กล้วยไม้

กล้วยไม้

โดย อนันต์ ดาโลดม

บทนำ

.....กล้วยไม้ เป็นไม้ดอกไม้ประดับ ที่มีการส่งออกมากที่สุดของไทย ปัจจุบัน มีการส่งออก ทั้งในลักษณะต้น และตัดดอก เป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านบาท ต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 85 ของการส่งออกไม้ดอกไม้ประดับทั้งหมด ประเทศไทยมีประสบการณ์ในการส่งออกกล้วยไม้มากว่า 35 ปี จึงได้เผชิญปัญหาอุปสรรคมานานัปการ บางปัญหาสามารถแก้ไขได้ลุล่วงด้วยดี แต่ปัญหาการส่งออก และอีกหลายปัญหา ก็ยังเป็นปัญหาที่เกิดต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งหากได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง จะทำให้ การส่งออกกล้วยไม้ของไทยประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น ดังนั้น การเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การรู้สถานภาพของปัญหาในปัจจุบัน และศักยภาพของปัญหาในปัจจุบัน และศักยภาพการส่งออกของไทยในอนาคต จึงมีความจำเป็น สำหรับการกำหนดนโยบาย แนวทางการพัฒนา และการสนับสนุนการส่งออกกล้วยไม้ไทย

วิวัฒนาการการส่งออกกล้วยไม้ของไทย

.....การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย เกิดขึ้นมานานมากแล้วมีข้อมูลว่า นายเฮนรี่ อาลามาสเตอร์ (ต้นสกุลเศวตศิลา) เป็นผู้ริเริ่มสะสม และทดลองปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ ทั้งจากในประเทศ และนำเข้าจากต่างประเทศ ประมาณปี พ.ศ 2429 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นทิวากรวงษ์ประวัติ จึงได้ซื้อกล้วยไม้จากนายเฮนรี่ มาปลูกเลี้ยง ต่อมา จึงมีการปลูกเลี้ยงกันเป็นงานอดิเรกอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในกลุ่มขุนนางและผู้มีฐานะดี การปลูกเลี้ยงเริ่มแพร่หลาย เป็นที่นิยมของประชาชนทั่วไป เมื่อท่านศาสตราจารย์ระพี สาคริก เริ่มนำความรู้การปลูกกล้วยไม้ออกมาแนะนำ เผยแพร่ สนับสนุน และส่งเสริม ให้มีการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ในที่สุดการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรก ก็ได้พัฒนามาเป็นการค้า และเริ่มมีการส่งออกอย่างจริงจังในประมาณปี พ.ศ 2508 ในระยะ 5-6 ปีแรก การส่งออกมีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อปี และในช่วงปี 2514-2516 มูลค่าการส่งออกเริ่มส่งขึ้นเป็น 10-40 ล้านบาท การส่งออกกล้วยไม้ของไทย เติบโตมาเป็นลำดับ ขณะเดียวกัน ปัญหาในการส่งออก ก็เริ่มมีมากขึ้น ในช่วงปี พ.ศ. 2520-2521 เกิดปัญหาการตัดราคากันเองของผู้ส่งออกไทย จนทำให้ราคากล้วยไม้ตกต่ำ ในที่สุดกระทรวงพาณิชย์ จึงเข้ามาควบคุมการส่งออกดอกกล้วยไม้ โดยการกำหนดราคาขึ้นต่ำ ซึ่งแม้ผู้ส่งออกส่วนใหญ่จะไม่พอใจ และต้องเลิกการควบคุม แต่ในเวลาต่อมา แต่การส่งออกในปีพ.ศ.2523 ก็มีมูลค่าสูงขึ้นเป็นกว่า 400 ล้านบาท และกล้วยไม้เริ่มมีบทบาท เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยชนิดหนึ่ง ในช่วงปี พ.ศ. 2524-2526 การส่งออกของไทย ตกต่ำลงอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจาก ตลาดเริ่มอิ่มตัวกับกล้วยไม้พันธุ์มาดามปอมปาดัวร์ ที่มีการส่งออกเป็นพันธุ์หลักมานาน อย่างไรก็ตาม กล้วยไม้สกุลพันธุ์ซอนเนีย หรือที่เรียกกันทั่วไป "บอม" ได้เข้ามาเป็นพันธุ์หลักในตลาดโลกแทน มูลค่าการส่งออกจึงปรับตัวสูงขึ้นเป็น 525 ล้านบาท ในปี พ.ศ.2523

