การจัดการสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้ม อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตอนที่ 5 การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพ : สารป้องกันกำจัดแมลงและการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดการสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้ม

อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ตอนที่ 5 การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพ : สารป้องกันกำจัดแมลงและการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ (Treatment)

โดย วิทย์ นามเรืองศรี
กองกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ


การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพ ควรพิจารณา ถึง

1) เทคนิคการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูไม้ผลที่เหมาะสม (Technique) 
2) เลือกช่วงการพ่นเวลาที่เหมาะสม (Timing) และ 
3) สารป้องกันกำจัดแมลงและการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ (Treatment)

ในตอนนี้จะขอกล่าวถึงข้อที่ 3 คือ สารป้องกันกำจัดแมลงและการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ (Treatment)

3. สารป้องกันกำจัดแมลงและการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ (Treatment)

เนื่องจากการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูส้มยังมีความจำเป็น และเป็นส่วนที่มีความสำคัญในการผลิตส้มโดยทั่วๆไปในขณะนี้ จำเป็นต้องคำนึงสิ่งต่อไปนี้ :

3.1.การแบ่งชนิดของสารฆ่าแมลง สำหรับการแบ่งสารฆ่าแมลงโดยการใช้สารเคมีที่อยู่ในสารฆ่าแมลงได้ตามลักษณะของเคมี 2 กลุ่ม ได้แก่ สารอนินทรีย์เคมี และสารอินทรีย์เคมี

สารอนินทรีย์เคมี (Inorganic compounds) จะประกอบไปด้วยสารที่มีสูตรโครงสร้างส่วนประกอบที่ไม่มีธาตุคาร์บอนอะตอม สารกลุ่มนี้จะได้แก่ อาชีนิก โบรอน ทองแดง เป็นต้น สารฆ่าแมลง เช่น แคลเชียมไซยาไนด์ โซเดียมอาซีเนท

สารอินทรีย์ (Organic compound
เป็นสารสกัด ซึ่งประกอบด้วย ธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และ ธาตุใดธาตุหนึ่ง ได้แก่ คลอรีน ออกซิเจน กัมมะถัน ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน ได้แก่

  • กลุ่มสารจากพืช (Botanical compound) เป็นสารที่ได้จากพืชธรรมชาติ สารเหล่านี้ส่วนมากจะสลายตัวได้ง่าย คงสภาพได้สั้น มีผลในการฆ่าแมลงได้ดีชนิดเฉียบพลัน (Knockdown) และมีพิษต่อสัตว์เลือดอุ่นต่ำ
  • กลุ่มสารออร์แกนโนฟอสฟอรัส (Organophosphorous compound) เป็นสารอินทรีย์สังเคราะห์ที่มีฤทธิ์สั้นชนิดถูกตัวและดูดซึมและทำปฏิกริยาฆ่าแมลงกับเอนไซม์ acetylcholinesterase เช่น สารเมธามิโดรฟอส ไดเมทโธเอท เฟนไธออน คลอไพรีฟอส
  • กลุ่มคาร์บาเมท กลุ่มนี้มีผลตกค้างสั้นเช่นกลุ่มสารออร์แกนโนฟอสฟอรัส เป็นสารอินทรีย์สังเคราะห์ชนิดถูกตัวและดูดซึม และทำปฏิกริยาฆ่าแมลงขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ acetylcholinesterase
  • กลุ่มสารออร์แกนโนคลอรีน (Organochlorine compound) เป็นสารอินทรีย์สังเคราะห์ที่มีฤทธิ์สั้นชนิดถูกตัวและดูดซึม ทำปฏิกริยาฆ่าแมลงกับระบบเส้นรับประสาทและการส่ง-รับ ผ่าน โดยเฉพาะสื่อนำ ธาตุโซเดียม และโปรแตสเซียมในเซลล์ประสาท
  • กลุ่มสารไพรีทรอย์ (Pyrethropids compound) เป็นสารอินทรีย์เคมีสังเคราะห์จากพืชตระกูลไพรีทรั้ม ทำให้มีสูตรโครงสร้างทางเคมีหลายอย่าง มีผลในการฆ่าแมลงได้ดีชนิดเฉียบพลัน (Knockdown) ทุกชนิด ไม่มีฤทธิ์ในทางดูดซึม มีพิษต่อสัตว์เลือดอุ่นต่ำ แต่มีพิษต่อปลาสูง บางชนิดไม่ทนต่อแสงแดด
  • กลุ่มสารรมอื่นๆ (Miscellaneous fumigants) สารกลุ่มนี้กำจัดแมลงโดยการทำให้ขบวนการชีวเคมีเปลี่ยน สามารถระเหยเข้าสู่ปอดได้ง่าย เช่น ฟอร์มาดีไฮด์ คาร์บอนไดซันไฟล์
  • กลุ่มยับยั้งการลอกคราบ (Insect growth regulators) เป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่จะไปช่วยเร่งหรือลดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนแมลง ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยาแมลงเปลี่ยนไป เช่น ยับยั้งการลอกคราบของแมลง เช่น สารไดรฟลูเบนชิรอน
  • กลุ่มสารน้ำมัน (Mineral oils) เป็นสารกลุ่มที่ใช้มานานสำหรับป้องกันกำจัดแมลงและไรระบาดในไม้ผลเขตอบอุ่นและเขตหนาว สารและอนุพันธ์ paraffinis และ naphthenesที่ไม่มีพิษต่อพืช ฤทธิ์กำจัดทั้งตัวอ่อนและไข่โดยการอุดตันรูหายใจและช่วยไล่การหาอาหารและวางไข่ของแมลง สำหรับปัจจุบันมีเทคโนโลยีพัฒนาใช้ได้ในไม้ผลในเขตร้อน
  • กลุ่มสารชีวินทรีย์ เป็นสารจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ ได้แก่ เชื้อไวรัส แบคทีเรีย ไส้เดือนฝอย และเชื้อรา ที่ผลิตโดยมนุษย์ใช้ฆ่าแมลง โดยมากเป็นสารเฉพาะเจาะจงกับชนิดของแมลง

