลำไยที่แสดงเป็นงานวิจัยที่ได้จนถึงปัจจุบัน  และตัวปรับแก้นั้น เป็นค่าที่ใช้กันทั่วไปในต่างประเทศ ซึ่งในงานวิจัยที่จะทำต่อไปคือการหาวิธีประเมินที่แม่นยำกว่าเดิม และหาตัวปรับแก้ของดินที่ปลูกลำไยทั่วไปในไทย ตลอดจนทดลองหาช่วงเวลาการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมกับความต้องการมากที่สุดเพื่อการจัดการดินและปุ๋ยอย่างมีประสิทธภาพ สูงสุดต่อไป สำหรับจุลธาตุอาหารนั้นอาจคำนวณโดยวิธีข้างต้นหรือมีการให้ทางดิน (พิจารณาตามค่าวิเคราะห์) ดินดังแสดงในตารางที่ 6 หรือให้ทางใบตามความจำเป็น ซึ่งหากเป็นไปได้เกษตรกรจะต้องมีการวิเคราะห์ดินและใบเพื่อทราบสภาวะธาตุอาหารในดิน และใบของสวนลำไยว่าเป็นอย่างไรเพื่อประกอบการพิจารณาในการใช้ปุ๋ย ตารางที่ 6 ปริมาณจุลธาตุอาหารที่ให้ทางดินและการให้ทางใบ   แร่ธาตุอาหาร การให้ทางใบ (กรัม/ลิตร) การให้ทางดิน กรัม/ม2ของพื้นที่ทรงพุ่ม/ปี Borax 1.0 2.0 Zinc sulphate heptahydrate 2.0 25 Copper sulphate (bluestone) 2.0 4.0 Iron sulphate or chelate 1.0 10.0 Manganese sulphate 2.0 5.0 Magnesium sulphate (Epsom salts) 2.0 4.0 ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นจะสามารถการประเมินความต้องการธาตุอาหารลำไย เพื่อประกอบการตัดสินใจในการให้ปุ๋ยแก่ลำไย สำหรับเกษตรกรที่ไม่มีค่าวิเคราะห์ดินและพืช อาจพิจารณาจัดการดินและปุ๋ยตามปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้จากปีที่ผ่านมา หรือผลผลิตเฉลี่ยต่อปีที่ผ่าน ๆ มาว่าต้นลำไยให้ผลผลิตเท่าใดก็จะต้องมีการให้ปุ๋ยชดเชยให้ในปีต่อมาอย่างน้อยเท่านั้น  โดยอาศัยข้อมูลปริมาณธาตุอาหารในผลผลิตที่ระยะเก็บเกี่ยว (ตารางที่ 2) และเพิ่มปริมาณธาตุอาหารที่ใช้ ในการเจริญทาง กิ่งก้านและใบไปอีก 10-20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเกษตรกรที่ส่งตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหาร ในดินแล้ว ก็ขอให้ดำเนินการจัดการดินและปุ๋ย ตามคำแนะนำ จากห้องปฏิบัติการนั้น ๆ หลังจากที่เราทราบแล้วว่า ลำไยต้องการธาตุอาหารเท่าใด  ตอนต่อไปเป็นเรื่องแนวทางการใช้ปุ๋ยทางเคมีให้มีประสิทธิภาพสูง

Continue reading

ดินและธาตุอาหารลำไย ตอนที่ 4 การเก็บตัวอย่างใบเพื่อวิเคราะห์ผล

ตอนที่ 4  การเก็บตัวอย่างใบเพื่อวิเคราะห์ผล ยุทธนา เขาสุเมรุ ชิติ ศรีตนทิพย์ และสันติ ช่างเจรจา สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง  202 หมู่ 11 ต. พิชัย อ. เมือง จ. ลำปาง 520000 เนื่องจากการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพื่อจะทำให้ทราบว่าดินนั้นมีความอุดมสมบูรณ์เพียงใด มีปริมาณธาตุอาหาร อยู่เท่าใดอาจจะกระทำโดยการสังเกตอาการของพืช การวิเคราะห์ดิน และ การวิเคราะห์พืช ในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีการเก็บใบลำไยเพื่อนำไปวิเคราะห์หาธาตุอาหาร ความสำคัญ โดยปกติแล้วการให้ธาตุอาหารแก่พืชนั้นถึงแม้ว่าเราให้ธาตุอาหารในปริมาณที่มาก แต่หากสภาวะอื่นในดิน เช่น ความชื้น  ความเป็นกรด ด่าง หรือรากถูกทำลายทำให้ไม่สามารถดูดธาตุอาหารได้ ต้นไม้ก็จะไม่สามารถได้รับธาตุอาหารอย่างเพียงพอ ซึ่งอาจแสดงอาการขาดอาหารออกมา ซึ่งหากเราปล่อยให้พืชมีอาการขาดจนกระทั่งพืชแสดงอาการนั้นเราอาจแก้ไขปัญหานั้นไม่ทัน ทำให้พืชไม่สามารถให้ผลผลิตที่ดีเท่าทีควร ดังนั้นการใช้การวิเคราะห์พืชซึ่งเป็นการนำชิ้นส่วนพืช เช่น ใบ มาวิเคราะห์ ว่ามีปริมาณธาตุอาหารต่างๆ อยู่ในปริมาณเท่าใด มีปริมาณที่เพียงพอหรือไม่ หรือในขณะนั้นพืชเริ่มได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอ โดยสรุปแล้วการวิเคราะห์พืชจะมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. วินิจฉัยการขาดธาตุอาหารของพืช เพื่อยืนยันการวินิจฉัยการขาดธาตุอาหารพืชโดยการสังเกตและการวิเคราะห์ดิน 2. ตรวจสอบระดับธาตุอาหารในพืชตลอดฤดูปลูกเพื่อประเมินความเพียงพอของปุ๋ยที่ใช้ และการจัดการอื่นๆที่มีผลต่อการใช้ธาตุอาหารของพืช เพื่อจะให้แน่ใจว่าพืชได้รับธาตุอาหารอย่างเพียงพอตลอดฤดูปลูก 3. เพื่อใช้คาดคะเนการขาดธาตุอาหารและผลผลิตที่จะได้รับ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับคนแล้วจะเป็นการคล้ายๆกับการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคในคน  การใช้การวิเคราะห์พืชจะต้องอาศัยความชำนาญของผู้วิเคราะห์และต้องมีค่ามาตรฐานของค่าวิเคราะห์ใบที่เหมาะสมเป็น ตัวเปรียบเทียบ ซึ่งวิธีนี้ได้ใช้อย่างแพร่หลายกับพืชหลายชนิดในต่างประเทศ สำหรับลำไยในประเทศไทยในขณะนี้นั้นยังไม่มีค่ามาตรฐานค่าวิเคราะห์ใบมาก่อนเนื่องจากยังไม่มีการศึกษาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง วิธีการเก็บตัวอย่างใบพืช จากผลการศึกษาจากโครงการวิจัยเรื่อง การแก้ปัญหาต้นโทรมของลำไย: ความสัมพันธ์ระหว่างระดับธาตุอาหารในดินและต้นลำไยกับการแสดงอาการต้นโทรม ของสถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่ทำการศึกษาปริมาณธาตุอาหารในใบลำไยที่มีอาการโทรม ปรกติและจากต้นที่มีความสมบูรณ์มีประวัติการให้ผลผลิตดี (จากการเก็บตัวอย่างจากใบลำไยที่มีอายุใบดังกล่าวประมาณ 1,000 ตัวอย่างจากสวนลำไยกว่า 10 สวนในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน มาวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในห้องปฏิบัติการ) พบว่าอายุใบและตำแหน่งใบที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นมาตรฐานนั้น คณะผู้วิจัยได้เสนอแนะให้ใช้ใบรวมในตำแหน่งที่ 3, 4 ที่มีอายุ 6-8 สัปดาห์ หลังจากเริ่มแตกใบเพราะค่าที่ได้จะค่อนข้างคงที่ มีการเปลี่ยนแปลงน้อย น่าจะเป็นแนวทางในการกำหนดมาตรฐาน ค่าวิเคราะห์ใบลำไยต่อไปในอนาคต ซึ่งค่าที่ได้จากการวิจัยดังกล่าวแสดงในตารางที่ 1     ภาพที่ 1 อย่างใบลำไยตำแหน่งที่ 3และ4 จากยอดที่ใบอายุ 6-8 สัปดาห์  (หลังจากใบคลี่เต็มที่แล้ว 1 สัปดาห์)   ตารางที่ 1 ปริมาณธาตุอาหารในใบรวมตำแหน่งที่ 3 ,4 ที่อายุ 6-8 สัปดาห์ของลำไย   ธาตุอาหาร ค่าที่เหมาะสม ไนโตรเจน (%) 1.88-2.42 ฟอสฟอรัส (%) 0.12-0.22 โพแทสเซียม (%) 1.27-1.88 แคลเซียม (มก/กก) 0.88-2.16 แมกนีเซียม (มก/กก) 0.20-0.31 เหล็ก (มก/กก) 68.11-86.99 สังกะสี (มก/กก) 16.99-24.29 ทองแดง (มก/กก) 16.32-18.45 แมงกานีส (มก/กก) 47.00-80.46 โบรอน (มก/กก) 22.30-45.58   ตั้งแต่ตอนที่ 1 ถึง 4 เราได้ทราบแล้วว่า ชาวสวนหรือเกษตรกรควรทำการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดินในสวนลำไย เพื่อจะทำให้ทราบว่าดินนั้นมีความอุดมสมบูรณ์เพียงใด มีปริมาณธาตุอาหารอยู่เท่าใด อาจจะกระทำโดย  1) การสังเกตอาการของพืช  2) การวิเคราะห์ดินจากตัวอย่างดิน และ  3) การวิเคราะห์ใบลำไยที่เก็บในสวน ตอนต่อไปจะเป็นเรื่องความต้องการธาตุอาหารและแนวทางการจัดการปุ๋ยลำไย