.....ช่วงปี พ.ศ. 2529-2530 การส่งออกกล้วยไม้ ประสบปัญหาใหม่ จากระวางขนส่ง โดยเครื่องบินที่ไม่เพียงพอ ระวางการส่งออกทำได้เพียงร้อยละ 70 ของการสั่งซื้อเท่านั้น มูลค่าการส่งออกยิ่งลดต่ำลงเหลือเพียง 380-400 ล้านบาท การส่งออก เริ่มมีการขยายตัวอีกครั้งในปี พ.ศ. 2531 และเติบโตมาเป็นลำดับ แม้จะมีปัญหาการส่งออกลดต่ำลงมาบ้าง ในช่วงปี พ.ศ 2538-2540 เนื่องจาก ปัญหาด้านคุณภาพการใช้งาน ปัญหาด้านการควบคุมศัตรูพืชก่อนการส่งออก และกล้วยไม้พันธุ์ซอนเนีย ที่ตลาดเริ่มอิ่มตัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ 2541 ปริมาณ และมูลค่าการส่งออกกล้วยไม้ของไทย เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ 2542 สามารถส่งดอกกล้วยไม้ได้มากกว่า 300 ล้านช่อ มูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท และส่งออกต้นกล้วยไม้ได้กว่า 20 ล้านต้น มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท ในปี พ.ศ 2543 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกดอกกล้วยไม้ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นกว่าปี พ.ศ 2542 คาดว่าจะมีมูลค่าการส่งออกทั้งต้นและดอกกล้วยไม้ไม่น้อยกว่า 1,700 ล้านบาท โดยสรุปการส่งออกกล้วยไม้ของไทยในระยะ 35 ปีที่ผ่านมา แม้มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย แต่การส่งออกก็เติบโตอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จนมีมูลค่าสูงเกือบ 2,000 ล้านบาท ในปัจจุบัน (ตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 การส่งออกดอกกล้วยไม้ที่มีใบรับรองปลอดศัตรูพืชและการตรวจพบเพลี้ยไฟ ปี พ.ศ 2540-2543

 

ปี พ.ศ
Shipment
จำนวนช่อ
มูลค่า (บาท)
การตรวจพบเพลี้ยไฟ

 

2544

2541

2542

2543(ม.ค.-ต.ค.)

 

29,775

35,708

34,429

32,014

 

235,808,432

3302,967,169

317,499,776

283,046,321

 

795,811,981

1,027,272,234

1,359,337,983

1,439,314,399

Shipment
%
107 0.36
90 0.25
61 0.18
40 0.12

ปัญหาอุปสรรคการส่งออกกล้วยไม้ที่สำคัญในปัจจุบัน

.....ปัญหาการส่งออกที่ความสำคัญในปัจจุบัน และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต หากไม่ได้แก้ไขให้ถูกต้อง และทันท่วงที ส่วนใหญ่ยังเป็นปัญหาเดิม ๆ ที่ล้วนแต่เคยเกิดขึ้น ในอดีตและได้รับการแก้ไขเพียงใหปัญหาทุเลาลงจนสามารถส่งออกเพิ่มขึ้นได้ แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้สำเร็จ จึงยังมีผลต่อเนื่องมาโดยตลอด และอาจรุนแรงจนแก้ไขไม่ได้ในอนาคต ปัญหาดังกล่าวได้แก่

.....1. พื้นที่ระวางขนส่งทางอากาศไม่เพียงพอ และค่าระวางแนวโน้มสูงขึ้นตลอด ทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศลดลง

.....2. การตัดราคากันเองของผู้ส่งออก ส่วนใหญ่เป็นผู้ส่งออกรายใหม่ หรือรายเล็กเพื่อต้องการส่วนแบ่งในตลาดเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาส่งออกโดยรวมลดต่ำลง ปัญหานี้มีอย่างต่อเนื่อง และมีความรุนแรงเป็นบางครั้ง เช่นในช่วงที่มีผลผลิตมีมาก ในการปรับลดค่าเงินบาท ประเทศไทยควรจะมีมูลค่า การส่งออกกล้วยไม้สูงกว่าที่เป็นอยู่ หากปัญหาการตัดราคาในช่วงดังกล่าวมีไม่มากนัก