3.2.ประเภทฤทธิ์ของสารป้องกันกำจัดแมลงที่ใช้ 
สารแต่ละชนิดที่ใช้ในการกำจัดแมลงมีฤทธิ์ต่อการกำจัดศัตรูพืชที่แตกต่างกันโดยการผ่านหรือมีฤทธิ์
ต่อแมลงนั้นๆ ได้แก่ :

  • ประเภทถูกตัวตาย (Contract toxicants) เป็นการที่สารผ่านเข้าไปในช่องผ่านยังแหล่งมีฤทธิ์โดยผลของการถูกสัมผัส เช่น การพ่นตกค้างบนผิวใบพืช ซึ่งการกำจัดแมลงของสารชนิดนี้อยู่ที่ระบบประสาทและระบบหายใจของแมลง
  • ประเภทกินตายหรือมีฤทธิ์ทางกระเพาะอาหาร(Stomach toxicants) โดยผ่านทางระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ทางปากและดูดซึมเข้าทางกระเพาะอาหารและลำไส้ เช่น คาร์บาลีน
  • ประเภทดูดซึม(Systemetic toxicants) โดยการที่สารพวกนี้จะตกบนใบ กิ่ง ผล หรือส่วนต่างๆ ของพืชและจะสามารถดูดซึมเข้าพืชผ่านทางท่อน้ำ-อาหาร เป็นต้น เช่น ไดเมทโธเอท
  • ประเภทอุดตัน (Suffocation ) เป็นการพ่นสารปริมาณมากเพื่อการกระจายเคลือบทุกพื้นที่บนผิวพืช เช่น น้ำมันปิโตรเลียมกำจัดศัตรูพืช

   การเลือกสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแต่ละครั้งเมื่อนำมาใช้ ควรคำนึงถึงปัจจัย ดังนี้:

  • สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูส้นนั้นได้ขึ้นทะเบียนตามกฏหมายวัตถุอันตรายของการเกษตร เพื่อจะได้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูส้มที่ตรงตามฉลาก และไม่ปลอมปนสารอื่นๆ
  • สารป้องกันกำจัดศัตรูแมลงส้มมีสูตรแตกต่างกัน และจะมีผลต่อการพัฒนาส้มต่างๆ เช่น ดอก คุณภาพผล การติดผล เป็นต้น เช่นชนิดสารแขวนลอย สารละลาย ผง หรือเม็ด จึงควรทดสอบเบื้องต้นก่อน หรือปรึกษาเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง
  • สารเพิ่มประสิทธิภาพบางครั้งมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การละลาย หรือการกระจาย แต่บางระยะมีผลต่อผลผลิตได้จึงควรศึกษาก่อนนำมาใช้
  • สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชนั้นควรจะส่งเสริมระบบการจัดการศัตรูส้มแบบผสมผสาน โดยคำนึงถึงการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ประสิทธิภาพและผลกระทบต่อศัตรูธรรมชาติในสวนส้มน้อย
  • การผสมสารเคมีทางการเกษตรในการพ่นสารครั้งเดียวเมื่อมีความจำเป็น ควรทดสอบในระยะต่างๆ ที่จะใช้บางส่วนและสังเกตการเกิดอาการจากใบ ดอก ผล ที่ผิดปกติไปจากอาการทั่วๆ ไป
  • ใช้สารเมื่อมีความจำเป็น เลือกใช้สารที่เฉพาะเจาะจงกับศัตรูพืช และมีความเป็นพิษน้อยต่อสัตว์เลือดอุ่น ใช้ตามอัตราที่แนะนำ และไม่ใช้สารผสมกันนอกจากทราบข้อมูลดีแล

3.3 การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย

  • อ่านฉลากคำแนะนำ คุณสมบัติ และการใช้ก่อนทุกครั้ง
  • ต้องสวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิด รวมทั้งสวมหน้ากากหรือผ้าปิดจมูก
  • ควรเตรียมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ใช้หมดในคราวเดียว และการใช้สารไม่ควรใช้มากเกินพอ เนื่องจากมลภาวะเป็นพิษในสภาพแวดล้อมต่างๆ
  • เมื่อเลิกใช้ควรควรปิดฝาภาชนะบรรจุสารเคมีให้สนิท เก็บไว้ในที่มิดชิด ห่างจากสถานที่ปรุงอาหาร แหล่งน้ำ และเด็กที่จะพบเห็น
  • ภายหลังการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที่และทำความสะอาดชุดพ่นสารนั้นทันที
  • ไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารเคมีที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับปลอดภัย สารป้องกันกำจัดแมลงแต่ละชนิดมีระยะสลายตัวหลังจากพ่นแตกต่างกัน
  • ทำลายภาชนะบรรจุเคมีที่ใช้หมดแล้ว อย่าทิ้งตามสวนหรือลงแม่น้ำลำคลอง