Continue reading

ดินและธาตุอาหารลำไย ตอนที่ 3 วิธีการเก็บตัวอย่างดิน

ตอนที่ 3  วิธีการเก็บตัวอย่างดิน ยุทธนา เขาสุเมรุ ชิติ ศรีตนทิพย์ และสันติ ช่างเจรจา สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง  202 หมู่ 11 ต. พิชัย อ. เมือง จ. ลำปาง 520000 เนื่องจากการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพื่อจะทำให้ทราบว่าดินนั้นมีความอุดมสมบูรณ์เพียงใด มีปริมาณธาตุอาหารอยู่เท่าใด อาจจะกระทำโดยการสังเกตอาการของพืช การวิเคราะห์ดิน และ การวิเคราะห์พืช ในที่นี้จะกล่าวถึงการเก็บตัวอย่างดินเพื่อนำไปวิเคราะห์หาปริมาณของธาตุอาหาร   หลักสำคัญของการเก็บตัวอย่างดินในสวนลำไย หลักสำคัญของการเก็บตัวอย่างดินในสวนลำไยคือ 1. เก็บตัวอย่างดินจากบริเวณขอบของทรงพุ่มรอบต้นลำไยที่ทำการเก็บตัวอย่างใบ 2. เครื่องมือที่ใช้ขุดดิน และภาชนะบรรจุตัวอย่างดิน จะต้องสะอาด ไม่มีดิน ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง หรือผงสกปรกอื่น ๆ ติดอยู่เพราะจะไปปนเปื้อน กับตัวอย่างดิน 3.จุดที่จะเก็บตัวอย่างดิน ให้หลีกเลี่ยงบริเวณที่ จะเก็บได้ตัวอย่างดินที่เป็นตัวแทนที่ไม่ดี เช่น กองปุ๋ยเก่า กองปูนเก่า หรือกองปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักเก่า และหากต้นลำไยในสวนมีอาการแตกต่างกันให้แยกเก็บคนละตัวอย่าง เป็นต้น   อุปกรณ์ในการเก็บตัวอย่างดิน 1.เครื่องมือสำหรับขุดตัวอย่างดิน เช่น จอบ เสียม พลั่ว 2. ภาชนะสำหรับรวบรวมตัวอย่างดิน เช่น ถังพลาสติก หรือ กะละมัง 3.ถุงพลาสติกสำหรับบรรจุตัวอย่างดินได้ประมาณครึ่งกิโลกรัมเพื่อส่ง ตัวอย่างดินไปวิเคราะห์   ภาพที่ 2 อุปกรณ์เก็บตัวอย่างดิน   วิธีการเก็บตัวอย่างดิน ขุดดินโดยใช้จอบ เสียม หรือพลั่ว ให้เป็นรูป V ลึก 20 ซม. หลังจากนั้นใช้พลั่วหรือเสียมแซะดินด้านข้างของหลุมหนา ประมาณ 3-5 ซม. จากปากหลุมให้ขนานไปตามหน้าดิน จนถึงก้นหลุมแล้วงัดขึ้นให้หน้าดินติดมากับพลั่วหรือเสียม   ภาพที่ 3 ใช้มีดตัดดินบนพลั่ว หรือเสียม ออกทั้ง 2 ข้าง เหลือไว้แต่ ดินตรงกลาง กว้างประมาณ 5 ซม. เก็บใส่ถังพลาสติกหรือ กะละมัง      ภาพที่ 4 เก็บตัวอย่างดินบริเวณขอบทรงพุ่มของต้นลำไยรอบทุกทิศ ต้นละ 3-4 จุด หลังจากนั้นคลุกเคล้าให้ดีแล้วแบ่งตัวอย่างดินมา ครึ่งกิโลกรัมใส่ถุงพลาสติก เขียนชื่อเจ้าของตัวอย่างดิน หมายเลขตัวอย่างที่เก็บ (ถ้ามีตัวอย่าง มากกว่า 1 ตัวอย่าง) นำส่งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ ตอนต่อไปจะกล่าวถึงวิธีการเก็บใบลำไยเพื่อนำไปวิเคราะห์หาธาตุอาหาร

Continue reading

ดินและธาตุอาหารลำไย ตอนที่ 2 การสังเกตอาการของพืชและการวิเคราะห์ดิน

ตอนที่ 2  การสังเกตอาการของพืชและการวิเคราะห์ดิน ยุทธนา เขาสุเมรุ ชิติ ศรีตนทิพย์ และสันติ ช่างเจรจา สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง  202 หมู่ 11 ต. พิชัย อ. เมือง จ. ลำปาง 520000   เนื่องจากการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพื่อจะทำให้ทราบว่าดินนั้นมีความอุดมสมบูรณ์เพียงใด มีปริมาณธาตุอาหารอยู่เท่าใด อาจจะกระทำโดยการสังเกตอาการของพืช การวิเคราะห์ดิน และ การวิเคราะห์พืช ในที่นี้จะกล่าวถึงการสังเกตอาการของพืชและการวิเคราะห์ดิน การสังเกตอาการของพืช เกษตรกรต้องมีการสังเกต ต้นไม้ในสวนมีอาการผิดปรกติไปจากเมื่อก่อนหรือไม่ หรือผลผลิตที่ได้มีปริมาณคุณภาพลดลงกว่า ปีก่อนๆหรือไม่ ซึ่ง ลักษณะการขาดธาตุอาหารในพืชหากดินขาดแคลนธาตุหนึ่งหรือหลายธาตุก็ตาม พืชจะมีลักษณะที่ผิดปกติ เช่นไม่ค่อยเจริญเติบโต แคระแกรน ผลผลิตต่ำ และถ้าขาดแคลนรุนแรงพืชก็จะตาย อย่างไรก็ตามถ้าพืชเริ่มขาดธาตุใดธาตุหนึ่งเพียงธาตุเดียว จะสังเกตอาการอันเป็นลักษณะเฉพาะสำหรับธาตุนั้น ที่พืชหนึ่งจะแสดงออกมาให้ปรากฏ เนื่องจากอาการที่พืชแต่ละชนิดแสดงออกเมื่อเริ่มขาดธาตุหนึ่งนั้นแตกต่างกันมากในรายละเอียด ดังนี้ เริ่มแสดงอาการครั้งแรกที่ใบแก่ซึ่งเป็นอาการขาดธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแมกนีเซียม เริ่มแสดงอาการที่ใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่ ได้แก่กลุ่มธาตุใดธาตุหนึ่งที่เหลือ เมื่อพบอาการที่แสดงว่าพืชขาดธาตุอาหารใดแล้ว ควรรีบจัดการดังต่อไปนี้ ถ้าเพิ่งเริ่มปรากฏอาการก็รีบใส่ปุ๋ยที่ให้ธาตุนั้นจะให้ปุ๋ยทางดินหรือให้ทางใบก็ได้ ในกรณีเช่นนี้การพ่นทางใบจะแก้ไขอาการได้เร็วกว่า แต่ก็ต้องใส่ทางดินเพิ่มเติมลงไปด้วยเพื่อให้พืชได้รับธาตุนั้นอย่างเพียงพอจนตลอดฤดู อย่างไรก็ตาม เมื่อพบอาการดังกล่าวข้างต้นก็อย่าเพิ่งคิดทันทีว่าพืชกำลังขาดธาตุอาหารแล้วรีบหาปุ๋ยมาใส่ เพราะสาเหตุดังกล่าวอาจเกิดมาจากสาเหตุอื่นเช่น อาจเกิดจากการแมลงรบกวน น้ำท่วมราก ดินแน่นเกินไป เป็นต้น นอกจากนี้สารกำจัดวัชพืชบางชนิดเช่น 2-4 D, ไกลโฟเสท จะมีผลต่ออาการผิดปกติของใบลำไย และหากไม่มีสาเหตุจากเรื่องดังกล่าว จึงพิจารณาสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับธาตุอาหารพืชต่อไป รวมทั้งอาการผิดปรกติที่เกิดจากธาตุอาหารอาจไม่ได้เกิดจากดินขาดธาตุอาหารแต่อาจเกิดจากดินมีสมบัติที่ไม่เหมาะสมเช่น ดินเป็นกรดมีแนวโน้มที่จะขาดธาตุฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม และโมลิบดีนัม และดินที่เป็นด่างมีแนวโน้มที่จะขาดฟอสฟอรัส เหล็ก ทองแดง สังกะสี แมงกานีส และโบรอน นอกจากนี้อาจเกิดจากเกษตรกรใส่ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลัก(ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม) มากเกินไปทำให้เกิดความไม่สมดุลย์ของธาตุอาหารในดินทำให้พืชแสดงอาการขาดจุลธาตุอาหารก็เป็นได้ เช่น ดินที่มีฟอสฟอรัสมากเกินไปจะทำให้พืชมีอาการขาดธาตุสังกะสี และทองแดงเป็นต้น ดังนั้นจึงน่าจะมีการประเมินธาตุอาหารในดินโดยวิธีอื่นต่อไป   การวิเคราะห์ดิน การสังเกตอาการของพืชจะต้องใช้ความเชี่ยวชาญ ความชำนาญไม่เช่นนั้นแล้วอาจทำให้การวินิจฉัยผิดพลาดได้ ดังนั้นวิธีการหนึ่งที่เกษตรกรควรจะทำทุก 1-2 ปี คือการวิเคราะห์ดิน จะทำให้เราทราบถึงปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในดิน ทำได้โดยเก็บตัวอย่างดินบริเวณทรงพุ่มในสวนลำไย ส่งให้กับหน่วยงานที่มีบริการวิเคราะห์ดิน ปัจจุบันมีหน่วยงานการศึกษาหลายแห่งที่มีบริการด้านนี้อยู่ อาจจะต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายบ้างเพราะการวิเคราะห์ต้องอาศัยเครื่องมือและสารเคมีที่มีราคาแพง แต่เมื่อเทียบกับผลที่จะได้รับนั้น ถือว่าคุ้มเกินคุ้ม เพราะว่าเราสามารถที่จะให้ธาตุอาหารที่เหมาะสมแก่พืช ซึ่งหากมีปริมาณธาตุอาหารที่วิเคราะห์ได้มีปริมาณมากแล้ว เราอาจไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยชนิดนั้นเลยก็ได้ และหากดินมีสภาพความเป็นกรดด่างไม่เหมาะสมก็จะมีผลต่อความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารได้ ซึ่งปริมาณธาตุอาหารในดินที่ควรจะมีในดินนั้น แสดงดังตารางที่ 1 ภาพที่ 1 ความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารที่ระดับ ความเป็นกรด-ด่าง ต่างๆ ตารางที่ 1 ปริมาณธาตุอาหารที่เหมาะสมในดินทั่วไป ธาตุอาหาร ค่าที่เหมาะสม ความเป็นกรด ด่าง (pH) 5.5-6.5 อินทรียวัตถุ (%) 2.0-3.0 ฟอสฟอรัส (มก/กก.) 35-60 โพแทสเซียม (มก/กก.) 100-120 แคลเซียม (มก/กก.) 800-1500 แมกนีเซียม (มก/กก.) 250-450 เหล็ก (มก/กก.) 60-70 สังกะสี (มก/กก.) 3-15 ทองแดง (มก/กก.) 3-5 โบรอน (มก/กก.) 4-6 แมงกานีส (มก/กก.) 20-60 เราได้ทราบถึงการสังเกตอาการของพืชและการวิเคราะห์ดิน ตอนต่อไปจะจะกล่าวถึงการเก็บตัวอย่างดินเพื่อนำไปวิเคราะห์ผล