.....3. คุณภาพไม่สม่ำเสมอดอกกล้วยไม้ไม่สวย ได้มาตรฐาน ตามคำสั่งซื้อ และอายุการใช้งานสั้น มีโรคแมลง ติดไปกับสินค้าปัญหาการบรรจุหีบห่อไม่ได้มาตรฐานยังคงมีอยู่ เนื่องจาก ค่าระวางบรรทุกแพง จึงมีความพยายามบรรจุกล้วยไม้ให้มากที่สุด การตัดกล้วยไม้ที่มีจำนวนดอกบานน้อย ส่งผลให้กล้วยไม้ไม่สวยและมีอายุการใช้งานน้อยลง ปัญหานี้มีแนวโน้มที่รุนแรงขึ้นกว่าในอดีต เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เกษตรกรไม่ต้องเสี่ยงในการดูแลรักษานาน จึงตัดดอกในระยะก่อนเวลาอันสมควร ปัญหาโรคแมลงติดไปกับต้นและดอกกล้วยไม้ ตัวอย่างปัญหานี้ที่สำคัญ ได้แก่ การเผาทำลายกล้วยไม้ที่มีเพลี้ยไฟติดไปกับกล้วยไม้ ในปี พ.ศ.2540 จำนวน 107 shipments แม้ ที่ผ่านมาหน่วยราชการ จะให้ความสำคัญแก้ปัญหานี้มาก มีการรณรงค์ ให้ความรู้กับผู้ส่งออก และเกษตรกร มีการตรวจสอบกักกัน พืชที่เข้มงวดมากขึ้น และมีการขึ้นทะเบียนผู้ส่งออก จนกระทั่งปัญหาทุเลาลง มีกล้วยไม้ที่ถูกตรวจพบเชื้อไฟเพียง 40 shipments เท่านั้น หรือคิดเป็นร้อยละ 0.12 ของกล้วยไม้ที่ส่งออกทั้งหมด (ตารางที่1) แต่เนื่องจาก มาตรการด้านสุขอนามัย และสุขอนามัยพืช มีบทบาทเป็นเครื่องมือในการกีดกันด้านการค้ามากขึ้น ในอนาคต จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับปัญหานี้มีมากขึ้นกว่าในอดีต และในปัจจุบันมีผู้ส่งออกล้วยไม้มากกว่า 100 ราย และมีการส่งออกโดยเสรี ผู้ส่งออกบางรายขาดความรู้และประสบการณ์ จึงทำให้คุณภาพของกล้วยไม้ไทยไม่แน่นอนสม่ำเสมอในสายตาของผู้บริโภคในต่างประเทศ

ตารางที่ 2 การส่งออกต้นกล้วยไม้ที่มีใบรับรองปลอดศัตรูพืช ปี 2542 - 2543

ปี พ.ศ.
Shipment
จำนวนต้น
จำนวนขวด
มูลค่า (บาท)
2542 12,234 20,521,469 606,240 157,582,298
2543(ม.ค. - ต.ค.) 10,507 20,731,599 803,514 172,914,501

.....1. ผลผลิตมีปริมาณไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ในช่วงฤดูฝน ปริมาณกล้วยไม้ จะออกสู่ตลาดมาก แต่เป็นช่วงที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการน้อยทำให้ผลผลิตล้นตลาด ราคาส่งออกต่ำ อำนาจการต่อรองทางตลาดลดลง ขณะที่ในช่วงฤดูหนาว ตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูง แต่ผลผลิตกล้วยไม้กลับมีน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการ

.....2.กล้วยไม้พันธุ์ใหม่ๆมีเข้าสู่ตลาดน้อยลงในขณะที่พันธุ์เดิมๆ เช่น ซอนเนีย ตลาดเริ่มอิ่มตัว การพัฒนากล้วยไม้ในปัจจุบันมีน้อยลง เนื่องจากการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ มีบทบาทมากขึ้น เกษตรกรจึงมีความระมัดระวังในการแนะนำพันธุ์ใหม่ๆ และมีพันธุ์ที่อาจได้จากการกลายพันธุ์ ขณะเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเกษตรกร จึงให้ความสนใจน้อยลง ขณะเดียวกันเกษตรกร ที่เคยมีความรู้ความสามารถด้านการปรับปรุงพันธุ์ มีอายุมากขึ้น และล้มหายตายจากไป ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์พันธุ์ที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์ ไม่ยอมปล่อยพันธุ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด

.....3. การแข่งขันในตลาดต่างประเทศมีมากขึ้น เนื่องจากการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เมืองร้อนมากขึ้น นอกจากประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ที่เป็นคู่แข่งเดิมของไทยอยู่แล้ว อิน เดีย คอสตาริกา เม็กซิโก ก็เริ่มมีการขยายการปลูกกล้วยไม้ ชนิดเดียวกับประเทศไทยมากขึ้น ประกอบกับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ประเทศไทยถูกตัดสิทธิ์พิเศษทางศุลกากร (GSP) ลงทำให้ความสามารถในการแข่งขัน กับต่างประเทศลดต่ำลง

.....4. การขยายในต่างประเทศยังมีน้อย โดยเฉพาะในตลาดใหม่ๆ เช่น ในยุโรป ตะวันออก จีน ตะวันออกกลาง และอัฟริกา นับตั้งแต่มีปัญหาในการส่งออกกล้วยไม้เข้าสหภาพยุโรป ผู้ส่งออกให้ความสำคัญในการขยายตลาด ไปยังสหรัฐอเมริกามากขึ้น มีผลทำให้การส่งออกในสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ15 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มเป็นร้อยละ 20 ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่า หากมีการเจาะตลาดอย่างจริงจัง ก็จะสามารถขยายส่งออกเพิ่มได้อีก

.....5.การบริการในการส่งออกการส่งออกในปัจจุบันนี้มีปัญหาจากการขนส่งที่รถบรรทุกติดเวลาห้ามขนส่ง มีเพียงผู้ส่งออกบางรายที่มีรถห้องเย็นขนส่ง เมื่อสินค้าส่งออกตกค้างไม่มีห้องเย็นในการเก็บรักษา หรือรอพักก่อนการส่งออก ทำให้คุณภาพของกล้วยไม้ลดต่ำลง สถานภาพในการเป็นผู้นำ ด้านการขนส่งออกกล้วยไม้ ของไทยในตลาดโลก แม้จะมีปัญหาการส่งออกหลายประการ แต่การส่งออกของไทยก็ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ส่วนหนึ่ง เกิดจากการพยายามแก้ไขปัญหาร่วมกัน แม้บางครั้ง จะมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก็ตาม อีกส่วนหนึ่ง น่าจะนับได้ว่าประเทศไทย มีศักยภาพในการผลิตกล้วยไม้เพื่อการส่งออกสูง เป็นประเทศผู้ผลิตกล้วยไม้เมืองร้อน ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ในปัจจุบัน จึงมีความสามารถในการแข่งขันสูง และประกอบกับความต้องการไม้ดอกเมืองร้อนของตลาดโลก มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น มาโดยตลอด จึงมีส่วนสำคัญให้การส่งออกดอกกล้วยไม้ของไทยขยายตัว ปัจจุบัน มีการส่งออกไม้ดอกไม้ประดับเข้าไปในตลาดโลก ปีละประมาณ 3 แสนบาท ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกไม้ดอกไม้ประดับที่สำคัญที่สุดของเอเซีย รองจากอิสราเอล และส่งออกมากเป็นอันดับที่ 16 ของโลกแต่มีมูลค่าการค้ายังไม่ถึงร้อยละ 1 ของตลาดโลก ดังนั้น โอกาสในการขยายการส่งออกจึงมีอีกมาก มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ถึงแม้ว่าประประเทศไทยจะมีการส่งออกเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด แต่อันดับการเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของ โลกก็ลดน้อยลง โดยลำดับเมื่อปี พ.ศ. 2537 ประเทศไทยเคยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 9 ของโลกขณะที่ปี พ.ศ. 2542 อยู่ในอันดับที่ 16 และประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ๆ จะมีการเติบโตที่เร็วกว่าประเทศผู้ส่งออกเดิมๆ ในเอเชีย ประเทศไทยมีการส่งออกมากขึ้นประมาณร้อยละ1ขณะที่ไต้หวันส่งออกเพิ่มถึงร้อยละ 37 ดังนั้น การพัฒนาการส่งออกและการสอนับสนุน การส่งออกของไทยจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจัง และต่อเนื่องต่อไป

การพัฒนาและสนับสนุนการส่งออก

.....1.รัฐบาลจำต้องมีนโยบายสนับสนุนการส่งสินค้าไปต่างประเทศ เพื่อให้มีความสามารถ แข่งขันกับต่างประเทศมากขึ้น การจัดเครื่องบินเช่าเหมาขนส่งสินค้า จำเป็นต้องดำเนินการในอนาคตอันใกล้นี้ การร่วมมือกันในการแก้ปัญหาการขนส่งสินค้าไปต่างประเทศ ต้องเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล เพื่อเร่งรัดการส่งออก และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการร่วมกันอย่างจริงจังเป็นเอกภาพ ที่สำคัญที่สุดในระยะอันใกล้นี้ เนื่องจากระวางขนส่งยังมีจำกัดและมีราคาสูง ดังนั้น ควรมีมาตรการตรวจสอบสินค้า นอกจากนี้ จะทำให้สินค้าส่งออกได้เฉพาะที่มีคุณภาพดีแล้ว จะทำให้ไม่สูญเสียพื้นที่ และค่าขนส่งไปปกับสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพด้วย

.....2. จัดระบบระเบียบของการส่งออกใหม่ อันที่จริง รัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญ กับการจัดระบบระเบียบการส่งออกกล้วยไม้มากขึ้น ปัจจุบันมีการจดทะเบียนผู้ส่งออกขึ้นแล้วแต่ ่เนื่องจากการส่งออกทำได้โดยเสรี และผู้ส่งออกมีมาก และมีมาตรฐานที่แตกต่างกันมาก จึงทำให้การส่งออกมีปัญหา ต้องยอมรับว่าการสูญเสียตลาดในต่างประเทศเกิดขึ้นตลอดเวลา ทั้งนี้เกิดจากผู้ส่งออกที่ส่งสินค้าไม่ได้คุณภาพ การขึ้นบัญชีดำผู้ส่งออก ยังทำได้เฉพาะที่มีปัญหาจากศัตรูพืช การจัดชั้นมาตรฐานของผู้ส่งออกในอนาคต จึงเป็นสิ่งที่การดำเนินการในอนาคต การส่งออกทำได้เสรีแต่การเป็นผู้ส่งออก กล้วยไม้ควรมีมาตรฐานขั้นต่ำที่ควรเป็น และการจัดมาตรฐานผู้ส่งออก ประวัติการส่งออกจะมีผล ช่วยในการให้บริการในการส่งออกมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วย

.....3. การตัดราคากันเองของผู้ส่งออก ส่วนหนึ่งมีผลจากระบบการค้า ที่ผู้ส่งออกไม่จำเป็นต้องแจ้งราคาซื้อ-ขายให้กับเกษตรกรทราบ เกษตรกรโดยทั่วไปจะขยายราคาผลผลิต ภายหลังขายกล้วยไม้ไปแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือน ระบบการซื้อ-ขายแบบนี้ ทำให้ผู้ส่งออกตัดสินใจในการตัดราคากับผู้ส่งออกอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น จึงสนับสนุนให้องค์กรเกษตรกรแข็งขึ้น และมีอำนาจต่อรองให้ผู้ซื้อแจ้งราคาดอกกล้วยไม้ในขณะที่ซื้อได้

.....4. เพื่อการจัดระบบการส่งออกเข้มแข็งขึ้น และการจัดการปัญหาการส่งออกโดยรวมสะดวกขึ้น จึงควรสนับสนุนให้ผู้ส่งออกทุกรายเป็นสมาชิกขององค์กรผู้ส่งออก ไม่ว่าแบบสมาคมหรือชมรมก็ได้