Continue reading

ดินและธาตุอาหารลำไย ตอนที่ 1 ความสำคัญของดินและธาตุอาหาร

ดินและธาตุอาหารลำไย  ตอนที่ 1 ความสำคัญของดินและธาตุอาหาร  ยุทธนา เขาสุเมรุ ชิติ ศรีตนทิพย์ และสันติ ช่างเจรจา สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง 202 หมู่ 11 ต. พิชัย อ. เมือง จ. ลำปาง 520000   ในปัจจุบันปัญหาเรื่องการออกดอกของลำไยได้หมดไป จากการที่มีการค้นพบโดยบังเอิญของเกษตรกร ว่าโพแทสเซียมคลอเรต หรือสารประกอบคลอเรตสามารถกระตุ้นให้ลำไยออกดอกได้ตามที่เราต้องการ ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาการออกดอกของลำไย  แต่ถึงแม้ว่าการแก้ปัญหาการออกดอกดังกล่าวได้แล้ว จะมีปัญหาอื่นภายหลังจากการออกดอกตามมาอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น  การติดผล โรคและแมลง รวมถึงจะทำอย่างไรให้ลำไยมีผลผลิตที่มีคุณภาพดี ซึ่งแนวทางหนึ่งที่จะผลิตลำไยให้มีคุณภาพ คือการจัดการด้านดินและปุ๋ย เพื่อให้ดินคงความอุดมสมบูรณ์ ให้การผลิตลำไยมีคุณภาพต่อไป ดังนั้นข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ของดินจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เกษตรกรควรทราบเพื่อนำไปปฏิบัติในการจัดการดินและปุ๋ยอย่างมี ประสิทธิภาพในการผลิตลำไยให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพ อดีตที่ผ่านมาการจัดการดินและปุ๋ยลำไยของเกษตรกร จะอาศัยข้อมูลจากประสบการณ์ที่เคยปฏิบัติกันมาเป็นหลัก หรือจากการ สอบถามจากสวนเพื่อนบ้านที่ต้นลำไยดูสมบูรณ์ดี ยิ่งไปกว่านั้นมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่มีการจัดการปุ๋ยลำไยตามความเชื่อ เช่นเชื่อว่าการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสสูงจะช่วยให้ต้นไม้ออกดอกได้ดี ในกรณีการจัดการธาตุอาหารที่ผ่านมาไม่เหมาะสมจะส่งผล ต่อสมดุลย์ของธาตุอาหารในดิน ซึ่งจะมีปัญหาต่อการจัดการธาตุอาหารและการผลิตลำไยในอนาคตได้ รวมทั้งในปัจจุบัน การผลิตต้องมีการแข่งขันมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านราคาและคุณภาพของผลผลิต ดังนั้นเพื่อให้มีการผลิตลำไยคุณภาพ และมีประสิทธิภาพถูกต้องและแม่นยำกว่าในอดีต การจัดการด้านดินและปุ๋ยลำไยในปัจจุบันเกษตรกรจะต้องใช้ข้อมูลจาก งานวิจัยมาปฏิบัติมากยิ่งขึ้น   ความอุดมสมบูรณ์ของดิน การปลูกพืชในดินดีหรือดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงย่อมให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดีกว่าที่ปลูกในดินเลวหรือดินที่มีความอุดม สมบูรณ์ต่ำ ซึ่งดินมีความอุดมสมบูรณ์สูงนั้นหมายถึงดินที่สามารถให้ธาตุอาหารที่จำเป็นแก่พืชได้อย่างครบทุก ธาตุอย่างเพียงพอซึ่งได้แก่ธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจนฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ธาตุอาหารรองได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียมและซัลเฟอร์ และจุลธาตุอาหาร เช่นเหล็ก ทองแดง สังกะสี แมงกานีส โบรอน โมลิบดีนัม คลอรีน เป็นต้น  ซึ่งนอกจากปริมาณธาตุอาหารในดินแล้วสมบัติด้านอื่นของดินก็มีความสำคัญ เช่น อินทรียวัตถุของดิน และลักษณะทางกายภาพ เช่นเนื้อดิน ซึ่งจะส่งผลถึงความแน่นทึบ ความอุ้มน้ำ และการระบายน้ำระบายอากาศของดินว่าดีหรือไม่ เป็นต้น ธาตุอาหารพืชที่ อยู่ในดินตามธรรมชาตินั้นมาจากส่วนประกอบของดิน มาจาก 2 แหล่งด้วยกัน คือ อินทรียวัตถุในดิน ซึ่งสลายตัวและปลดปล่อยธาตุอาหารต่างๆ ออกมา อนินทรียสารซึ่งผุพังมาจากหินและแร่ต่างๆ ส่วนนี้เป็นองค์ประกอบหลักของดินทั่วไป เมื่อแร่เหล่านี้สลายก็จะปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็นส่วนประกอบในแร่นั้นออกมา ดังนั้นความอุดมสมบูรณ์ของดินจึงขึ้นอยู่กับชนิดของหินแร่ที่เป็นต้นกำเนิดของดินนั้น ดินที่เป็นดินร่วนปนทรายหรือดินทราย จะมีปริมาณธาตุอาหารน้อยกว่าดินเหนียว เนื่องจากส่วนใหญ่เกิดมาจากหินและแร่ที่มีธาตุอาหารน้อยกว่านอกจากนี้ดินที่มีอินทรีย วัตถุสูง จะเป็นดินที่มีลักษณะทางกายภาพดี ให้ธาตุอาหารอย่างครบถ้วน และเพียงพอแก่การเจริญเติบโตของพืช ซึ่งธาตุอาหาร ที่มีอยู่ในดินตามธรรมชาติจะเริ่มลดน้อยลงเมื่อเรามีการนำผลผลิตลำไยออกไปนอกพื้นที่หรือจำหน่ายมากยิ่งขึ้น ส่งผลทำให้ ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง จะรู้ได้อย่างไรว่าดินเริ่มขาดธาตุอาหาร ภายหลังที่ได้มีการปลูกพืชไประยะหนึ่งดินจะเริ่มเสื่อมความอุดมสมบูรณ์ลงไป โดยที่ปริมาณธาตุอาหารในดินมีปริมาณน้อยลง หรือธาตุอาหารสูญเสียไปจากดินนั้น มีหลายประการเช่นสูญเสียเนื่องจากการติดไปกับผลผลิตที่เรานำเอาออกไปจากพื้นท ี่เพื่อจำหน่าย สูญเสียไปกับน้ำที่ไหลบ่าไปตามผิวดิน หรือซึมลงใต้ดินลึก ซึ่งเกิดจากฝนตกหรือการให้น้ำแบบท่วมแปลงที่เกษตรกร ส่วนใหญ่ปฏิบัติ สูญเสียจากการที่น้ำชะพาเอาหน้าดินออกไปดินรวมทั้งปัจจัยต่างๆที่อาจชักนำให้ดินธาตุธาตุอาหารดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 สภาพของดินชักนำการขาดแร่ธาตุอาหารสำหรับพืช แร่ธาตุอาหาร ปัจจัยที่ชักนำการขาดแร่ธาตุอาหารที่มี N ฝนตกหนักชะล้างอย่างมาก ส่วนประกอบที่มีอินทรียวัตถุในดินต่ำ การเผา เศษพืช P ความเป็นกรด การชะล้าง และดินหินปูน การให้ปูนอัตราสูง K ดินทราย การชะล้าง และการพังทลายของดิน การให้ปูนสูง ระบบการปลูกพืช Ca ความเป็นกรด ความเป็นด่าง Mg คล้ายกับแคลเซียม S ส่วนประกอบของอินทรียวัตถุในดินต่ำ ใช้ปุ๋ยเคมี N และ P ที่ไม่มีกำมะถัน การเผาเศษพืช Fe ดินหินปูน ดินที่มีแร่ธาตุสูงใน P, Mn, Cu หรือ Zn; อัตราการให้ปูนสูง Zn ดินกรดที่มีการชะล้างสูง ดินปูน ระดับแร่ธาตุ Ca, Mg และ P ในดินสูง Mn ดินร่วนจากหินปูนและดินเหนียว ดินปูน B ดินทราย ดินที่ชะล้างกรดตามธรรมชาติ ดินด่างที่มีหินปูนปะปน Mo ดินด่าง ดินปูนที่ระบายน้ำดี   ดังนั้นหากเราต้องการให้ผลผลิตดีอย่างต่อเนื่องจะเพิ่มเติมธาตุอาหารลงไปให้กับลำไยอย่างน้อยต้องเท่ากับปริมาณ ที่เราเอาผลผลิตออกไปนอกพื้นที่หรือที่สูญเสียไป แต่ถ้าหากปริมาณธาตุอาหารไม่เพียงพอนั้น ลำไยก็จะเริ่มแสดง อาการขาดธาตุอาหารออกมา ดังนั้นเราควรต้องมีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพื่อจะทำให้ทราบว่าดินนั้นมีความอุดมสมบูรณ์เพียงใด  มีปริมาณธาตุอาหารอยู่เท่าใด อาจจะกระทำโดย  1) การสังเกตอาการของพืช  2) การวิเคราะห์ดิน  3) การวิเคราะห์พืช ตอนต่อไปจะกล่าวถึงการสังเกตอาการของพืชและการวิเคราะห์ดิน

Continue reading

การจัดการธาตุอาหารสำหรับทุเรียน ตอนที่ 4 การเก็บตัวอย่างดินในสวนไม้ผลเพื่อการวิเคราะห์

ตอนที่ 4 การเก็บตัวอย่างดินในสวนไม้ผลเพื่อการวิเคราะห์   รองศาสตราจารย์ ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเทคโนโลยีการเกษตร  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520   ความสำคัญของการเก็บตัวอย่างดินเพื่อการวิเคราะห์ สิ่งสำคัญที่สุดที่เกษตรกรหรือผู้ส่งตัวอย่างดินจะต้องปฏิบัติและทำความเข้าใจให้ดีคือ ขั้นตอนและวิธีการเก็บตัวอย่างดิน เพื่อส่งไปวิเคราะห์ เพราะไม่ว่าวิธีวิเคราะห์นั้นจะดีอย่างไรก็ตาม หรือ หมอดินมีความสามารถในการวินิจฉัยหรือแปลความหมายของผลการวิเคราะห์ได้ดีอย่างไรก็ตาม ถ้าตัวอย่างดินที่เก็บมาไม่ดี ไม่สามารถเป็นตัวแทนของพื้นที่นั้นๆ ค่าที่วิเคราะห์ได้ก็หมดความหมาย จะขอยกตัวอย่างเทียบเคียงกันในเรื่องการเก็บตัวอย่างดิน กับการไปตรวจร่างกายของคนเรา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า หากต้องการตรวจเลือดเพื่อหาปริมาณน้ำตาล(เบาหวาน)หรือ ไขมันในร่างกาย จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ไปตรวจร่างกายจะต้องอดอาหารตามที่แพทย์สั่ง หากผู้ไปตรวจร่างกายไม่อดอาหาร ผลตรวจที่ออกมาจะไม่เกิดประโยชน์ การเก็บตัวอย่างดินหรือพืชเพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ก็เช่นกัน จำเป็นที่จะต้องทำตามคำแนะนำที่ให้ไว้ จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากดินในบริเวณใดบริเวณหนึ่งจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างพอสมควร ถึงแม้ว่าเมื่อเรามองดูด้วยตาในสภาพรวมๆ แล้ว จะเห็นว่าดินมีลักษณะเหมือนกันก็ตาม สังเกตได้ง่ายๆ จากการปลูกพืช จะเห็นว่า ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ใส่ปุ๋ยต่างๆ เหมือนกัน แต่พืชเจริญเติบโตแตกต่างกัน ดังนั้น ในการเก็บตัวอย่างดิน จะต้องระลึกเสมอว่า ถ้าเราเก็บตัวอย่างดินจากบริเวณที่พืชเจริญเติบโตดี เอามารวมกับบริเวณที่พืชเจริญเติบโตไม่ดี ค่าวิเคราะห์ดินที่ได้จะเป็นค่าเฉลี่ยของ 2 บริเวณนั้น ซึ่งอาจทำให้การแปลความหมายของค่าวิเคราะห์ผิดไปได้ ในกรณีนี้จะต้องแบ่ง การเก็บตัวอย่างดินออกเป็น 2 ตัวอย่าง และทำเครื่องหมายหรือหมายเลขของแต่ละบริเวณให้ชัดเจน หลังจากที่แยกดินออกเป็นแปลงที่แตกต่างกันแล้ว การเก็บตัวอย่างดินภายในแปลงเดียวกัน ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวังเช่นกัน เนื่องจากดินที่อยู่ในบริเวณเดียวกันและพืชเติบโตได้ใกล้เคียงกัน ก็จะมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย จึงไม่ควรเก็บตัวอย่างดินเพียง 1 - 2 จุด เพราะถ้าดินที่เราเก็บเป็นดินที่ธาตุอาหารสูงหรือต่ำกว่าบริเวณอื่นภายในแปลงเดียวกันก็จะทำให้เกิดความผิดพลาดในการแปลผลค่าวิเคราะห์ ดังนั้น จึงแนะนำให้เก็บตัวอย่างดินจากหลาย ๆ จุดเช่น 15-20 จุด ต่อ 1 แปลงที่ต้องการเก็บตัวอย่าง (พื้นที่ประมาณ 20-40 ไร่) ทั้งนี้เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดจากการที่ดินมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง   การเก็บดินในสวนไม้ผล 1. เลือกต้นพืชที่มีการเจริญเติบโตใกล้เคียงกัน 15-20 ต้น 2. เลือกพื้นที่บริเวณชายพุ่ม 2-4 จุดต่อต้น 3. กวาดเศษพืช ปุ๋ย ปูน ออกจากบริเวณนั้น 4. ใช้แท่งเจาะดิน เจาะลงไปตรงๆ จนถึงความลึก 20 ซม. 5. ค่อย ๆ หมุนแท่งเจาะดินขึ้นมา ระวังอย่าให้ดินร่วง ! 6. นำดินจาก 15-20 ต้นมารวมกันเป็น 1 ตัวอย่าง 7. คลุกเคล้าดินให้ดี แบ่งดินมา ครึ่ง กก.ใส่ในถุงพลาสติก  8. เขียน ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขแปลงที่เก็บให้ชัดเจน 9. กรอกข้อมูล เช่น พืชที่ปลูก การใส่ปุ๋ย ปูน ฯให้ชัดเจน สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งในการเก็บตัวอย่างดิน คือ จะต้องเก็บตัวอย่างให้ได้ดินในปริมาตรเท่าๆ กันตลอดความลึกของชั้นที่เก็บตัวอย่าง เพราะดินที่อยู่ด้านบนมักจะมีธาตุอาหารและอินทรียวัตถุมากกว่าดินที่อยู่ตอนล่าง ถ้าเราเก็บดินที่อยู่ด้านบนมากและด้านล่างน้อยก็จะได้ธาตุอาหารมากกว่า ดินที่เก็บด้านบนน้อยและด้านล่างมาก การเก็บตัวอย่างดินจึงให้แนะนำให้แซะดินขนานไปตามความลึกของดิน ถ้าจะให้ดีและสะดวกควรใช้อุปกรณ์เก็บตัวอย่างดิน เพราะจะเก็บตัวอย่างได้ดินได้ปริมาตรเท่าๆ กันตลอดความลึกของดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บตัวอย่างดินในสวนไม้ผล การใช้อุปกรณ์เก็บตัวอย่างดิน จะทำให้รากถูกรบกวนน้อยลง ขั้นตอนการเก็บตัวอย่างดินในสวนไม้ผลเพื่อการวิเคราะห์ เลือกต้นพืชที่มีการเจริญเติบโตใกล้เคียงกัน และเป็นตัวแทนที่ดีของสวนจำนวน 15-20 ต้น (ถ้าต้นไม้ในสวนส่วนมากมีความสมบูรณ์ปานกลาง ก็เลือกต้นที่สมบูรณ์ปานกลางเป็นตัวแทนของสวน) เลือกพื้นที่บริเวณขอบทรงพุ่ม 2-4 จุดต่อต้น กวาดเศษพืช ปุ๋ย ปูน หรือใบไม้ออกจากบริเวณที่จะเจาะตัวอย่างดิน ใช้อุปกรณ์เจาะดินหรือแท่งเจาะดิน เจาะลงไปตรง ๆ จนถึงความลึก 20 ซม. ค่อย ๆ หมุนแท่งเจาะดินขึ้นมา ระวังอย่าให้ดินหกจากแท่งเจาะ ! เจาะดินจากต้นพืชจำนวน 15-20 ต้น แล้วนำดินจากทุกต้นมารวมกันเป็น 1 ตัวอย่าง คลุกเคล้าดินให้ดี แบ่งตัวอย่างดินมาครึ่งกิโลกรัม ผึ่งลมให้แห้งในที่ร่ม แล้วใส่ในถุงพลาสติก เขียนชื่อเจ้าของ วันเดือนปีที่เก็บตัวอย่าง ถ้ามีหลายตัวอย่าง ให้เขียนหมายเลขให้ชัดเจน กรอกข้อมูลให้ชัดเจน แล้วนำส่งวิเคราะห์       ภาพที่ 1 อุปกรณ์สำหรับเจาะดิน   ภาพที่ 2 -3 การเจาะเก็บตัวอย่างดิน

Continue reading

การจัดการธาตุอาหารสำหรับทุเรียน ตอนที่ 3 การเก็บตัวอย่างใบทุเรียนเพื่อการวิเคราะห์

ตอนที่ 3 การเก็บตัวอย่างใบทุเรียนเพื่อการวิเคราะห์   รองศาสตราจารย์ ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเทคโนโลยีการเกษตร  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520 วิธีการเก็บตัวอย่างพืชและค่ามาตรฐานธาตุอาหาร การเก็บตัวอย่างพืชโดยเฉพาะไม้ผลเพื่อการวิเคราะห์จะต้องมีความจำเพาะเจาะจงกว่าการเก็บตัวอย่างดิน เพราะใบพืชมีหลายรุ่น แต่ละรุ่นอายุไม่เท่ากัน ผลที่ได้จากการวิเคราะห์พืชจะเกิดประโยชน์ได้ต้องนำไปเทียบกับค่ามาตรฐานหรือเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แต่เกณฑ์ในพืชจะมีความจำเพาะเจาะจงมากกว่าเกณฑ์ของดินคือไม่อาจใช้กับพืชชนิดอื่นได้ ดังรายละเอียดที่จะกล่าวถึงต่อไป 1 วิธีเก็บตัวอย่างมาตรฐาน : จะบ่งบอกให้ชาวสวนรู้ว่า จะต้องเก็บใบไหน ตรงส่วนไหนของทรงพุ่ม และเก็บตอนไหนของปี หรือเก็บเมื่อใบมีอายุเท่าไหร่ เช่น ในทุเรียน ให้เก็บใบที่อยู่ตรงกลางของช่อใบที่แตกออกมารุ่นแรกหลังเก็บเกี่ยวผล เมื่อใบมีอายุประมาณ 5-7 เดือน ซึ่งปกติจะอยู่ประมาณเดือน ตุลาคม - ธันวาคมของทุกปี (ทุเรียนแตกใบอ่อนรุ่นแรกประมาณ พฤษภาคม - มิถุนายน) เหตุที่ต้องเก็บตัวอย่างใบตามคำแนะนำที่ให้ เพราะไม้ยืนต้นมักมีใบหลายรุ่น บางใบมีอายุมากอยู่บนต้นมาแล้วหลายปี บางใบเพิ่งแตกออกมา ใบเหล่านี้มีธาตุอาหารไม่เท่ากัน เพื่อให้สามารถนำค่าวิเคราะห์มาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ชาวสวนจะต้องเก็บตัวอย่างตามคำแนะนำ เพื่อจะได้นำค่าวิเคราะห์ที่ได้มาเปรียบกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ วิธีการเก็บตัวอย่างจะแตกต่างกันไปในแต่ละพืช ชาวสวนจำเป็นต้องศึกษาวิธีการของแต่ละพืชให้ดีก่อนเก็บตัวอย่าง 2 ค่ามาตรฐานธาตุอาหาร : เช่นเดียวกับตัวอย่างดิน คือ ค่าวิเคราะห์พืชที่ได้จะต้องนำมาเทียบกับค่ามาตรฐานหรือเกณฑ์ที่สร้างเอาไว้ แต่ในพืชจะมีค่ามาตรฐานที่เฉพาะเจาะจงกว่าในดินมาก และไม่อาจอนุโลมให้ใช้เกณฑ์ที่มีอยู่อย่างกว้างๆ กล่าวคือ ค่ามาตรฐานสำหรับทุเรียน ก็จะต้องใช้กับทุเรียนเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้กับมังคุด หรือ ส้มได้ แต่อนุโลมให้ใช้กับในพืชคนละพันธุ์ได้ เช่น ค่ามาตรฐานสำหรับทุเรียนพันธุ์หมอนทอง อาจนำไปใช้กับพันธุ์ชะนี และกระดุม ได้ หรือส้มเขียวหวานกับส้มเช้ง ก็ใช้ด้วยกันได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะพืชแต่ละชนิดมีปริมาณธาตุอาหารที่แตกต่างกันมาก เช่น ทุเรียนต้องการโพแทสเซียมสูง ในขณะที่ส้มต้องการแคลเซียมสูงมาก เป็นต้น การสร้างค่ามาตรฐานสำหรับพืชแต่ละชนิด โดยเฉพาะถ้ายังไม่มีการศึกษามาก่อน เช่น ทุเรียน หรือ มังคุดจะต้องใช้เวลาค่อนข้างนานจึงจะได้ค่ามาตรฐาน ในขณะนี้ มีเพียงทุเรียน พืชเดียวเท่านั้นที่มีค่ามาตรฐานสำหรับใช้เป็นแนวทางในการใส่ปุ๋ย (สร้างค่ามาตรฐานโดยทีมงาน รศ.ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม) สำหรับพืชอื่น เช่น ส้มลิ้นจี่ และมะม่วง ในต่างประเทศได้มีการสร้างค่ามาตรฐาน สำหรับพืชเหล่านี้เอาไว้แล้ว และสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการใส่ปุ๋ยได้ จนกว่าจะมีการปรับปรุงค่ามาตรฐานให้เหมาะสมกับสายพันธุ์พืชของไทย การเก็บตัวอย่างใบทุเรียนเพื่อการวิเคราะห์ผลมีดังนี้ เลือกต้นทุเรียนที่มีขนาดและอายุใกล้เคียงกัน 15 - 20 ต้น (ควรเป็นต้นเดียวกับที่เก็บตัวอย่างดิน) เก็บตัวอย่างใบทุเรียนที่อยู่ตรงกลางกิ่งของใบที่แตกออกมารุ่นแรกหลังการเก็บเกี่ยว หรือรุ่นที่มีการแตกใบอ่อนมากที่สุด (ในทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ใบที่อยู่ตรงกลางมักจะเป็นใบที่ 2 หรือ 3) เก็บตัวอย่างใบเมื่อใบทุเรียนชุดนั้นมีอายุประมาณ 5-7 เดือน สำหรับภาคตะวันออกจะอยู่ระหว่างเดือนตุลาคม - ธันวาคม (วิธีสังเกต : ใบที่มีอายุประมาณ 5-7 เดือนจะดูเก่ากว่ารุ่นที่แตกออกมาทีหลัง) เก็บตัวอย่างต้นละ 4 ใบ จากทุกทิศรอบทรงพุ่ม นำใบจากทุเรียนทุกต้นมารวมกันเป็น 1 ตัวอย่าง ใส่ใบทั้งหมดลงในถุงพลาสติก นำถุงนี้ไปใส่ในกระติกน้ำแข็งที่มีน้ำแข็งอยู่ข้างล่าง อย่าให้น้ำเข้าไปในถุง และอย่าเอาน้ำแข็งทับบนถุงที่ใส่ใบ เพราะจะทำให้ใบช้ำ นำตัวอย่างใบส่งศูนย์พืชสวนจันทบุรี หรือหน่วยงานที่รับวิเคราะห์ภายในวันเดียวกัน กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน สนใจส่งตัวอย่างวิเคราะห์ ติดต่อ คุณพิมล เกษสยม ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี โทร 039-397-030 หรือ ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โทร 02-326-6137 หรือ 02-327-2966   ภาพที่ 1 วิธีเก็บตัวอย่างใบทุเรียน   ภาพที่ 2 ตัวอย่างใบทั้งหมดลงในถุงพลาสติกก่อนนำถุงนี้ไปใส่ในกระติกน้ำแข็งที่มีน้ำแข็งอ ยู่ข้างล่าง แล้วนำตัวอย่างใบส่งไปหน่วยงานที่รับวิเคราะห์ภายในวันเดียวกัน   ควรตรวจวิเคราะห์พืชบ่อยแค่ไหน การตรวจวิเคราะห์พืช สำหรับสวนผลไม้ ควรทำอย่างต่อเนื่องทุกปีๆ ละครั้ง เพื่อจะได้ทราบว่า ธาตุอาหาร ในพืชเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ควรปรับปรุงแก้ไขอะไรอีกหรือไม่ เพราะการใส่ปุ๋ยชนิดหนึ่ง อาจมีผลกระทบต่อ ธาตุอาหารชนิดอื่นด้วย หากสามารถปฏิบัติได้ดังนี้ จะทำให้การเจริญเติบโตของต้นไม้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

Continue reading

การจัดการธาตุอาหารสำหรับทุเรียน ตอนที่ 2 การจัดการธาตุอาหารต่าง ๆ สำหรับทุเรียน

ตอนที่ 2 การจัดการธาตุอาหารต่าง ๆ สำหรับทุเรียน รองศาสตราจารย์ ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเทคโนโลยีการเกษตร  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520 ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืชที่มาจากดินมี 13 ธาตุ พืชจะขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ดินส่วนใหญ่จะมีธาตุอาหารที่พืชต้องการอยู่ พืชจึงไม่ค่อยขาดธาตุเหล่านี้ทุกธาตุ แต่จะขาดเพียงบางธาตุเท่านั้น จากการวิจัยที่ผ่านมาพบว่า ในภาคตะวันออกของไทย ได้แก่ จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งมีการปลูกไม้ผลกันมากนั้น ธาตุที่มักจะพบว่าขาดได้แก่ ไนโตรเจน โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส และสังกะสี โดยสังกะสีจะพบอาการขาดมากที่สุด สำหรับธาตุฟอสฟอรัสนั้น สวนส่วนมากมักจะใส่ปุ๋ยชนิดนี้มากเกินกว่าความต้องการของพืช อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า สวนทั้งหมดจะขาดธาตุที่กล่าวมาข้างต้นทุกธาตุ เพราะดินแต่ละบริเวณมีปริมาณธาตุอาหารที่พืชจะดูดไปใช้ได้ไม่เท่ากัน และแต่ละสวนก็มีประวัติการใส่ปุ๋ย และการจัดการต่าง ๆ เช่น การใส่ปูน การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก การปล่อยให้มีหญ้าขึ้นในสวน ในปริมาณที่แตกต่างกัน จึงทำให้แต่ละสวนมีความต้องการปุ๋ยในปริมาณที่แตกต่างกันด้วย เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับธาตุ ที่มีปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น จะได้กล่าวถึงรายละเอียดของแต่ละธาตุในตอนต่อไป 1 ไนโตรเจน (N) เป็นธาตุที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของพืช ในไม้ผลไนโตรเจนมีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโต การออกดอก การติดผล การเจริญเติบโตของผล และคุณภาพของผล ไนโตรเจนเป็นธาตุที่เปลี่ยนรูปและสูญเสียไปจากดินได้ง่าย ดินส่วนใหญ่มักมีไนโตรเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช การใส่ปุ๋ยไนโตรเจน(อาจในรูปปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยอินทรีย์) จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้พืชได้รับไนโตรเจนอย่างเพียงพอ จากการศึกษาไม้ผลในเขตหนาวพบว่า ถ้าปัจจัยอื่น ๆ ไม่เป็นตัวจำกัดการเจริญเติบโต การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่ถ้าพืชขาดไนโตรเจนจะทำให้พัฒนาการของดอก และการติดผลเกิดได้ไม่ดี อย่างไรก็ตาม ถ้ามีไนโตรเจนมากเกินไป ก็จะทำให้มีการเจริญเติบโตทางใบและกิ่งก้านมากเกินไป มีผลทำให้พืชออกดอกช้า ในบางพืชก็จะพบการติดผลที่มากเกินไป ทำให้เสียแรงงานในการตัดแต่งผล หรือได้ผลที่มีขนาดเล็กจำนวนมาก ปุ๋ยไนโตรเจนมีผลต่อคุณภาพของผลด้วยเช่นกัน โดยทั่วไปแล้ว ขนาดของผลมักจะใหญ่ขึ้นถ้ามีไนโตรเจนมากขึ้น ในแอปเปิ้ลและส้มการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนที่มากเกินไปจะทำให้ผลมีสีเขียว การเปลี่ยนสีผลจากสีเขียวไปเป็นสีแดงหรือสีส้มเกิดหรือไม่สม่ำเสมอ ผลแอปเปิ้ลที่ได้รับไนโตรเจนมากและแคลเซียมน้อยจะเกิดอาการเป็นจุดสีดำในเนื้อ (bitter pit) เก็บไว้ไม่ได้นาน ส่วนในมะม่วงเนื้อผลจะนิ่ม เกิดอาการช้ำได้ง่าย จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่า การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไป จะเกิดผลเสียต่อผลผลิตและคุณภาพของผลผลิตได้ ซึ่งผลการศึกษาเหล่านี้ยังไม่มีการศึกษาในทุเรียนหรือมังคุดอย่างจริงจัง จากประสบการณ์งานวิจัยในทุเรียนที่ผ่านมาพบว่า ชาวสวนส่วนใหญ่จะไม่นิยมใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราที่สูงเนื่องจากเกรงว่าทุเรียนจะไม่ออกดอกติดผล หรือออกดอกช้า แต่การใส่ปุ๋ยน้อยไนโตรเจนที่น้อยเกินไปก็มีผลต่อไม้ผลเช่นกัน เพราะจะทำให้พืชทรุดโทรม เนื่องจากขาดไนโตรเจนสำหรับการเจริญเติบโต ได้เคยมีการศึกษาในพืชที่ปลูกในออสเตรเลียและพบว่า ชาวสวนออสเตรเลียมีความเชื่อในเรื่องการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนว่าจะทำให้พืชแก่ช้าเช่นกัน แต่จากผลการวิจัยพบว่าถ้าไนโตรเจนไม่ได้สูงกว่าค่ามาตรฐานแล้ว การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนไม่มีผลต่อการออกดอกและไม่ทำให้ผลแก่ช้า แต่จะทำให้พืชไม่ทรุดโทรมหลังเก็บเกี่ยว การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเพื่อให้ได้ปริมาณที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ แต่ไนโตรเจนเป็นธาตุที่มีการเปลี่ยนรูปและสูญเสียไปจากดินได้ง่าย จึงไม่นิยมใช้ปริมาณไนโตรเจนในดินเป็นข้อชี้บ่งถึงความเพียงพอของไนโตรเจนในไม้ผล แต่นิยมใช้ปริมาณไนโตรเจนในใบหรือการวิเคราะห์ใบเป็นตัวบ่งชี้ถึงสถานะไนโตรเจนของไม้ผลแทน แล้วนำการวิเคราะห์พืชนั้นไปเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม การแปลผลค่าวิเคราะห์จะต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น เช่น สายพันธุ์ ต้นตอ อายุของพืช และ ความแข็งแรงสมบูรณ์ของต้นร่วมด้วย 2 ฟอสฟอรัส (P) พบในพืชประมาณ 0.1 - 0.4 % หรือน้อยกว่าไนโตรเจนประมาณ 10 เท่า ฟอสฟอรัสมีหน้าที่เกี่ยวกับการถ่ายเทพลังงาน ซึ่งเป็นขบวนการทางสรีรวิทยาที่สำคัญอย่างยิ่ง พลังงานที่ได้จากการสังเคราะห์แสงและเมตตาโบลิซึมของสารประกอบคาร์โบไฮเดรทจะถูกเก็บไว้ในรูปของสารประกอบฟอสเฟต (อะดิโนซีน ไตรฟอสเฟต, ATP) สำหรับใช้ในการเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ของพืช นอกจากนั้น ฟอสฟอรัสยังเป็นส่วนประกอบของ นิวคลีโอไทด์ และฟอสฟอไลปิดอีกด้วย ถึงแม้ว่าฟอสฟอรัสจะมีหน้าที่สำคัญในพืชก็ตาม แต่ปริมาณฟอสฟอรัสที่พืชต้องการไม่มากเหมือนไนโตรเจนและโพแทสเซียม นอกจากนั้น การดูดใช้ฟอสฟอรัสของพืชยังขึ้นกับระบบรากของพืช เพราะฟอสฟอรัสจัดเป็นธาตุที่ไม่เคลื่อนที่ในดิน ถ้าพืชมีระบบรากที่ดี และแผ่ขยายออกไปหาอาหารได้มาก พืชก็จะดูดใช้ฟอสฟอรัสได้มาก ในไม้ผลที่มีขนาดเล็ก หรือเมื่อย้ายปลูกใหม่ ๆ ระบบรากของพืชยังไม่แผ่ขยายมากนัก การใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสเป็นสิ่งจำเป็น แต่เมื่อพืชเจริญเติบโตดีแล้ว การปรับปรุงดินโดยการปรับค่า pH ให้เหมาะสมจะทำให้พืชสามารถดูดใช้ฟอสฟอรัสได้มากขึ้น และบ่อยครั้งอาจไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสแก่พืช วิธีการประเมินสถานะของฟอสฟอรัสที่ดีที่สุดสำหรับไม้ผล ได้แก่การวิเคราะห์พืช ถ้าพบว่าฟอสฟอรัสในใบต่ำ ควรพิจารณาว่า pH ของดินอยู่ในสภาพที่เหมาะสมที่ทำให้ฟอสฟอรัสเป็นประโยชน์หรือไม่ และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของรากหรือไม่ ในกรณีที่พืชมีฟอสฟอรัสสะสมในใบในปริมาณมาก ส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่พืชขาดจุลธาตุ ทำให้ใบมีขนาดเล็ก จึงเกิดการสะสมของฟอสฟอรัส ในการปลูกไม้ผลของไทย ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า การใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสจะช่วยให้พืชออกดอกและผลแก่เร็ว จึงมีการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสกันมาก ส่วนใหญ่จะมากกว่าความต้องการของพืช ประกอบกับการที่ฟอสฟอรัสสูญหายไปจากดินค่อนข้างยาก จึงพบว่ามีการสะสมฟอสฟอรัสในดินสูงเกินความต้องการของพืช ฟอสฟอรัสที่มากเกินไปในดินจะทำปฏิกริยากับจุลธาตุ โดยเฉพาะสังกะสี เหล็กและแมงกานีส ทำให้ทั้ง 3 ธาตุนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อพืช พืชจึงขาดธาตุเหล่านี้ได้ถึงแม้ว่าดินจะมีธาตุเหล่านี้ในปริมาณที่สูงก็ตาม จากผลการศึกษาที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีในปีที่ผ่านมาพบว่า ต้นทุเรียนที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสตลอดทั้งปี สามารถออกดอกและติดผลได้ดีเท่ากับต้นที่ได้ปุ๋ยฟอสฟอรัส ซึ่งแสดงว่า ถ้าดินและใบมีฟอสฟอรัสอย่างเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสให้กับพืชอีก การลดปุ๋ยฟอสฟอรัสลงจะทำให้เกษตรกรสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เพราะปุ๋ยฟอสฟอรัสมีราคาแพง นอกจากนั้น การจัดการธาตุฟอสฟอรัสที่เหมาะสม ยังทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีอีกด้วย เนื่องจากพืชจะได้รับจุลธาตุอย่างเพียงพอ 3 โพแทสเซียม (K) โพแทสเซียมเป็นธาตุที่จำเป็นมากสำหรับไม้ผลเขตร้อน เช่น ทุเรียน กล้วย น้อยหน่า หน้าที่ของโพแทสเซียมจำเป็นต่อการสังเคราะห์ โปรตีน และ คาร์โบไฮเดรท การทำงานของคลอโรฟิล และเอ็นไซด์หลายชนิด การเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาลในพืช ควบคุมการปิดเปิดของปากใบ สวนทุเรียนในภาคตะวันออก ส่วนมากจะพบว่ามีโพแทสเซียมต่ำ เนื่องจากดินเป็นกรดจัด มีเนื้อหยาบ มีฝนตกชุก ทำให้มีการชะล้างของโพแทสเซียมสูง จากการวิจัยในพืชตระกูลส้ม และในไม้ผลเขตหนาวอื่น ๆ พบว่าในไม้ผลพบว่า ขนาดของผล สีของผล และปริมาณกรดในผลจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณโพแทสเซียม พืชที่ขาดโพแทสเซียม มักมีขนาดผลเล็ก สีผิวไม่สวย และรสชาดไม่ดี เพราะขาดกรด โพแทสเซียมไม่มีผลโดยตรงต่อการติดผล แต่ปริมาณการติดผลโดยรวมอาจลดลงได้ เนื่องจากความแข็งแรงสมบูรณ์ของพืชลดลง เช่นเดียวกับไนโตรเจนและฟอสฟอรัส การวิเคราะห์พืชจะเป็นตัวชี้บ่งที่ดีของสถานะธาตุอาหารในพืช แต่การแปลผล การวิเคราะห์โพแทสเซียมต้องคำนึงอายุ และการติดผลของพืชด้วย พืชที่มีอายุน้อยและยังไม่ให้ผล จะมีความเข้มข้นของ โพแทสเซียมในใบสูงกว่า พืชที่อายุมากและให้ผลผลิตสูง เนื่องจากมีการเคลื่อนที่ของโพแทสเซียมจากใบไปยังผลมาก สำหรับการวิเคราะห์ดินจะช่วยบอกให้รู้ว่าดินมีปริมาณโพแทสเซียมเพียงพอสำหรับพืชดูดไปใช้ได้หรือไม่ ถ้าใบแสดงอาการขาดโพแทสเซียมให้เห็นเด่นชัด แสดงว่าระบบการทำงานภายในพืชเสียหาย ซึ่งจะมีผลเสียต่อพืชในระยะยาว และควรป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้ โดยการวิเคราะห์ใบและดินอย่างสม่ำเสมอ อาการขาดโพแทสเซียมในไม้ผล ขั้นแรกคือพืชจะชะงักการเจริญเติบโต อาการต่อไปคือ ใบแก่มีสีเหลืองซีด โดยเริ่มจากขอบใบ และปลายใบ ในพืชบางชนิดจะพบจุดสีน้ำตาลไหม้กระจายทั่วทั้งใบ หรือพบจุดสีแดงหรือเหลืองระหว่างเส้นใบในใบอ่อน ถ้าอาการรุนแรง ใบจะแห้งและร่วงก่อนกำหนดเวลา การมีโพแทสเซียมในดินหรือพืชมากเกินไป จะมีผลเสียต่อพืชเช่นกัน คือจะทำให้การดูดใช้ธาตุแมกนีเซียมและแคลเซียม ของพืชลดลง ในทุเรียนจะพบปัญหานี้มาก เพราะดินส่วนใหญ่มีแคลเซียมและแมกนีเซียมค่อนข้างต่ำ การใช้ปุ๋ยโพแทสเซียม ในปริมาณมาก จะทำให้ทุเรียนเกิดการขาดแมกนีเซียม โดยเฉพาะในทุเรียนพันธุ์ชะนีและกระดุม เมื่อมีการใส่โพแทสเซียม ในอัตราสูง จึงแนะนำให้ใส่ปุ๋ยที่มีแมกนีเซียมและแคลเซียมร่วมด้วย แคลเซียมมีหน้าที่เกี่ยวกับความแข็งแรงของเนื้อเยื่อและเซลพืช จำเป็นต่อการแบ่งเซลและการเจริญเติบโตของเซล และเป็นธาตุที่กระตุ้นให้เอ็นไซด์หลายชนิดทำงาน ในไม้ผลแคลเซียมจะช่วยยืดอายุการเก็บรักษาของ ผลไม้หลังการเก็บเกี่ยวให้ยาวนานขึ้น แมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการสังเคราะห์แสง นอกจากนั้นยังเป็นตัวกระตุ้นการทำงาน ของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสังเคราะห์แสง และมีส่วนช่วยในการเคลื่อนย้ายน้ำตาลภายในพืช ในดินที่มี pH ต่ำหรือเป็นกรดและมีเนื้อดินหยาบ เช่นที่พบในภาคตะวันออกของไทย มักมีปริมาณแคลเซียมและแมกนีเซียม ในระดับต่ำ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับ pH ของดินให้สูงขึ้น ในการปรับ pH ของดินที่ใช้ปลูกทุเรียน และมังคุด ควรปรับ pH ให้อยู่ในระดับปริมาณ 5.5 และไม่จำเป็นจะต้องปรับให้ค่า pH เท่ากับ 7 หรือเป็นกลาง เพราะเมื่อดินมีแมกนีเซียม และแคลเซียมมากเกินไป พืชจะมีปัญหาในการดูดใช้โพแทสเซียม ดินที่มีการใส่ปูนเพื่อปรับ pH มักจะมีแคลเซียม และแมกนีเซียมในปริมาณที่เพียงพอสำหรับพืช ในดินที่มีปริมาณแมกนีเซียมต่ำ ควรใช้ปูนโดโลไมท์ในการปรับ pH ส่วนดินที่มี แมกนีเซียมเพียงพอแล้ว ควรใช้ปูนมาร์ลแทน เพราะดินที่มีแมกนีเซียมสูงเกินไป ทุเรียนจะดูดใช้โพแทสเซียมและแคลเซียมได้ไม่ดี การวิเคราะห์ดินจะช่วยให้สามารถเลือกใช้ปูนได้อย่างถูกต้อง ความสัมพันธ์ระหว่างโพแทสเซียม แคลเซียมและแมกนีเซียมเป็นเรื่องค่อนข้างซับซ้อน และอาจเกิดผลเสียได้ถ้าให้ธาตุอาหาร ตัวใดตัวหนึ่งในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ซึ่งการวิเคราะห์ดินร่วมกับการวิเคราะห์จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ 4 จุลธาตุ ถึงแม้ว่าพืชจะต้องการจุลธาตุในปริมาณน้อย แต่พืชจะขาดจุลธาตุไม่ได้ จุลธาตุทั้งหมดมี 7 ธาตุ คือ เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) สังกะสี (Zn) ทองแดง (Cu) โบรอน (B) โมลิบดินัม (Mo) และ คลอรีน (Cl) ปริมาณจุลธาตุในพืชจะค่อนข้างต่ำ นิยมบอกเป็น "ส่วนในล้านส่วน" (ppm) ในพืชบางชนิด ความเข้มข้นที่อยู่ระหว่างการขาดและความเป็นพิษของจุลธาตุ ค่อนข้างแคบ การใช้จุลธาตุจึงต้องทำด้วยความระมัดระวัง จุลธาตุที่พบว่ามีปัญหามากในภาคตะวันออกได้แก่ เหล็ก แมงกานีส และสังกะสี ดังนั้น จึงจะกล่าวถึงเฉพาะ 3 ธาตุนี้ ความเป็นประโยชน์ของจุลธาตุ โดยเฉพาะเหล็ก แมงกานีสและสังกะสี จะเปลี่ยนไปตามค่าความเป็นกรดและด่างของดิน (pH) หรือความเข้มข้นของธาตุอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งฟอสฟอรัส ดินที่มีการสะสมของฟอสฟอรัสมาก จะทำให้ขาดธาตุทั้ง 3 นี้ได้ง่าย เพราะจุลธาตุทั้ง 3 นี้จะทำปฏิกริยากับฟอสฟอรัส และตกตะกอน ทำให้พืชไม่สามารถดูดจุลธาตุเหล่านี้ไปใช้ได้ พืชจึงแสดงอาการขาดจุลธาตุออกมา การให้ปุ๋ยจุลธาตุทางดินในสภาพนี้มักไม่ให้ผล เพราะจุลธาตุที่ใส่จะไปตกตะกอน กับฟอสฟอรัส วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ต้องลดการใช้ฟอสฟอรัสลง ในดินที่มีฟอสฟอรัสสะสมในปริมาณสูง อาจต้องใช้เวลาในการรอคอยหลายปีกว่าปริมาณฟอสฟอรัสที่สะสมอยู่ในดินจะลดลง ในระหว่างจุลธาตุด้วยกันเองก็มี การแข่งขันเช่นกัน ในดินที่มีเหล็กสูงมาก หรือมีการให้ปุ๋ยเหล็กมาก อาจทำให้พืชขาดแมงกานีสได้ ในทำนองเดียวกัน ดินที่มีแมงกานีสมาก อาจเกิดการขาดเหล็กได้เช่นกัน การใช้ปุ๋ยจุลธาตุจึงต้องทำด้วยความระมัดระวัง   5 อาการขาดจุลธาตุ อาการขาดเหล็ก แมงกานีสและสังกะสีเกิดที่ใบอ่อน เนื่องจากธาตุทั้ง 3 นี้จัดว่าไม่เคลื่อนที่ในพืช อาการทั่วไปจะพบใบมีสีเหลืองซีด แต่เส้นใบยังเขียวอยู่ (intervein chlorosis) บางครั้งไม่สามารถแยกออกได้ระหว่างการขาดเหล็กและแมงกานีส และต้องใช้ การวิเคราะห์พืชช่วยแต่การวิเคราะห์ธาตุเหล่านี้ในพืชก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะเกิดการปนเปื้อนจากการใช้ปุ๋ย หรือยาปราบศัตรูพืชได้ง่าย ในบรรดาจุลธาตุด้วยกัน การขาดสังกะสีพบมากที่สุดในไม้ผล โดยในทุเรียนและมังคุดจะพบการขาดสังกะสีมากที่สุดเช่นกัน โดยจะพบการขาดในแทบทุกสวน มากน้อยแตกต่างกันไป ในทุเรียน อาการขาดสังกะสีที่พบคือ ใบมีขนาดเล็กกว่าปกติมาก สีเขียวอ่อนหรือมีจุดสีเหลืองบนพื้นสีเขียวอ่อน ขอบใบหยัก ในมังคุดจะพบใบเรียวเล็กกว่าใบปกติมาก ใบหนาและแข็งกระด้าง เป็นรอนหรือคลื่น ไม่เรียบ พื้นที่ระหว่างเส้นใบมีสีเขียวอ่อนหรือเหลือง 6. แนวทางการจัดการธาตุอาหาร จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่า การจัดการธาตุอาหารให้เหมาะสมกับไม้ผลเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยุ่งยากและสลับซับซ้อน การจัดการธาตุอาหารไม่ดี นอกจากจะสูญเสียเงินในการซื้อปุ๋ย (ซึ่งต้องสั่งมาจากต่างประเทศแล้ว) ยังมีผลเสียในระยะยาวต่อพืชด้วย วิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการใช้ค่าวิเคราะห์ดินและพืชมาช่วยในการวางแผนการจัดการธาตุอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ

Continue reading

การจัดการธาตุอาหารสำหรับทุเรียน ตอนที่ 1 ความสำคัญ ค่ามาตรฐานหรือความเข้มข้นของธาตุอาหารที่ เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช

ตอนที่ 1 ความสำคัญ ค่ามาตรฐานหรือความเข้มข้นของธาตุอาหารที่ เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช   รองศาสตราจารย์ ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเทคโนโลยีการเกษตร  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520   1.คำนำ ธาตุอาหารเป็นปัจจัยการผลิตที่มีผลโดยตรงกับผลผลิตและคุณภาพของผลผลิต หากจะมองในอีกแง่หนึ่งอาจกล่าวได้ว่า ธาตุอาหารมีผลโดยตรงต่อรายได้หรือกำไรก็ได้เช่นกัน เพราะธาตุอาหารเป็นตัวควบคุมผลผลิตและคุณภาพของผลผลิตดัง ภาพที่ 1 ซึ่งทั้งผลผลิต (อาจเป็นกิโลกรัม/ต้น หรือต่อไร่) และคุณภาพผลผลิต (ขนาดของผล สีของผล รสชาด ฯ) ล้วนถูกควบคุมโดยธาตุอาหารทั้งสิ้น การจัดการให้สวนไม้ผลให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีนั้น เกษตรจะต้องมีความเข้าใจและสามารถจัดการเกี่ยวกับธาตุอาหารให้กับพืชได้อย่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป และต้องมีความสมดุลย์ระหว่างธาตุอาหารแต่ละชนิด ตามความต้องการของไม้ผลนั้น อย่างไรก็ตาม การให้ปุ๋ยแก่ไม้ผลในปริมาณที่เหมาะสมและสมดุลย์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน เพราะธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชมีมากถึง 16 ธาตุ ทั้ง 16 ธาตุนี้พืชจะขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไม่ได้   2. ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ธาตุอาหารที่จัดว่าจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต (essential elements) มีทั้งหมด 16 ธาตุ แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่ได้มาจากน้ำและอากาศ ได้แก่ คาร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) 2. กลุ่มที่ได้มาจากดิน หรือวัสดุปลูก ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) กำมะถัน (S) เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) สังกะสี (Zn) ทองแดง (Cu) โบรอน (B) โมลิบดินัม (Mo) และ คลอรีน (Cl) 3. ทำไมจึงจัดว่าธาตุใดเป็นธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืช ? หลักการที่จัดว่าธาตุอาหารใดเป็นธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชมีดังนี้ 1. ถ้าพืชไม่ได้รับธาตุอาหารนั้น พืชจะไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นไปตามปกติจนครบวงจรชีวิต (life cycle) ของพืชได้ 2. เมื่อพืชได้รับธาตุอาหารนั้นไม่เพียงพอ พืชจะแสดงอาการผิดปกติออกมาให้เห็น และเป็นอาการเฉพาะสำหรับธาตุนั้นๆ 3. พืชจะต้องนำธาตุอาหารนั้นไปใช้กับกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเจริญเติบโต 4. การจำแนกธาตุอาหารตามปริมาณของธาตุที่พืชต้องการ เราสามารถจำแนกธาตุอาหารกลุ่มที่ได้รับจากดินออกเป็น 2 กลุ่มตามปริมาณความต้องการดังนี้ 4.1 ธาตุที่ต้องการในปริมาณมาก หรือ มหธาตุ (Macronutrient elemnts) : ได้แก่ ไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (P), โพแทสเซียม (K), แคลเซียม (Ca), แมกนีเซียม (Mg) และ กำมะถัน (S) เป็นกลุ่มของธาตุอาหารที่ต้องการในปริมาณมาก ในจำนวนทั้ง 6 ธาตุนี้ ธาตุที่มักขาดได้แก่ ธาตุไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม จึงนิยมเรียกกันว่า ธาตุอาหารหลัก หรือ ธาตุปุ๋ย ส่วนธาตุแคลเซียม, แมกนีเซียม และกำมะถัน ถึงแม้จะต้องการในปริมาณมากเช่นกัน แต่เดิมมักไม่ขาด หรือไม่พบอาการขาดที่รุนแรง จึงเรียกกันว่า ธาตุอาหารรอง ทั้งๆ ที่ความสำคัญของธาตุเหล่านี้ไม่ได้เป็นรองธาตุไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ ปัญหาการขาดธาตุแคลเซียม แมกนีเซียมมีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เนื่องจากมีการใช้ปุ๋ยต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้ดินเป็นกรด จึงพบการขาดธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน 4.2 ธาตุที่ต้องการในปริมาณน้อยหรือจุลธาตุ (Micronutrient elements) : มีทั้งหมด 7 ธาตุ ได้แก่ เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) สังกะสี (Zn) ทองแดง (Cu) โบรอน (B) โมลิบดินัม (Mo) และ คลอรีน (Cl) บางครั้งเรียกว่า ธาตุอาหารเสริม ่ในความเป็นจริงแล้ว ถึงแม้พืชจะต้องการธาตุเหล่านี้ในปริมาณน้อย แต่พืชขาดธาตุเหล่านี้ไม่ได้ การเรียกธาตุเหล่านี้ว่าธาตุอาหารเสริม จึงไม่ค่อยถูกต้องนัก เพราะอาจเกิดความเข้าใจผิดว่าไม่จำเป็นต้องให้แก่พืชก็ได้ 5. ความเข้มข้นของธาตุอาหารในพืช ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ธาตุอาหารที่พืชต้องการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ มหธาตุ และจุลธาตุ โดยทั่วไปแล้ว ธาตุที่เป็นมหธาตุจะมีความเข้มข้นของธาตุอาหารมากกว่า 0.01% ของน้ำหนักแห้ง ส่วนจุลธาตุ จะมีความเข้มข้นในพืชตั้งแต่ 1-1,000 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ถึงแม้พืชจะต้องการธาตุทั้ง 2 กลุ่มนี้ในปริมาณที่แตกต่างกันค่อนข้างมากก็ตาม แต่ธาตุทั้ง 2 กลุ่มนี้ มีความสำคัญเหมือนกัน และพืชจะขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไม่ได้ ธาตุอาหารแต่ละชนิด จะมีปริมาณหรือความเข้มข้นในพืชแตกต่างกัน นอกจากนั้น พืชแต่ละชนิดยังมีความเข้มข้นหรือปริมาณธาตุอาหารแต่ละชนิดแตกต่างกันด้วย ดังแสดงในตารางที่ 1 จากผลการวิจัยพบว่า เมื่อความเข้มข้นของธาตุอาหารในพืชเพิ่มขึ้น การเจริญเติบโตของพืชจะเพิ่มขึ้น จนถึงจุดหนึ่ง ซึ่งการเจริญเติบโตของพืชจะค่อนข้างคงที่ ความเข้มข้นของธาตุอาหารที่ระดับที่พืชเจริญเติบโตสูงสุด ถือว่าเป็นความเข้มข้นของธาตุอาหารที่เพียงพอกับการเจริญเติบโตของพืช (sufficieny) มักใช้ความเข้มข้นของธาตุอาหารในช่วงนี้เป็นค่ามาตรฐานธาตุอาหารของพืชนั้น ๆ ถ้าความเข้มข้นของธาตุอาหารพืชต่ำกว่าช่วงค่ามาตรฐานจะจัดว่าพืชขาดแคลนธาตุอาหารนั้น (deficiency) แต่ถ้าความเข้มข้นสูงกว่าค่ามาตรฐานจะจัดว่าธาตุอาหารเป็นพิษ (toxicity) ซึ่งจะทำให้การเจริญเติบโตและผลผลิตของพืชลดลงเช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของธาตุอาหารกับการตอบสนองหรือการเจริญเติบโตของพืชได้แสดงไว้ในภาพที่ 1 ภาพที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่างธาตุอาหารกับการเจริญเติบโตหรือการให้ผลผลิตของพืช ธาตุอาหารแต่ละชนิดจะมีปริมาณหรือความเข้มข้นในพืชแตกต่างกัน เช่น ความเข้มข้นของไนโตรเจนในไม้ผลมีค่าระหว่าง 1.5-3.5% ฟอสฟอรัส 0.1-0.4% ในขณะที่ทองแดง มีความเข้มข้นเพียง 3-60 ส่วนในล้านส่วน (ppm) เป็นต้น จากตารางที่ 1 จะพบว่า ค่ามาตรฐานธาตุอาหารสำหรับพืชแต่ละชนิดจะแตกต่างกันออกไป นอกจากนั้น ยังอาจแตกต่างระหว่างสายพันธุ์ด้วย การทำสวนในต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะเน้นให้เกษตรกรส่งตัวอย่างใบมาเพื่อวิเคราะห์ เมื่อได้ค่าวิเคราะห์แล้ว จึงทำความเข้าใจและพิจารณาเลือกชนิดและอัตราปุ๋ยที่เหมาะสมกับสวนตนเอง เพื่อจัดการให้ธาตุอาหารอยู่ในช่วงที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ ตารางที่ 1 ค่ามาตรฐานหรือความเข้มข้นของธาตุอาหารที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช ธาตุอาหาร พีช ออสเตรเลีย ส้ม ฟลอริดา ส้ม ไต้หวัน ลิ้นจี่ ออสเตรเลีย ทุเรียน ไทย ไนโตรเจน (N) % 3.0 - 3.5 2.5 - 2.7 3.0 - 3.2 1.50-1.80 2.0 - 2.3 ฟอสฟอรัส (P) % 0.16 - 0.26 0.12 - 0.16 0.12 - 0.18 0.14-0.22 0.15 - 0.25 โพแทสเซียม (K) % 2.1 - 3.0 1.2 - 1.7 1.4 - 1.7 0.70-1.10 1.7 - 2.5 แคลเซียม (Ca) % 1.8 - 2.7 3.0 - 4.9 2.5 - 4.5 0.60-1.00 1.5 - 2.5 แมกนีเซียม (Mg) % 0.43 - 0.70 0.30 - 0.49 0.26 - 0.50 0.30-0.50 0.35 - 0.60 เหล็ก (Fe) ppm 100 - 230 60 – 120 60 – 120 50-100 50 - 120 แมงกานีส (Mn) ppm 31 - 160 25 – 100 25 – 200 100-250 40 -100 ทองแดง (Cu) ppm 3 - 16 5 – 16 5 – 16 25-60 10 - 25 สังกะสี (Zn) ppm 16 - 45 25 – 100 25 – 100 10 - 25 10 - 30 โบรอน (B) ppm 15 - 50 36-100 25 – 150 <500 35-60  

Continue reading