....5. ส่งเสริมให้มีการขยายตลาดไปสู่ตลาดใหม่ๆ มากขึ้น โดยการสนับสนุนให ้มีการเข้าร่วมงานประชาสัมพันธ์เผยแพร่กล้วยไม้ไทยในประเทศนั้นๆ ซึ่งต้องร่วมมือกันมากขึ้น ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงต่างประเทศ ที่สำคัญผู้ส่งออกต้องมีบทบาทในส่วนนี้มากขึ้นด้วย ปัจจุบันการเปิด ตลาดใหม่มีต้นทุนสูง การไปขยายตลาดของผู้ส่งออกเดิมทำเฉพาะราย การเปลี่ยนบทบาทดำเนินการในรูปสมาคมชมรม หรือกลุ่มต่างๆ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสในการเปิดตลาด และแข่งขันกับผู้ส่งออกประเทศอื่นได้มากกว่า

.....6. เพิ่มศักยภาพความพร้อมของข้อมูลงานวิจัย เพื่อสนับสนุนการส่งออกให้มากขึ้น โดยเฉพาะงานวิจัยด้านการควบคุมศัตรูพืช ก่อนการส่งออก การระบาดของศัตรูพืชในประเทศปลายทาง เพื่อให้มีข้อมูลต่อรองในการเจรจากำหนดเงื่อนไขการค้าที่เหมาะสมมากขึ้น นอกจากนั้น การวิจัยฟื้นฟูด้านการปรับปรุงพันธ์และการเพิ่มผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ก็เป็นปัญหาที่ต้องรีบดำเนินการ

.....7.การเร่งรัดเรื่องการดำเนินการตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช และการรณรงค์ให้เกิดความเข้าใจในเรื่อง ลิขสิทธิ์พันธุ์พืช และการส่งเสริมให้เกษตรกรร่วมปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ ยังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะอาศัยเพียงนักวิจัยปรับปรุงพันธุ์อย่างเดียวคงไม่ทันต่อสถานการณ์

.....8. การส่งออกต้นกล้วยไม้ของไทยมีศักยภาพสูงมาก ขณะนี้ตัวเลขการส่งออกอาจต่ำกว่าความเป็นจริง จึงไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล จำเป็นต้องเร่งผลักดันให้มีการส่งออกในลักษณะต้นให้มากขึ้น

.....9. การให้บริการในลักษณะ one stop service เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ขณะนี้รัฐบาลมอบให้กรมวิชาการเกษตรดูแลศูนย์ผลักดันสินค้าเกษตรเพื่อส่งออก ซึ่งจะทำหน้า ที่ให้เกิดการบริการในลักษณะ one stop service กับสินค้า product champion ซึ่งกล้วยไม้เป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้า product champion นี้ และขณะนี้ได้ดำเนินไปแล้วหลาย ประการ

.....10. การลดต้นทุนการผลิตของการเกษตรในภาระที่ต้นทุนโดยเฉพาะปุ๋ยและสารเคมีมีราคาสูงขึ้น เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้การส่งออกดำเนินต่อไปได ้และยังมีอำนาจในการแข่งขันกับ ต่างประเทศได้ ในส่วนนี้รัฐบาลและผู้ส่งออกต้องศึกษาและนำผลมารณรงค์.ให้ความรู้กับเกษตรกรให้มากขึ้น

.....11. การปรับปรุงตลาดกลางกล้วยไม้ในประเทศ ให้มีมาตรฐานมีความจำเป็น เพราะจะเป็นฐานที่จะทำให้การผลิตของเกษตรกรมีความมั่นคงมากขึ้น ขณะเดียวกันการส่งออก ได้ก็จะถูกส่งไปยังตลาดปากคลองตลาด และขายถูก เกิดสภาวะสินค้าล้นตลาด เพราะตลาดไม่มีแหล่งเก็บเพื่อการรอระบายสินค้าที่ดี นอกจากนั้น หากตลาดกลางในประเทศมี มาตรฐาน การควบคุม การอำนวยการ และการจัดการสินค้ากล้วยไม้เพื่อส่งออก จะมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย โดยสรุปจะเห็นว่ากล้วยไม้เป็นพืชที่มีศักยภาพสูง มีอนาคตในการส่งออกมาก ปัญหาอุปสรรคแม้จะมีมากมาย บางปัญหาอาจจะมองทางแก้ไขได้ไม่ชัดเจนนัก แต่เชื่อว่า หากมีการร่วมมือกันจากผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง การส่งออกล้วยไม้ไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดไป