Fertigation Research on Mangosteen in Thailand

Fertigation Research on Mangosteen in Thailand   by Panjaporn Lertrat ........Recently growth of demand for mangosteen among domestic market and foreign market is indicated that mangosteen will be increasingly important as one of economic fruit of Thailand. At present, mangosteen has been planted all over the country around 19,200 hectares that enhanced yields to be 108,000 metric tons/year. Some of fruit crops have been exported to foreign market especially for Hong Kong,Taiwan and Japan. The trend of demand for export is increasingly well developed, however, to access the effectiveness of high yields for export still be restricted relative to 80 % of mangosteen’s quality regarding fruit size and translucent fruit disorder is lower than the standardize to export. Thus, the research on mangosteen production will focus on development of new cultural practice technology for high productivity with respect to high quality.Fertigation practice is a technique of supplying dissolved fertilizer to crops through an irrigation system to improve efficiency of fertilizer recovery, minimal losses due to leaching,control of nutrient concentration in soil solution and flexibility in timing of fertilizer application in relation to crop demand based on development and physiological stage of crops.   Chanthaburi Horticultural Research Center has begun fertigation study on enhancing yields and fruit quality of mangosteen (Garcinia mangostana L.) at farmer orchard in Chanthaburi province, eastern part of Thailand since 1998 compared to traditional fertilizer application. Plant growth, yield parameter and yields were recorded as indicators to fertilizer efficience. It was shown that the fertigation applied at 550 : 300 : 1000 gram of N : P2O5 : K2O resulted in higher yield and tended to promote fruit quality in a reduction of fertilizer cost (table 1). Plant leaf tissue and soil analysis revealed that the nutrient concentrations were not undergo flux during 2-year period and pronounced very little difference between nutrients in the extent of traditional fertilizer application However, fertigation rates and management strategies should be based on judgment of tree nutrient status, crop demand, soil availability and other site-specific variables. Table 2 showed removal of N, P and K by fruit of mangosteen (pulp, aril, seed and stalk parts) Table 1: Comparison of traditional fertilization and fertigation on yields and fertilizer cost.( average in 2 years.)   Treatment Fertilizer rate/tree N-P2O5-K2O Number of fruit/tree Fruit weight (g) Yield/tree(kg) Fertilizer cost/ha/year ( US $ ) Traditional Fertilization 880-1200-1300 228 100 22   422 Fertigation * 550-300-1000 504 92 43 357 * Fertigation rate was based on judgment of tree NPK status, crop removal and soil nutrients availability. Table 2 : Removal of N, P and K by fruit of mangosteen ( g/kg ). Fruit part N P K Pulp 0.25 0.08 0.25 Aril 1.00 0.47 3.07 Seed 0.04 0.01 0.05 Stalk 0.11 0.01 0.23 Total 1.40 0.57 3.60 Source : Panjaporn Lertrat, 1999.   (a) (b) Figure 1 : Mangosteen orchard and fertigation application unit. (a) Farmer orchard of 15-year old mangosteen in Chanthaburi province, Thailand. (b) A venturi pump used in fertigation head unit. (a) (b) Figure 2 : Comparison between traditional fertilizer and fertigation application on fruit quality (a) Traditional fertilizer application. (b) Fertigation application. Reference Panjaporn Lertrat. 1999. Horticulture Research Institute Newsletter:12 (2-3) ; 4-6.

Continue reading

การจัดการธาตุอาหารองุ่นและมะม่วง

การจัดการธาตุอาหารองุ่นและมะม่วง โดย ศาสตราจารย์ ดร. นันทกร บุญเกิด  ......การจัดการดินและธาตุอาหารพืชในองุ่นและมะม่วง ปฏิบัติในทำนองเดียวกัน โดยเน้นการใส่ หินปูนเกล็ด หินฟอสเฟต และวัสดุอินทรีย์ และทำการไถกลบลงสู่ดิน เพื่อให้ดินมีระดับธาตุอาหาร พืชที่พืชต้องการมาก เช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถันและธาตุอาหารรอง อย่างเพียงพอ เพราะธาตุอาหารพืช ฟอสฟอรัส แคลเซียม และแมกนีเซียม การใส่หลังจากปลูกพืช ไปแล้วมีความยุ่งยากมาก เพราะนอกจากมีผลกระทบต่อพืชโดยตรงแล้ว อัตราการละลายของธาตุ ดังกล่าวต่ำมาก การลงสู่ดินชั้นล่างต่ำมาก จึงทำให้พืชได้รับประโยชน์น้อย สำหรับไนโตรเจน และ โพแทสเซียม เป็นปุ๋ยที่ละลายน้ำได้ดีมาก และมีการเคลื่อนตัวลงสู่ดินชั้นล่างได้ดี จึงควรใส่ให้พืช ในภายหลังได้

Continue reading

กล้วยไม้

กล้วยไม้ โดย อนันต์ ดาโลดม บทนำ .....กล้วยไม้ เป็นไม้ดอกไม้ประดับ ที่มีการส่งออกมากที่สุดของไทย ปัจจุบัน มีการส่งออก ทั้งในลักษณะต้น และตัดดอก เป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านบาท ต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 85 ของการส่งออกไม้ดอกไม้ประดับทั้งหมด ประเทศไทยมีประสบการณ์ในการส่งออกกล้วยไม้มากว่า 35 ปี จึงได้เผชิญปัญหาอุปสรรคมานานัปการ บางปัญหาสามารถแก้ไขได้ลุล่วงด้วยดี แต่ปัญหาการส่งออก และอีกหลายปัญหา ก็ยังเป็นปัญหาที่เกิดต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งหากได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง จะทำให้ การส่งออกกล้วยไม้ของไทยประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น ดังนั้น การเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การรู้สถานภาพของปัญหาในปัจจุบัน และศักยภาพของปัญหาในปัจจุบัน และศักยภาพการส่งออกของไทยในอนาคต จึงมีความจำเป็น สำหรับการกำหนดนโยบาย แนวทางการพัฒนา และการสนับสนุนการส่งออกกล้วยไม้ไทย วิวัฒนาการการส่งออกกล้วยไม้ของไทย .....การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย เกิดขึ้นมานานมากแล้วมีข้อมูลว่า นายเฮนรี่ อาลามาสเตอร์ (ต้นสกุลเศวตศิลา) เป็นผู้ริเริ่มสะสม และทดลองปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ ทั้งจากในประเทศ และนำเข้าจากต่างประเทศ ประมาณปี พ.ศ 2429 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นทิวากรวงษ์ประวัติ จึงได้ซื้อกล้วยไม้จากนายเฮนรี่ มาปลูกเลี้ยง ต่อมา จึงมีการปลูกเลี้ยงกันเป็นงานอดิเรกอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในกลุ่มขุนนางและผู้มีฐานะดี การปลูกเลี้ยงเริ่มแพร่หลาย เป็นที่นิยมของประชาชนทั่วไป เมื่อท่านศาสตราจารย์ระพี สาคริก เริ่มนำความรู้การปลูกกล้วยไม้ออกมาแนะนำ เผยแพร่ สนับสนุน และส่งเสริม ให้มีการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ในที่สุดการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรก ก็ได้พัฒนามาเป็นการค้า และเริ่มมีการส่งออกอย่างจริงจังในประมาณปี พ.ศ 2508 ในระยะ 5-6 ปีแรก การส่งออกมีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อปี และในช่วงปี 2514-2516 มูลค่าการส่งออกเริ่มส่งขึ้นเป็น 10-40 ล้านบาท การส่งออกกล้วยไม้ของไทย เติบโตมาเป็นลำดับ ขณะเดียวกัน ปัญหาในการส่งออก ก็เริ่มมีมากขึ้น ในช่วงปี พ.ศ. 2520-2521 เกิดปัญหาการตัดราคากันเองของผู้ส่งออกไทย จนทำให้ราคากล้วยไม้ตกต่ำ ในที่สุดกระทรวงพาณิชย์ จึงเข้ามาควบคุมการส่งออกดอกกล้วยไม้ โดยการกำหนดราคาขึ้นต่ำ ซึ่งแม้ผู้ส่งออกส่วนใหญ่จะไม่พอใจ และต้องเลิกการควบคุม แต่ในเวลาต่อมา แต่การส่งออกในปีพ.ศ.2523 ก็มีมูลค่าสูงขึ้นเป็นกว่า 400 ล้านบาท และกล้วยไม้เริ่มมีบทบาท เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยชนิดหนึ่ง ในช่วงปี พ.ศ. 2524-2526 การส่งออกของไทย ตกต่ำลงอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจาก ตลาดเริ่มอิ่มตัวกับกล้วยไม้พันธุ์มาดามปอมปาดัวร์ ที่มีการส่งออกเป็นพันธุ์หลักมานาน อย่างไรก็ตาม กล้วยไม้สกุลพันธุ์ซอนเนีย หรือที่เรียกกันทั่วไป "บอม" ได้เข้ามาเป็นพันธุ์หลักในตลาดโลกแทน มูลค่าการส่งออกจึงปรับตัวสูงขึ้นเป็น 525 ล้านบาท ในปี พ.ศ.2523 .....ช่วงปี พ.ศ. 2529-2530 การส่งออกกล้วยไม้ ประสบปัญหาใหม่ จากระวางขนส่ง โดยเครื่องบินที่ไม่เพียงพอ ระวางการส่งออกทำได้เพียงร้อยละ 70 ของการสั่งซื้อเท่านั้น มูลค่าการส่งออกยิ่งลดต่ำลงเหลือเพียง 380-400 ล้านบาท การส่งออก เริ่มมีการขยายตัวอีกครั้งในปี พ.ศ. 2531 และเติบโตมาเป็นลำดับ แม้จะมีปัญหาการส่งออกลดต่ำลงมาบ้าง ในช่วงปี พ.ศ 2538-2540 เนื่องจาก ปัญหาด้านคุณภาพการใช้งาน ปัญหาด้านการควบคุมศัตรูพืชก่อนการส่งออก และกล้วยไม้พันธุ์ซอนเนีย ที่ตลาดเริ่มอิ่มตัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ 2541 ปริมาณ และมูลค่าการส่งออกกล้วยไม้ของไทย เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ 2542 สามารถส่งดอกกล้วยไม้ได้มากกว่า 300 ล้านช่อ มูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท และส่งออกต้นกล้วยไม้ได้กว่า 20 ล้านต้น มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท ในปี พ.ศ 2543 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกดอกกล้วยไม้ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นกว่าปี พ.ศ 2542 คาดว่าจะมีมูลค่าการส่งออกทั้งต้นและดอกกล้วยไม้ไม่น้อยกว่า 1,700 ล้านบาท โดยสรุปการส่งออกกล้วยไม้ของไทยในระยะ 35 ปีที่ผ่านมา แม้มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย แต่การส่งออกก็เติบโตอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จนมีมูลค่าสูงเกือบ 2,000 ล้านบาท ในปัจจุบัน (ตารางที่ 1) ตารางที่ 1 การส่งออกดอกกล้วยไม้ที่มีใบรับรองปลอดศัตรูพืชและการตรวจพบเพลี้ยไฟ ปี พ.ศ 2540-2543   ปี พ.ศ Shipment จำนวนช่อ มูลค่า (บาท) การตรวจพบเพลี้ยไฟ   2544 2541 2542 2543(ม.ค.-ต.ค.)   29,775 35,708 34,429 32,014   235,808,432 3302,967,169 317,499,776 283,046,321   795,811,981 1,027,272,234 1,359,337,983 1,439,314,399 Shipment % 107 0.36 90 0.25 61 0.18 40 0.12 ปัญหาอุปสรรคการส่งออกกล้วยไม้ที่สำคัญในปัจจุบัน .....ปัญหาการส่งออกที่ความสำคัญในปัจจุบัน และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต หากไม่ได้แก้ไขให้ถูกต้อง และทันท่วงที ส่วนใหญ่ยังเป็นปัญหาเดิม ๆ ที่ล้วนแต่เคยเกิดขึ้น ในอดีตและได้รับการแก้ไขเพียงใหปัญหาทุเลาลงจนสามารถส่งออกเพิ่มขึ้นได้ แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้สำเร็จ จึงยังมีผลต่อเนื่องมาโดยตลอด และอาจรุนแรงจนแก้ไขไม่ได้ในอนาคต ปัญหาดังกล่าวได้แก่ .....1. พื้นที่ระวางขนส่งทางอากาศไม่เพียงพอ และค่าระวางแนวโน้มสูงขึ้นตลอด ทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศลดลง .....2. การตัดราคากันเองของผู้ส่งออก ส่วนใหญ่เป็นผู้ส่งออกรายใหม่ หรือรายเล็กเพื่อต้องการส่วนแบ่งในตลาดเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาส่งออกโดยรวมลดต่ำลง ปัญหานี้มีอย่างต่อเนื่อง และมีความรุนแรงเป็นบางครั้ง เช่นในช่วงที่มีผลผลิตมีมาก ในการปรับลดค่าเงินบาท ประเทศไทยควรจะมีมูลค่า การส่งออกกล้วยไม้สูงกว่าที่เป็นอยู่ หากปัญหาการตัดราคาในช่วงดังกล่าวมีไม่มากนัก .....3. คุณภาพไม่สม่ำเสมอดอกกล้วยไม้ไม่สวย ได้มาตรฐาน ตามคำสั่งซื้อ และอายุการใช้งานสั้น มีโรคแมลง ติดไปกับสินค้าปัญหาการบรรจุหีบห่อไม่ได้มาตรฐานยังคงมีอยู่ เนื่องจาก ค่าระวางบรรทุกแพง จึงมีความพยายามบรรจุกล้วยไม้ให้มากที่สุด การตัดกล้วยไม้ที่มีจำนวนดอกบานน้อย ส่งผลให้กล้วยไม้ไม่สวยและมีอายุการใช้งานน้อยลง ปัญหานี้มีแนวโน้มที่รุนแรงขึ้นกว่าในอดีต เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เกษตรกรไม่ต้องเสี่ยงในการดูแลรักษานาน จึงตัดดอกในระยะก่อนเวลาอันสมควร ปัญหาโรคแมลงติดไปกับต้นและดอกกล้วยไม้ ตัวอย่างปัญหานี้ที่สำคัญ ได้แก่ การเผาทำลายกล้วยไม้ที่มีเพลี้ยไฟติดไปกับกล้วยไม้ ในปี พ.ศ.2540 จำนวน 107 shipments แม้ ที่ผ่านมาหน่วยราชการ จะให้ความสำคัญแก้ปัญหานี้มาก มีการรณรงค์ ให้ความรู้กับผู้ส่งออก และเกษตรกร มีการตรวจสอบกักกัน พืชที่เข้มงวดมากขึ้น และมีการขึ้นทะเบียนผู้ส่งออก จนกระทั่งปัญหาทุเลาลง มีกล้วยไม้ที่ถูกตรวจพบเชื้อไฟเพียง 40 shipments เท่านั้น หรือคิดเป็นร้อยละ 0.12 ของกล้วยไม้ที่ส่งออกทั้งหมด (ตารางที่1) แต่เนื่องจาก มาตรการด้านสุขอนามัย และสุขอนามัยพืช มีบทบาทเป็นเครื่องมือในการกีดกันด้านการค้ามากขึ้น ในอนาคต จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับปัญหานี้มีมากขึ้นกว่าในอดีต และในปัจจุบันมีผู้ส่งออกล้วยไม้มากกว่า 100 ราย และมีการส่งออกโดยเสรี ผู้ส่งออกบางรายขาดความรู้และประสบการณ์ จึงทำให้คุณภาพของกล้วยไม้ไทยไม่แน่นอนสม่ำเสมอในสายตาของผู้บริโภคในต่างประเทศ ตารางที่ 2 การส่งออกต้นกล้วยไม้ที่มีใบรับรองปลอดศัตรูพืช ปี 2542 - 2543 ปี พ.ศ. Shipment จำนวนต้น จำนวนขวด มูลค่า (บาท) 2542 12,234 20,521,469 606,240 157,582,298 2543(ม.ค. - ต.ค.) 10,507 20,731,599 803,514 172,914,501 .....1. ผลผลิตมีปริมาณไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ในช่วงฤดูฝน ปริมาณกล้วยไม้ จะออกสู่ตลาดมาก แต่เป็นช่วงที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการน้อยทำให้ผลผลิตล้นตลาด ราคาส่งออกต่ำ อำนาจการต่อรองทางตลาดลดลง ขณะที่ในช่วงฤดูหนาว ตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูง แต่ผลผลิตกล้วยไม้กลับมีน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการ .....2.กล้วยไม้พันธุ์ใหม่ๆมีเข้าสู่ตลาดน้อยลงในขณะที่พันธุ์เดิมๆ เช่น ซอนเนีย ตลาดเริ่มอิ่มตัว การพัฒนากล้วยไม้ในปัจจุบันมีน้อยลง เนื่องจากการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ มีบทบาทมากขึ้น เกษตรกรจึงมีความระมัดระวังในการแนะนำพันธุ์ใหม่ๆ และมีพันธุ์ที่อาจได้จากการกลายพันธุ์ ขณะเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเกษตรกร จึงให้ความสนใจน้อยลง ขณะเดียวกันเกษตรกร ที่เคยมีความรู้ความสามารถด้านการปรับปรุงพันธุ์ มีอายุมากขึ้น และล้มหายตายจากไป ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์พันธุ์ที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์ ไม่ยอมปล่อยพันธุ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด .....3. การแข่งขันในตลาดต่างประเทศมีมากขึ้น เนื่องจากการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เมืองร้อนมากขึ้น นอกจากประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ที่เป็นคู่แข่งเดิมของไทยอยู่แล้ว อิน เดีย คอสตาริกา เม็กซิโก ก็เริ่มมีการขยายการปลูกกล้วยไม้ ชนิดเดียวกับประเทศไทยมากขึ้น ประกอบกับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ประเทศไทยถูกตัดสิทธิ์พิเศษทางศุลกากร (GSP) ลงทำให้ความสามารถในการแข่งขัน กับต่างประเทศลดต่ำลง .....4. การขยายในต่างประเทศยังมีน้อย โดยเฉพาะในตลาดใหม่ๆ เช่น ในยุโรป ตะวันออก จีน ตะวันออกกลาง และอัฟริกา นับตั้งแต่มีปัญหาในการส่งออกกล้วยไม้เข้าสหภาพยุโรป ผู้ส่งออกให้ความสำคัญในการขยายตลาด ไปยังสหรัฐอเมริกามากขึ้น มีผลทำให้การส่งออกในสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ15 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มเป็นร้อยละ 20 ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่า หากมีการเจาะตลาดอย่างจริงจัง ก็จะสามารถขยายส่งออกเพิ่มได้อีก .....5.การบริการในการส่งออกการส่งออกในปัจจุบันนี้มีปัญหาจากการขนส่งที่รถบรรทุกติดเวลาห้ามขนส่ง มีเพียงผู้ส่งออกบางรายที่มีรถห้องเย็นขนส่ง เมื่อสินค้าส่งออกตกค้างไม่มีห้องเย็นในการเก็บรักษา หรือรอพักก่อนการส่งออก ทำให้คุณภาพของกล้วยไม้ลดต่ำลง สถานภาพในการเป็นผู้นำ ด้านการขนส่งออกกล้วยไม้ ของไทยในตลาดโลก แม้จะมีปัญหาการส่งออกหลายประการ แต่การส่งออกของไทยก็ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ส่วนหนึ่ง เกิดจากการพยายามแก้ไขปัญหาร่วมกัน แม้บางครั้ง จะมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก็ตาม อีกส่วนหนึ่ง น่าจะนับได้ว่าประเทศไทย มีศักยภาพในการผลิตกล้วยไม้เพื่อการส่งออกสูง เป็นประเทศผู้ผลิตกล้วยไม้เมืองร้อน ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ในปัจจุบัน จึงมีความสามารถในการแข่งขันสูง และประกอบกับความต้องการไม้ดอกเมืองร้อนของตลาดโลก มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น มาโดยตลอด จึงมีส่วนสำคัญให้การส่งออกดอกกล้วยไม้ของไทยขยายตัว ปัจจุบัน มีการส่งออกไม้ดอกไม้ประดับเข้าไปในตลาดโลก ปีละประมาณ 3 แสนบาท ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกไม้ดอกไม้ประดับที่สำคัญที่สุดของเอเซีย รองจากอิสราเอล และส่งออกมากเป็นอันดับที่ 16 ของโลกแต่มีมูลค่าการค้ายังไม่ถึงร้อยละ 1 ของตลาดโลก ดังนั้น โอกาสในการขยายการส่งออกจึงมีอีกมาก มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ถึงแม้ว่าประประเทศไทยจะมีการส่งออกเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด แต่อันดับการเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของ โลกก็ลดน้อยลง โดยลำดับเมื่อปี พ.ศ. 2537 ประเทศไทยเคยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 9 ของโลกขณะที่ปี พ.ศ. 2542 อยู่ในอันดับที่ 16 และประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ๆ จะมีการเติบโตที่เร็วกว่าประเทศผู้ส่งออกเดิมๆ ในเอเชีย ประเทศไทยมีการส่งออกมากขึ้นประมาณร้อยละ1ขณะที่ไต้หวันส่งออกเพิ่มถึงร้อยละ 37 ดังนั้น การพัฒนาการส่งออกและการสอนับสนุน การส่งออกของไทยจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจัง และต่อเนื่องต่อไป การพัฒนาและสนับสนุนการส่งออก .....1.รัฐบาลจำต้องมีนโยบายสนับสนุนการส่งสินค้าไปต่างประเทศ เพื่อให้มีความสามารถ แข่งขันกับต่างประเทศมากขึ้น การจัดเครื่องบินเช่าเหมาขนส่งสินค้า จำเป็นต้องดำเนินการในอนาคตอันใกล้นี้ การร่วมมือกันในการแก้ปัญหาการขนส่งสินค้าไปต่างประเทศ ต้องเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล เพื่อเร่งรัดการส่งออก และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการร่วมกันอย่างจริงจังเป็นเอกภาพ ที่สำคัญที่สุดในระยะอันใกล้นี้ เนื่องจากระวางขนส่งยังมีจำกัดและมีราคาสูง ดังนั้น ควรมีมาตรการตรวจสอบสินค้า นอกจากนี้ จะทำให้สินค้าส่งออกได้เฉพาะที่มีคุณภาพดีแล้ว จะทำให้ไม่สูญเสียพื้นที่ และค่าขนส่งไปปกับสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพด้วย .....2. จัดระบบระเบียบของการส่งออกใหม่ อันที่จริง รัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญ กับการจัดระบบระเบียบการส่งออกกล้วยไม้มากขึ้น ปัจจุบันมีการจดทะเบียนผู้ส่งออกขึ้นแล้วแต่ ่เนื่องจากการส่งออกทำได้โดยเสรี และผู้ส่งออกมีมาก และมีมาตรฐานที่แตกต่างกันมาก จึงทำให้การส่งออกมีปัญหา ต้องยอมรับว่าการสูญเสียตลาดในต่างประเทศเกิดขึ้นตลอดเวลา ทั้งนี้เกิดจากผู้ส่งออกที่ส่งสินค้าไม่ได้คุณภาพ การขึ้นบัญชีดำผู้ส่งออก ยังทำได้เฉพาะที่มีปัญหาจากศัตรูพืช การจัดชั้นมาตรฐานของผู้ส่งออกในอนาคต จึงเป็นสิ่งที่การดำเนินการในอนาคต การส่งออกทำได้เสรีแต่การเป็นผู้ส่งออก กล้วยไม้ควรมีมาตรฐานขั้นต่ำที่ควรเป็น และการจัดมาตรฐานผู้ส่งออก ประวัติการส่งออกจะมีผล ช่วยในการให้บริการในการส่งออกมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วย .....3. การตัดราคากันเองของผู้ส่งออก ส่วนหนึ่งมีผลจากระบบการค้า ที่ผู้ส่งออกไม่จำเป็นต้องแจ้งราคาซื้อ-ขายให้กับเกษตรกรทราบ เกษตรกรโดยทั่วไปจะขยายราคาผลผลิต ภายหลังขายกล้วยไม้ไปแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือน ระบบการซื้อ-ขายแบบนี้ ทำให้ผู้ส่งออกตัดสินใจในการตัดราคากับผู้ส่งออกอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น จึงสนับสนุนให้องค์กรเกษตรกรแข็งขึ้น และมีอำนาจต่อรองให้ผู้ซื้อแจ้งราคาดอกกล้วยไม้ในขณะที่ซื้อได้ .....4. เพื่อการจัดระบบการส่งออกเข้มแข็งขึ้น และการจัดการปัญหาการส่งออกโดยรวมสะดวกขึ้น จึงควรสนับสนุนให้ผู้ส่งออกทุกรายเป็นสมาชิกขององค์กรผู้ส่งออก ไม่ว่าแบบสมาคมหรือชมรมก็ได้ ....5. ส่งเสริมให้มีการขยายตลาดไปสู่ตลาดใหม่ๆ มากขึ้น โดยการสนับสนุนให ้มีการเข้าร่วมงานประชาสัมพันธ์เผยแพร่กล้วยไม้ไทยในประเทศนั้นๆ ซึ่งต้องร่วมมือกันมากขึ้น ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงต่างประเทศ ที่สำคัญผู้ส่งออกต้องมีบทบาทในส่วนนี้มากขึ้นด้วย ปัจจุบันการเปิด ตลาดใหม่มีต้นทุนสูง การไปขยายตลาดของผู้ส่งออกเดิมทำเฉพาะราย การเปลี่ยนบทบาทดำเนินการในรูปสมาคมชมรม หรือกลุ่มต่างๆ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสในการเปิดตลาด และแข่งขันกับผู้ส่งออกประเทศอื่นได้มากกว่า .....6. เพิ่มศักยภาพความพร้อมของข้อมูลงานวิจัย เพื่อสนับสนุนการส่งออกให้มากขึ้น โดยเฉพาะงานวิจัยด้านการควบคุมศัตรูพืช ก่อนการส่งออก การระบาดของศัตรูพืชในประเทศปลายทาง เพื่อให้มีข้อมูลต่อรองในการเจรจากำหนดเงื่อนไขการค้าที่เหมาะสมมากขึ้น นอกจากนั้น การวิจัยฟื้นฟูด้านการปรับปรุงพันธ์และการเพิ่มผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ก็เป็นปัญหาที่ต้องรีบดำเนินการ .....7.การเร่งรัดเรื่องการดำเนินการตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช และการรณรงค์ให้เกิดความเข้าใจในเรื่อง ลิขสิทธิ์พันธุ์พืช และการส่งเสริมให้เกษตรกรร่วมปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ ยังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะอาศัยเพียงนักวิจัยปรับปรุงพันธุ์อย่างเดียวคงไม่ทันต่อสถานการณ์ .....8. การส่งออกต้นกล้วยไม้ของไทยมีศักยภาพสูงมาก ขณะนี้ตัวเลขการส่งออกอาจต่ำกว่าความเป็นจริง จึงไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล จำเป็นต้องเร่งผลักดันให้มีการส่งออกในลักษณะต้นให้มากขึ้น .....9. การให้บริการในลักษณะ one stop service เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ขณะนี้รัฐบาลมอบให้กรมวิชาการเกษตรดูแลศูนย์ผลักดันสินค้าเกษตรเพื่อส่งออก ซึ่งจะทำหน้า ที่ให้เกิดการบริการในลักษณะ one stop service กับสินค้า product champion ซึ่งกล้วยไม้เป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้า product champion นี้ และขณะนี้ได้ดำเนินไปแล้วหลาย ประการ .....10. การลดต้นทุนการผลิตของการเกษตรในภาระที่ต้นทุนโดยเฉพาะปุ๋ยและสารเคมีมีราคาสูงขึ้น เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้การส่งออกดำเนินต่อไปได ้และยังมีอำนาจในการแข่งขันกับ ต่างประเทศได้ ในส่วนนี้รัฐบาลและผู้ส่งออกต้องศึกษาและนำผลมารณรงค์.ให้ความรู้กับเกษตรกรให้มากขึ้น .....11. การปรับปรุงตลาดกลางกล้วยไม้ในประเทศ ให้มีมาตรฐานมีความจำเป็น เพราะจะเป็นฐานที่จะทำให้การผลิตของเกษตรกรมีความมั่นคงมากขึ้น ขณะเดียวกันการส่งออก ได้ก็จะถูกส่งไปยังตลาดปากคลองตลาด และขายถูก เกิดสภาวะสินค้าล้นตลาด เพราะตลาดไม่มีแหล่งเก็บเพื่อการรอระบายสินค้าที่ดี นอกจากนั้น หากตลาดกลางในประเทศมี มาตรฐาน การควบคุม การอำนวยการ และการจัดการสินค้ากล้วยไม้เพื่อส่งออก จะมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย โดยสรุปจะเห็นว่ากล้วยไม้เป็นพืชที่มีศักยภาพสูง มีอนาคตในการส่งออกมาก ปัญหาอุปสรรคแม้จะมีมากมาย บางปัญหาอาจจะมองทางแก้ไขได้ไม่ชัดเจนนัก แต่เชื่อว่า หากมีการร่วมมือกันจากผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง การส่งออกล้วยไม้ไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดไป

Continue reading

แนวทางการแก้ปัญหาการเสื่อมโทรมของส้มที่เกิดจากโรค

แนวทางการแก้ปัญหาการเสื่อมโทรมของส้มที่เกิดจากโรค สุชาติ วิจิตรานนท์  นักวิชาการโรคพืช 8 กลุ่มงานวิจัยโรคไม้ผลพืชสวนอุตสาหกรรมและสมุนไพร กองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพ 10900       ในพื้นที่ปลูกส้มแถบรังสิตค่อนข้างยากที่จะฟื้นฟูสภาพสวนที่ทรุดโทรมอยู่แล้วให้กลับคืนมาเหมือนเมื่อ 10-20 ปีก่อน เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้การปลูกส้มในแหล่งปลูกแห่งนี้ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรทั้งๆที่เกษตรกรผู้ปลูกส้มส่วนใหญ่ มีความชำนาญและประสบการณ์สูงในการปลูกและดูแลรักษาต้นส้ม ปัจจัยเหล่านี้คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของปัญหาสภาพแวดล้อม การเสื่อมโทรมของดิน น้ำ การระบาดของโรคแมลงศัตรูพืช เกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ไปหาพื้นที่ปลูกส้มใหม่ที่มีสภาพน้ำดิน ที่อุดมสมบูรณ์กว่า เป็นแหล่งปลูกใหม่ที่ไม่มีแปลงส้มที่เป็นโรคทรุดโทรมอยู่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมในการนำส้ม ปลอดโรคไปปลูกแต่ก็คงต้องมีงานวิจัยหาต้นตอที่เหมาะสมกับสภาพดินเหนียวยกร่อง ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาโรคติดเชื้อ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการทำสวนส้มของเกษตรกรในอนาคต      ข้อเสนอแนะในการปลูกและดูแลรักษาต้นส้มเพื่อลดความเสียหาย จากโรคทรุดโทรม แปลงส้มปลูกใหม่       1. เลือกกิ่งพันธุ์ส้มจากต้นอายุมากที่ไม่แสดงอาการโรคกรีนนิ่งมาปลูก ไม่ควรซื้อต้นส้มจากแหล่งขยายพันธุ์ที่ไม่ทราบที่มา ของต้นส้ม       2. ขยายพันธุ์ส้มโดยการตอนกิ่งไปก่อน จนกว่าการวิจัยเกี่ยวกับต้นตอที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และทนทานต่อโรคจะประสบ ผลสำเร็จ       3. ปรับสภาพดินโดยเฉพาะความเป็นกรดด่างของดินให้อยู่ระหว่าง 5.5-6.5       4. ตระหนักอยู่เสมอว่าต้นส้มที่ปลูกมีเชื้อโรคกรีนนิ่งหรือทริสเตซ่าคอยแย่งอาหารอยู่ภายในไม่มากก็น้อย การปฏิบัติต่อส้ม เช่น การอดน้ำเพื่อให้ต้นส้มพักตัวก่อนออกดอกติดผลไม่ควรนานจนเกินไป การไว้ผลผลิตควรมีจำนวนที่เหมาะสมกับความสมบูรณ์ของต้นหรือความสามารถของต้นที่จะเลี้ยงลูกได้จนเก็บเกี่ยว       5. มีการให้ธาตุอาหารพืชที่เหมาะสมและพอเพียงกับการเจริญเติบโตของต้นส้มในช่วงการเจริญเติบโตต่างๆกัน       6. ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชโดยใช้วิธีการที่เหมาะสมกับชนิดของศัตรูพืช แปลงส้มเก่า       1. ต้นส้มที่ทรุดโทรมให้ผลผลิตไม่คุ้มค่าในแปลงควรขุดออกเผาทำลาย       2. ตรวจสอบความเป็นกรดด่างของดินอยู่เสมออย่างน้อยปีละครั้ง และทำการปรับให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต ของส้ม รวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างดินด้วยอินทรีย์วัตถุ       3. ไม่กักน้ำต้นส้มนานเกินไปจนต้นเหี่ยว และควบคุมปริมาณผลผลิตส้มให้เหมาะสมกับสภาพความสมบูรณ์ของต้น เพื่อป้องกันการร่วงของผลส้มก่อนแก่       4. ให้ปุ๋ยและธาตุอาหารที่เหมาะสมและพอเพียงกับการเจริญเติบโตของต้นส้มให้สัมพันธ์กับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวออกไป โดยให้ปุ๋ยทั้งทางทางดินและให้ทางใบช่วยในกรณีที่ปริมาณรากมีน้อย       5. แปลงส้มที่ต้นส้มทรุดโทรมทั้งแปลงควรรื้อแปลงเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมโรคและแมลง แปลงส้มปลอดโรคที่ติดโรคกรีนนิ่ง       1. ถ้าพบอาการโรคกรีนนิ่งที่กิ่งใดกิ่งหนึ่งในต้น ควรรีบตัดทิ้ง       2. ในกรณีที่ติดเชื้อโรคกรีนนิ่งและแสดงอาการทั้งต้น ควรตัดแต่งกิ่งที่มีอาการรุนแรงออก ฉีดพ่นธาตุอาหารหลักและ ธาตุอาหารรอง และให้ปุ๋ยทางดิน       3. ปรับปรุงดินให้มีสภาพความเป็นกรด-ด่างที่เหมาะสม (pH 5.5-6.5)       4. ปรับปรุงดินด้วยอินทรีย์วัตถุ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เพื่อกระตุ้นให้มีการแตกรากผิวดินมากขึ้น       5. ควบคุมปริมาณผลผลิตส้มให้เหมาะสมกับสภาพความรุนแรงของโรคในต้นส้มโดยการปลิดผลออกบ้างในช่วงติดผลเล็กๆ แนวทางปฏิบัติการแก้ปัญหาโรคทรุดโทรมโดยใช้ส้มปลอดโรค       1. หาแหล่งปลูกใหม่ที่ห่างไกลจากแหล่งปลูกส้ม       2. หากจำเป็นต้องปลูกในแหล่งปลูกเก่าหรือต้องการฟื้นฟูให้แหล่งปลูกเก่าที่เสื่อมโทรมจากโรคโดยใช้ส้มปลอดโรคปลูก จะต้องทำการรื้อถอนต้นส้มเป็นโรคทั้งหมดออกเผาทำลาย       3. กำหนดขอบเขตพื้นที่ปลูกส้มปลอดโรคและมีการควบคุมการเข้ามาของต้นเป็นโรคและแมลงพาหะนำโรคโดยใช้วิธีการ  Domestic Quarantine และการใช้สารเคมีที่เหมาะสม       4. มีการปลูกไม้บังลมรอบๆแปลงปลูกส้มปลอดโรค       5. ในช่วงส้มอายุ 1-3 ปีควรมีการพ่นสารกำจัดแมลงพาหะนำโรคพวกเพลี้ยอ่อนและเพลี้ยไก่แจ้อย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะ ในช่วงส้มแตกใบอ่อน หรือ       6. มีการตรวจสอบการเข้ามาของแมลงพาหะนำโรคในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบต้องรีบทำการป้องกันกำจัด ด้วยสารเคมีหรือสารอื่นที่ให้ผลในการป้องกันกำจัดเท่าเทียมกัน

Continue reading

ปัญหาผลส้มร่วงและแนวทางการแก้ไข

ปัญหาผลส้มร่วงและแนวทางการแก้ไข สุชาติ วิจิตรานนท์  นักวิชาการโรคพืช 8 กลุ่มงานวิจัยโรคไม้ผลพืชสวนอุตสาหกรรมและสมุนไพร กองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพ 10900        ส้มเป็นพืชที่สามารถทำให้ออกดอกติดผลได้ง่ายและมักจะไม่มีปัญหาการไม่ติดผลหรือผลร่วงหล่นหากไม่ประสบกับสภาวะ วิกฤตหรือภัยธรรมชาติ เช่นพายุลมแรง สภาพแล้งจัดขาดน้ำ หรือการร่วงหล่นของผลส้มที่เกิดจากแมลงทำลาย เช่น มวนเขียว หรือผีเสื้อมวนหวานดูดกินน้ำในผลส้มทำให้ผลเน่าและร่วงหล่นในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม การร่วงหล่นของผลส้มในระยะ ผลใหญ่กว่ามะนาวหรืออายุผลประมาณ 6-7 เดือนหลังออกดอกอาจจะพบเห็นได้ในกรณีที่ส้มต้นนั้นติดผลมากเกินไป การร่วงของผลในลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องปกติซึ่งมักจะไม่เกิน 10%       ปัจจุบัน ผลร่วงของส้มกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกร ผู้ปลูกส้มในหลายๆแหล่งปลูกส้มของประเทศ และนับวันจะเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น เกษตรกรจำเป็นต้องเก็บเกี่ยวส้ม ในขณะที่ยังไม่แก่จัดเพื่อหนีการร่วงของผล ซึ่งผลส้มจากต้นที่ผลร่วงนั้นถึงแม้จะเก็บก่อนร่วงก็จะมีคุณภาพเช่นเดียวกับผลที่ ร่วงก่อนแก่ ดังจะพบเห็นเสมอๆว่ารสชาติของส้มที่วางตลาดในปัจจุบันค่อนข้างไม่สม่ำเสมอเนื่องจากมีผลส้มใกล้ร่วงปะปนอยู่ ซึ่งผลส้มใกล้ร่วงนี้จะมีรสชาติที่ผิดปกติไปจากเดิม แหล่งปลูกส้มที่พบปัญหาผลร่วงก่อนแก่เสมอๆมักจะเป็นแหล่งปลูกส้มเก่า เช่นแหล่งปลูกส้มของอำเภอวังชิ้น จ. แพร่ บางแหล่งปลูกของจังหวัดน่าน และปัจจุบันเริ่มพบปัญหาผลร่วงมากขึ้นในแหล่งปลูก ส้มใหญ่ของประเทศคือบริเวณทุ่งหลวงรังสิต และเขตติดต่อจังหวัดสระบุรี อยุธยา นครนายก สาเหตุผลส้มร่วง       อาจจะกล่าวได้ว่าปัญหาผลร่วงของส้มมีความสัมพันธ์กับอาการทรุดโทรมของต้นส้ม ต้นส้มที่มีอาการทรุดโทรมจากโรคมักจะ ออกดอกติดผลมาก และผลมักจะร่วงง่ายในช่วงอายุผลประมาณ 6-7 เดือน ดยผลจะแสดงอาการก้นผลเหลืองหรือเหลืองบริเวณ ขั้วผลก่อนแล้วจึงหลุดร่วงในเวลาต่อมา เช่นเดียวกับสภาพสวนส้มในเขตรังสิต หนองเสือ วิหารแดง ปัจจุบันมีสภาพทรุดโทรม ให้เห็นเป็นบางสวนบางสวนถูกละทิ้งให้หญ้าขึ้นรก บางสวนปลูกใหม่อายุ 2-3 ปี ต้นส้มแสดงอาการโรคกรีนนิ่งทั้งแปลง  บางสวนเป็นสวนเก่าต้นที่มีอายุมากๆ18-20 ปีที่ยังคงให้ผลผลิตก็ยังคงมีอยู่ในขณะที่บางต้นตายไปจากโรครากเน่าหรือ ทรุดโทรมจากโรคกรีนนิ่งก็มีการปลูกแซม มีการระบาดของแมลงพาหะนำโรคโดยเฉพาะเพลี้ยไก่แจ้ส้มโดยทั่วไป ซึ่งเป็นสภาพ ที่แตกต่างจากสวนส้มรังสิตเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง และบางสวนสภาพต้นส้มมีอาการทรุดโทรมเช่นเดียวกับ สวนส้มของอำเภอวังชิ้นจังหวัดแพร่ ซึ่งพบอาการผลร่วงส้มเป็นประจำทุกปีมากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ที่แตกต่างกันในแต่ละปีด้วย         จากการศึกษาปัญหาส้มผลร่วงของอำเภอวังชิ้นและสวนส้มแถบรังสิตพอที่จะประมวลสาเหตุของการร่วงของผลส้มก่อนที่จะ แก่ได้ดังนี้       1. ต้นส้มมีผลผลิตมากเกินไปกว่าปริมาณอาหารสะสมในต้นจะพอเลี้ยงผลให้แก่จนกระทั่งเก็บเกี่ยวได้        2. ต้นส้มมีความสมบูรณ์ไม่เต็มที่เนื่องจากขาดการจัดการน้ำและปุ๋ยที่เหมาะสมกับปริมาณการติดผล        3. ต้นส้มมีเชื้อโรคอยู่ในระบบท่อน้ำท่ออาหารคอยแย่งสารอาหารที่จำเป็นต่อการพัฒนาผลที่สมบูรณ์ (โรคกรีนนิ่ง โรคทริสเตซ่า)        4. ต้นส้มมีปริมาณรากน้อยไม่เพียงพอที่จะหาอาหารเลี้ยงผลจนถึงแก่จัดได้ อาจจะเป็นผลจากการกักน้ำส้มที่นานเกินไปทำให้รากแห้งไป บางส่วน หรือมีปริมาณธาตุอาหารพืชบางชนิดสูงเกินไป เช่น ฟอสฟอรัส ซึ่งอาจมีผลกระทบทำให้มีปริมาณรากฝอยในดินชั้นบนน้อยลง         5. ต้นส้มมีรากบางส่วนเน่าเสียทำให้หาอาหารได้ไม่พอเพียงกับการเลี้ยงผลส้มจำนวนมากที่ติดบนต้นได้ การเน่าเสียของรากอาจเป็นผลจากความอ่อนแอของรากที่เกิดจากเชื้อโรคกรีนนิ่งและทริสเตซ่าไปยับยั้งการส่งน้ำตาลไปเลี้ยงราก เมื่อรากอ่อนแอเชื้อราหลายชนิดสามารถเข้าทำลายรากทำให้เกิดการเน่าเสียได้        6. รากส้มขาดอากาศเนื่องจากดินอิ่มตัวด้วยน้ำที่ท่วมขัง (water logging)ในช่วงติดผล ซึ่งมักจะเกิดกับสวนส้มในที่ลุ่มภาคกลางที่มีดินเหนียวจัด การระบายน้ำไม่ดีและมีระดับน้ำใต้ดินสูง ทำให้ต้นส้มเกิดสภาวะความเครียดอันอาจส่งผลให้ต้นส้มสร้างสารเอธิลีนทำให้ ผลส้มร่วงได้        7. สภาพไม่มีแสงแดดเป็นเวลานานทำให้ใบไม่สามารถปรุงอาหารมาเลี้ยงผลผลิตส้มที่ติดบนต้นได้พอเพียง       8. การที่ต้นส้มมีผลผลิตหลายรุ่นทำให้มีการดึงธาตุอาหารบางชนิดไปเลี้ยงผลอ่อน เป็นผลให้เกิดการขาดในผลใกล้แก่ ซึ่งอาจทำให้เกิด การทิ้งผลได้       9. สภาพความเป็นกรดจัดของดินหรือน้ำเป็นผลให้ดินจับธาตุอาหารพืชบางชนิดไว้ทำให้พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้ เกิดการขาดธาตุอาหารบางชนิดที่อาจจำเป็นสำหรับการเลี้ยงผลให้แก่จัดได้       10. มีสภาวะแปรปรวนของธรรมชาติ เช่นฝนตกชุกหรือตกหนักในช่วงฤดูแล้งทำให้การจัดการระดับน้ำในร่องสวนไม่เหมาะสม มีน้ำมากเกินไปอาจทำให้เกิดการทิ้งผลได้ ซึ่งต้นส้มอายุน้อยไม่เกิน 10 ปีมักได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าต้นส้มอายุมากกว่า       11. สภาพขาดน้ำและอุณหภูมิสูง มีผลทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ ทำให้ต้นส้มเกิดสภาวะความเครียดน้ำ (water stress) ขึ้น กระตุ้นให้เกิดการสร้างสารเอธิลีนซึ่งเป็นสาเหตุให้เซลล์บริเวณขั้วผลแยกจากผลส้ม ทำให้ผลส้มร่วง แนวทางการแก้ปัญหาผลร่วงก่อนแก่ของส้ม       1. เกษตรกรจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่าต้นส้มกิ่งตอนที่ปลูกกันอยู่โดยทั่วไปนั้นติดเชื้อโรคอยู่ในระบบท่อน้ำท่ออาหารในปริมาณเชื้อ ที่แตกต่างกัน ซึ่งโรคติดเชื้อที่สำคัญและมีการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางในประเทศไทยคือโรคกรีนนิ่งที่เกิดจากเชื้อคล้าย แบคทีเรียและ โรคทริสเตซ่าที่เกิดจากเชื้อไวรัส       2. เชื้อโรคที่แพร่กระจายอยู่ในพืชเหล่านี้มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตโดยรวมของต้นพืช โดยจะแย่งสารอาหารที่พืชดูดจากดินและที่พืชสร้างขึ้นจากการสังเคราะห์แสงทำให้พืชแสดงอาการขาดธาตุอาหารบางชนิด เช่นขาดธาตุสังกะสี ขาดแมงกานีส ขาดแมกนีเซียม เป็นต้น ซึ่งเป็นอาการที่พบเห็นเสมอๆในสวนส้มได้แก่อาการใบเล็กเหลือง ใบแข็งตั้งตรง ใบลายเหลือง หรือใบเป็นจุดประเป็นต้น       3. เชื้อโรคกรีนนิ่งและทริสเตซ่าในพืชยังมีผลให้รากพืชขาดน้ำตาลและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ทำให้รากส้มอ่อนแอเกิดการ เน่าเสียได้ง่าย ดังจะพบเสมอๆว่าส้มที่ติดเชื้อดังกล่าวมีปริมาณรากน้อยและพบการเน่าเสียของรากได้ง่าย       4. ผลในระยะยาวของเชื้อโรคดังกล่าวทำให้ต้นส้มเกิดอาการทรุดโทรม ยอดเหลือง ปลายกิ่งแห้งใบเล็กลงทั้งต้น ติดผลมากแต่ผลมีขนาดเล็กและร่วงหล่นก่อนแก่       5. ต้นส้มที่ติดเชื้อโรคกรีนนิ่งและทริสเตซ่ามีโอกาสที่จะถูกกระทบกระเทือนจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป หรือความไม่สมดุลย์ของธาตุอาหารได้มากกว่าต้นส้มต้นปกติที่ไม่มีเชื้อโรคดังกล่าวหรือมีอยู่น้อย จึงมีโอกาสที่จะเกิดผลร่วงได้มากกว่าเช่นเดียวกัน       6. การจัดการต้นส้มที่ติดเชื้อโรคในเรื่องของการให้น้ำให้ปุ๋ย การกักน้ำ การควบคุมปริมาณการติดผลจึงควรจะต้องเหมาะสมโดยพิจารณาจากสภาพความสมบูรณ์ของต้นส้มเป็นหลัก       7. การจัดการดินที่เหมาะสมตั้งแต่ความเป็นกรดด่างของดิน การปรับสภาพดินด้วยอินทรีย์วัตถุ เป็นการช่วยลดปัญหาการดูดจับธาตุอาหารบางชนิดไว้กับดินโดยพืชไม่สามารถนำไปใช้ได้จากสภาพดินที่เป็นกรดหรือเป็นด่างจัด        8. การกักน้ำต้นส้มนานเกินไปมีส่วนทำให้รากพืชแห้ง การเกิดรากใหม่เมื่อขึ้นน้ำต้นส้มอาจจะไม่พอเพียงที่จะหาอาหารเลี้ยงผลส้มในปริมาณมากๆได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการทรมานต้นส้มที่มากเกินไป       9. ต้นส้มที่มีใบเล็กหรือแสดงอาการขาดธาตุอาหารบนใบควรควบคุมปริมาณผลส้มไม่ให้มีมากเกินไป และให้ธาตุอาหารเพิ่มเติม โดยการฉีดพ่นทางใบช่วยอีกทางหนึ่งเพื่อให้ต้นส้มมีธาตุอาหารพอเพียงที่จะพัฒนาผลส้มไปจนถึงเก็บเกี่ยวได้       10. การให้ปุ๋ยทางดินควรให้ในปริมาณที่เหมาะสมและสัมพันธ์กับปริมาณผลผลิตส้มที่เก็บเกี่ยวได้ในแต่ละปี การให้ธาตุอาหารพืชที่ไม่เหมาะสมหรือน้อยเกินไปจะเกิดผลต่อความสมบูรณ์ของต้นส้มที่อาจมองไม่เห็น ชัดเจนด้วยตาแต่อาจมีผลต่อการหมดสารอาหารที่จะไปเลี้ยงผลให้อยู่จนครบอายุเก็นเกี่ยวได้ ทำให้เกิดปัญหาการร่วงหล่นของผล

Continue reading

การจัดการสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้ม อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตอนที่ 5 การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพ : สารป้องกันกำจัดแมลงและการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดการสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้ม อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตอนที่ 5 การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพ : สารป้องกันกำจัดแมลงและการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ (Treatment) โดย วิทย์ นามเรืองศรี กองกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพ ควรพิจารณา ถึง 1) เทคนิคการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูไม้ผลที่เหมาะสม (Technique)  2) เลือกช่วงการพ่นเวลาที่เหมาะสม (Timing) และ  3) สารป้องกันกำจัดแมลงและการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ (Treatment) ในตอนนี้จะขอกล่าวถึงข้อที่ 3 คือ สารป้องกันกำจัดแมลงและการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ (Treatment) 3. สารป้องกันกำจัดแมลงและการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ (Treatment) เนื่องจากการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูส้มยังมีความจำเป็น และเป็นส่วนที่มีความสำคัญในการผลิตส้มโดยทั่วๆไปในขณะนี้ จำเป็นต้องคำนึงสิ่งต่อไปนี้ : 3.1.การแบ่งชนิดของสารฆ่าแมลง สำหรับการแบ่งสารฆ่าแมลงโดยการใช้สารเคมีที่อยู่ในสารฆ่าแมลงได้ตามลักษณะของเคมี 2 กลุ่ม ได้แก่ สารอนินทรีย์เคมี และสารอินทรีย์เคมี สารอนินทรีย์เคมี (Inorganic compounds) จะประกอบไปด้วยสารที่มีสูตรโครงสร้างส่วนประกอบที่ไม่มีธาตุคาร์บอนอะตอม สารกลุ่มนี้จะได้แก่ อาชีนิก โบรอน ทองแดง เป็นต้น สารฆ่าแมลง เช่น แคลเชียมไซยาไนด์ โซเดียมอาซีเนท สารอินทรีย์ (Organic compound)  เป็นสารสกัด ซึ่งประกอบด้วย ธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และ ธาตุใดธาตุหนึ่ง ได้แก่ คลอรีน ออกซิเจน กัมมะถัน ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน ได้แก่ กลุ่มสารจากพืช (Botanical compound) เป็นสารที่ได้จากพืชธรรมชาติ สารเหล่านี้ส่วนมากจะสลายตัวได้ง่าย คงสภาพได้สั้น มีผลในการฆ่าแมลงได้ดีชนิดเฉียบพลัน (Knockdown) และมีพิษต่อสัตว์เลือดอุ่นต่ำ กลุ่มสารออร์แกนโนฟอสฟอรัส (Organophosphorous compound) เป็นสารอินทรีย์สังเคราะห์ที่มีฤทธิ์สั้นชนิดถูกตัวและดูดซึมและทำปฏิกริยาฆ่าแมลงกับเอนไซม์ acetylcholinesterase เช่น สารเมธามิโดรฟอส ไดเมทโธเอท เฟนไธออน คลอไพรีฟอส กลุ่มคาร์บาเมท กลุ่มนี้มีผลตกค้างสั้นเช่นกลุ่มสารออร์แกนโนฟอสฟอรัส เป็นสารอินทรีย์สังเคราะห์ชนิดถูกตัวและดูดซึม และทำปฏิกริยาฆ่าแมลงขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ acetylcholinesterase กลุ่มสารออร์แกนโนคลอรีน (Organochlorine compound) เป็นสารอินทรีย์สังเคราะห์ที่มีฤทธิ์สั้นชนิดถูกตัวและดูดซึม ทำปฏิกริยาฆ่าแมลงกับระบบเส้นรับประสาทและการส่ง-รับ ผ่าน โดยเฉพาะสื่อนำ ธาตุโซเดียม และโปรแตสเซียมในเซลล์ประสาท กลุ่มสารไพรีทรอย์ (Pyrethropids compound) เป็นสารอินทรีย์เคมีสังเคราะห์จากพืชตระกูลไพรีทรั้ม ทำให้มีสูตรโครงสร้างทางเคมีหลายอย่าง มีผลในการฆ่าแมลงได้ดีชนิดเฉียบพลัน (Knockdown) ทุกชนิด ไม่มีฤทธิ์ในทางดูดซึม มีพิษต่อสัตว์เลือดอุ่นต่ำ แต่มีพิษต่อปลาสูง บางชนิดไม่ทนต่อแสงแดด กลุ่มสารรมอื่นๆ (Miscellaneous fumigants) สารกลุ่มนี้กำจัดแมลงโดยการทำให้ขบวนการชีวเคมีเปลี่ยน สามารถระเหยเข้าสู่ปอดได้ง่าย เช่น ฟอร์มาดีไฮด์ คาร์บอนไดซันไฟล์ กลุ่มยับยั้งการลอกคราบ (Insect growth regulators) เป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่จะไปช่วยเร่งหรือลดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนแมลง ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยาแมลงเปลี่ยนไป เช่น ยับยั้งการลอกคราบของแมลง เช่น สารไดรฟลูเบนชิรอน กลุ่มสารน้ำมัน (Mineral oils) เป็นสารกลุ่มที่ใช้มานานสำหรับป้องกันกำจัดแมลงและไรระบาดในไม้ผลเขตอบอุ่นและเขตหนาว สารและอนุพันธ์ paraffinis และ naphthenesที่ไม่มีพิษต่อพืช ฤทธิ์กำจัดทั้งตัวอ่อนและไข่โดยการอุดตันรูหายใจและช่วยไล่การหาอาหารและวางไข่ของแมลง สำหรับปัจจุบันมีเทคโนโลยีพัฒนาใช้ได้ในไม้ผลในเขตร้อน กลุ่มสารชีวินทรีย์ เป็นสารจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ ได้แก่ เชื้อไวรัส แบคทีเรีย ไส้เดือนฝอย และเชื้อรา ที่ผลิตโดยมนุษย์ใช้ฆ่าแมลง โดยมากเป็นสารเฉพาะเจาะจงกับชนิดของแมลง 3.2.ประเภทฤทธิ์ของสารป้องกันกำจัดแมลงที่ใช้  สารแต่ละชนิดที่ใช้ในการกำจัดแมลงมีฤทธิ์ต่อการกำจัดศัตรูพืชที่แตกต่างกันโดยการผ่านหรือมีฤทธิ์ ต่อแมลงนั้นๆ ได้แก่ : ประเภทถูกตัวตาย (Contract toxicants) เป็นการที่สารผ่านเข้าไปในช่องผ่านยังแหล่งมีฤทธิ์โดยผลของการถูกสัมผัส เช่น การพ่นตกค้างบนผิวใบพืช ซึ่งการกำจัดแมลงของสารชนิดนี้อยู่ที่ระบบประสาทและระบบหายใจของแมลง ประเภทกินตายหรือมีฤทธิ์ทางกระเพาะอาหาร(Stomach toxicants) โดยผ่านทางระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ทางปากและดูดซึมเข้าทางกระเพาะอาหารและลำไส้ เช่น คาร์บาลีน ประเภทดูดซึม(Systemetic toxicants) โดยการที่สารพวกนี้จะตกบนใบ กิ่ง ผล หรือส่วนต่างๆ ของพืชและจะสามารถดูดซึมเข้าพืชผ่านทางท่อน้ำ-อาหาร เป็นต้น เช่น ไดเมทโธเอท ประเภทอุดตัน (Suffocation ) เป็นการพ่นสารปริมาณมากเพื่อการกระจายเคลือบทุกพื้นที่บนผิวพืช เช่น น้ำมันปิโตรเลียมกำจัดศัตรูพืช    การเลือกสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแต่ละครั้งเมื่อนำมาใช้ ควรคำนึงถึงปัจจัย ดังนี้: สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูส้นนั้นได้ขึ้นทะเบียนตามกฏหมายวัตถุอันตรายของการเกษตร เพื่อจะได้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูส้มที่ตรงตามฉลาก และไม่ปลอมปนสารอื่นๆ สารป้องกันกำจัดศัตรูแมลงส้มมีสูตรแตกต่างกัน และจะมีผลต่อการพัฒนาส้มต่างๆ เช่น ดอก คุณภาพผล การติดผล เป็นต้น เช่นชนิดสารแขวนลอย สารละลาย ผง หรือเม็ด จึงควรทดสอบเบื้องต้นก่อน หรือปรึกษาเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง สารเพิ่มประสิทธิภาพบางครั้งมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การละลาย หรือการกระจาย แต่บางระยะมีผลต่อผลผลิตได้จึงควรศึกษาก่อนนำมาใช้ สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชนั้นควรจะส่งเสริมระบบการจัดการศัตรูส้มแบบผสมผสาน โดยคำนึงถึงการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ประสิทธิภาพและผลกระทบต่อศัตรูธรรมชาติในสวนส้มน้อย การผสมสารเคมีทางการเกษตรในการพ่นสารครั้งเดียวเมื่อมีความจำเป็น ควรทดสอบในระยะต่างๆ ที่จะใช้บางส่วนและสังเกตการเกิดอาการจากใบ ดอก ผล ที่ผิดปกติไปจากอาการทั่วๆ ไป ใช้สารเมื่อมีความจำเป็น เลือกใช้สารที่เฉพาะเจาะจงกับศัตรูพืช และมีความเป็นพิษน้อยต่อสัตว์เลือดอุ่น ใช้ตามอัตราที่แนะนำ และไม่ใช้สารผสมกันนอกจากทราบข้อมูลดีแล 3.3 การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย อ่านฉลากคำแนะนำ คุณสมบัติ และการใช้ก่อนทุกครั้ง ต้องสวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิด รวมทั้งสวมหน้ากากหรือผ้าปิดจมูก ควรเตรียมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ใช้หมดในคราวเดียว และการใช้สารไม่ควรใช้มากเกินพอ เนื่องจากมลภาวะเป็นพิษในสภาพแวดล้อมต่างๆ เมื่อเลิกใช้ควรควรปิดฝาภาชนะบรรจุสารเคมีให้สนิท เก็บไว้ในที่มิดชิด ห่างจากสถานที่ปรุงอาหาร แหล่งน้ำ และเด็กที่จะพบเห็น ภายหลังการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที่และทำความสะอาดชุดพ่นสารนั้นทันที ไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารเคมีที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับปลอดภัย สารป้องกันกำจัดแมลงแต่ละชนิดมีระยะสลายตัวหลังจากพ่นแตกต่างกัน ทำลายภาชนะบรรจุเคมีที่ใช้หมดแล้ว อย่าทิ้งตามสวนหรือลงแม่น้ำลำคลอง

Continue reading

การจัดการสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่าง มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตอนที่ 4 การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพ : เลือกช่วงการพ่นเวลาที่เหมาะสม

การจัดการสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่าง มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตอนที่ 4 การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพ :  เลือกช่วงการพ่นเวลาที่เหมาะสม (Timing) โดย วิทย์ นามเรืองศรี กองกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ ตอนที่ 4 การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพ : เลือกช่วงการพ่นเวลาที่เหมาะสม (Timing)       การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพ ควรพิจารณา ถึง  1) เทคนิคการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูไม้ผลที่เหมาะสม (Technique) 2) เลือกช่วงการพ่นเวลาที่เหมาะสม (Timing) และ  3) สารป้องกันกำจัดแมลงและการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ (Treatment) ในตอนนี้จะขอกล่าวถึงข้อที่ 2) คือเลือกช่วงการพ่นเวลาที่เหมาะสม (Timing)    เลือกช่วงการพ่นเวลาที่เหมาะสม (Timing)      การพ่นสารป้องกันและกำจัดแมลงในช่วงเวลาที่เหมาะสม เป็นปัจจัยที่สำคัญทำให้การกำจัด ที่มีประสิทธิภาพของ แมลงศัตรูเป้าหมาย ถึงแม้ว่าการเลือกใช้สารที่มีประสิทธิภาพที่ดีในการกำจัด ตลอดจนเทคนิคและเครื่องมือการใช้ที่ เหมาะสมถูกต้อง จะยังทำให้มีการระบาดบ้าง ดังนั้นช่วงเวลาที่เหมาะสมจะขึ้นกับปัจจัยต่างๆ ดังนี้ ระยะการพัฒนาของพืช ในแต่ระยะพัฒนาของพืช แมลงศัตรูพืชจะมีความชอบต่อการวางไข่ การหาอาหาร ของแมลงแต่ละชนิดต่างกัน เช่น เพลี้ยไฟเข้าทำลายในระยะยอดอ่อน ผลอ่อน ระยะวัยของแมลงศัตรูพืช มีความชอบที่เข้าทำลายต่างกัน เช่น แมลงวันผลไม้ Bactrocera dorsalis วางไข่บนผลไม้ในระยะใกล้สุกและการทำลายของหนอนแมลงวันผลไม้ ระยะของพืชที่มีต่อความรุนแรงของการทำลาย ในแต่ละระยะของพืชความเสียหายเกิดจากการทำลายของแมลงมีระดับความรุนแรงที่ต่างกัน เช่น เพลี้ยไฟชองเขี่ยดูดระยะผลองุ่นอ่อน ทำให้เกิดรอยแผลจนผลโตที่มีผลต่อคุณภาพผลผลิต ช่วงระยะฤดูกาล การระบาดของแมลงแต่ละชนิดจะมีความสัมพันธ์กับสภาพภูมิอากาศ เช่นหนอนชอนใบส้มมีการระบาดกับใบอ่อนของพืชตระกูลส้มสูงหน้าฝนมากกว่าหน้าแล้ง ระยะช่วงเวลากลางวันหรือกลางคืน แมลงแต่ละกลุ่มช่วงการหาอาหาร เข้าทำลายจะแตกต่างกันไปตามช่วงการเวลาในระยะกลางวันและกลางคืน เช่นผีเสื้อกลางวัน ดังนั้นการพ่นสารกำจัดแมลงโดยทั่วๆ ไป จึงควรแบ่งได้ 2 ระยะ : 1. การพ่นสารป้องกำจัดแมลงศัตรูส้มก่อนมีการเข้าทำลาย ระยะพัฒนาส้มต่างๆ การพ่นสารฆ่าแมลงในรูปการป้องการทำลาย (Preventive) เป็นการพ่นสารป้องกันในระยะก่อนที่แมลงศัตรูส้มจะเข้ามาทำลาย เช่นระยะเจริญต่างๆ ของส้ม  ที่จะเกิดการเข้าทำลายจากแมลงศัตรูส้ม ได้แก่ ระยะผลิยอด ผลิใบอ่อน ระยะดอกหรือผลอ่อน มักพบเพลี้ยไก่แจ้ส้มเข้ามาทำลาย  ดังนั้นแนวทางปฏิบัติจึงควรบันทึกการระบาดของแมลงศัตรูส้ม และภูมิอากาศท้องถิ่นในแต่ละรอบปี  เพื่อนำมาสรุปปรับใช้ในระบบการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์คาดคะเนศัตรูพืชในรอบปีต่อๆไป  จุดอ่อนของการป้องกันกำจัดแบบนี้ คือ มีระยะเจริญต่างๆ กระจายตลอดฤดูเนื่องจากการจัดการเรื่องดินไม่ดีพอ  สารป้องกันกำจัดแมลงชนิดนี้มีน้อย ไม่เป็นที่นิยมของเกษตรกร เนื่องจากสารมีคุณสมบัติที่เฉพาะจงสูง  การออกฤทธิ์กำจัดแมลงมักไม่ทันเหตุการณ์การระบาด และคงฤทธิ์บนต้นพืชสั้น เช่น สารสกัดจากพืชธรรมชาติ สารสะเดา  สารน้ำมันกำจัดศัตรูพืช หรือสารฆ่าแมลงชนิดอ่อนและมีพิษต่อศัตรูธรรมชาติต่ำ เช่น ไดเมทโธเอท 2. การพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูส้มเมื่อเกิดมีการระบาด  เมื่อมีการระบาดของแมลงศัตรูส้มแต่ละชนิดต้องถึงระดับความหนาแน่นที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พืชทั้งผลผลิต และคุณภาพ เช่น หนอนชอนใบส้มระดับการระบาดที่ก่อให้เกิดความเสียหายที่ 50% ของการสำรวจ  สารที่ใช้ทำให้รักษาผลผลิตและคุณภาพรูปลักษณ์ไม่ให้เสียหาย ลดมลพิษตกค้าง ประหยัด ลดต้นทุนการผลิต  อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ รักษาสิ่งแวดล้อมและเป็นการใช้สารอย่างมีเหตุผลตรงตามเป้าหมาย  แต่มีข้อเสียไม่สามารถใช้ในกรณีมีแมลงศัตรูส้มหลายชนิดทำลายในช่วงเดียวกัน สารที่ใช้ เช่น น้ำมันปิโตรเลียมกำจัดศัตรูพืช  สารอิมิดาโคลพริด ตอนต่อไปเป็นเรื่อง การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพ : สารป้องกันกำจัดแมลงและการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ (Treatment) อันเป็นตอนสุดท้ายครับ

Continue reading

การจัดการสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตอนที่ 3 การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดการสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน   ตอนที่ 3 การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพ : เทคนิคการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูไม้ผลที่เหมาะสม (Technique) โดย วิทย ์นามเรืองศรี  กองกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ   การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพ ควรพิจารณา ถึง 1) เทคนิคการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูไม้ผลที่เหมาะสม (Technique)  2) เลือกช่วงการพ่นเวลาที่เหมาะสม (Timing) และ  3) สารป้องกันกำจัดแมลงและการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ (Treatment) ในตอนนี้จะขอกล่าวถึงข้อที่ 1 คือเรื่องของเทคนิคการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูไม้ผลที่เหมาะสม (Technique) 1. เทคนิคการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูไม้ผลที่เหมาะสม (Technique) 1.1. เครื่องมือพ่นสาร      ในการป้องกันกำจัดแมลงเมื่อสารฆ่าแมลงมีความจำเป็นต้องใช้ เครื่องพ่นสารกำจัดศัตรูพืชมีความสำคัญปัจจัยหนึ่ง สำหรับโดยทั่วๆ นอกจากนี้การใช้สารฆ่าแมลงชนิดน้ำจะราคาถูกกว่าชนิดเมล็ดหรือผง ดังนั้นจึงมีความนิยมที่จะใช้เครื่องพ่นสารและการจะเลือกซื้อเครื่องพ่นสารใหม่ควรคำนึงถึง ดังนี้:- จำนวนเงินที่สามารถจะนำมาใช้จ่ายซื้อ ช่วงเวลาที่จะพ่นสารเคมีแต่ละครั้งให้เสร็จสิ้น ความถี่ของการใช้เครื่องพ่นสารเคมี พื้นที่ที่จะใช้ของเครื่องพ่นสารเคมี พืชหลักที่จะใช้เครื่องพ่นสารเคมี เครื่องพ่นสารที่นิยมใช้ในสวนเกษตรกรปลูกพืชตระกูลส้มที่ใช้ ได้แก่: เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง เครื่องยนต์พ่นสารใช้แรงดันของเหลวชนิดลากสายหรือคานและหัวฉีด เครื่องพ่นสารน้ำน้อยชนิดแรงลม เครื่องพ่นสารชนิดแรงลมผสมแรงดันของเหลว      1.2. วิธีการใช้ เครื่องพ่นสารแบบสูบโยกสะพายหลัง เหมาะที่จะใช้กับพืชตระกูลส้มอายุปลูกถึง 3 ปี ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 มิลลิเมตร การพ่นสารฆ่าแมลงและโรคพืชต้องแยกเครื่องพ่นสารจากเครื่องพ่นสารกำจัดวัชพืช ตรวจอุปกรณ์เครื่องพ่นอย่าให้มีรอยรั่ว เพราะเป็นการสูญเปล่าสารที่ใช้พ่นรวมทั้งจะทำให้สารพิษเปียกเปื้อนเสื้อผ้าและร่างกายของผู้พ่นได้ เครื่องยนต์พ่นสารใช้แรงดันของเหลวอัตรา 80-120 ลิตรต่อไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาดกลางเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.2 มิลลิเมตรความดันการพ่นสาร 10 บาร์ หรือ 150 ปอนด์/ตารางนิ้ว การปรับหัวฉีดแบบกรวย ถ้าการปรับละอองกระจายกว้างที่สุดจะได้ละอองขนาดเล็กสม่ำเสมอ แต่ถ้าการปรับละอองแคบลงจะได้ละอองขนาดโตขึ้น แรงดันของเหลวได้จากเครื่องยนต์ ถ้าอัตราการเร่งเครื่องยนต์สูงจะทำให้ได้ละอองขนาดเล็ก แต่ถ้าลดอัตราเครื่องยนต์ลงขนาดละอองจะขนาดโตขึ้นด้วย การใช้ปริมาณของชนิดของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแต่ละชนิดแตกต่างกัน เช่นสารน้ำมันกำจัดศัตรูพืชใช้ความเข้มข้นต่ำแต่ปริมาณการใช้มากกว่าสารสังเคราะห์ทั่วๆไป 1 เท่า การพ่นควรพลิกหงายหัวฉีดขึ้นลง ขยับซ้าย-ขวาของก้านฉีด เพื่อให้ละอองแทรกเข้าทรงพุ่มได้ดี เพื่อการกระจายของละอองสารสู่เป้าหมายแมลงศัตรูส้มอยู่ส่วนไหนของส้มเป็นส่วนมาก เริ่มทำการพ่นจากใต้ลมก่อนและขยายแนวการพ่นขึ้นเหนือลม รวมทั้งควรจะหันหัวฉีดไปทางใต้ลมตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ควรพ่นในช่วงเช้าหรือเย็นขณะที่ลมสงบ หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัดอุณหภูมิอากาศสูงหรือลมแรง จะทำให้ละอองสารพิษจากหัวฉีดไปยังเป้าหมายเกิดการระเหิดและละอองสารที่พ่นไปตกลงเป้าหมายน้อย เมื่อพ่นสารเสร็จสิ้นควรทำความสะอาดเครื่องพ่นสารและอุปกรณ์ตางๆที่ใช้ ตอนต่อไปเป็นเรื่อง การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพ : เลือกช่วงการพ่นเวลาที่เหมาะสม (Timing) ครับ

Continue reading

การจัดการสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่าง มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตอนที่ 2 ลักษณะของแมลงที่เป็นศัตรูพืช

การจัดการสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่าง มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตอนที่ 2 ลักษณะของแมลงที่เป็นศัตรูพืช   โดย วิทย ์นามเรืองศรี  กองกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ       ไม้ผลเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถผลิตเลี้ยงพลโลก แต่อย่างไรก็ตามยังมีศัตรูพืชที่จะทำให้เกิดการทำลายซึ่งรวมทั้งแมลง แมลงโดยทั่วๆไปเป็นศัตรูพืช มีทั้งแมลงที่เป็นแมลงศัตรูที่สำคัญ แมลงศัตรูธรรมชาติที่มีประโยชน์ และแมลงบางครั้งมีปริมาณหนาแน่นแต่ไม่ก่อเกิดความเสียหาย รุนแรง ดังนั้น ความสำคัญที่จะมีการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูนั้นๆ จำเป็นต้องมีข้อมูลพื้นฐานและเข้าใจรายละเอียดบางประการ การตรวจจำแนกชนิดของแมลง ที่ถูกต้อง ข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชีวประวัติ การระบาดและการกระจาย ศัตรูธรรมชาติ และนิเวศวิทยา มีวิธีการป้องกันกำจัดที่มีประสิทธิภาพ ประหยัด และไม่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ระดับความเสียหายของแมลงศัตรูนั้นๆ ต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิต การประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งวิธีการกำจัดที่เหมาะสมหลายวิธีร่วมกัน การจัดลำดับความสำคัญของแมลงศัตรูส้ม จะพิจารณาได้จากแหล่งปลูกส้ม ฤดูกาล ความเสียหายทางเศรษฐกิจ สำหรับแมลงศัตรูส้มที่สำคัญ มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดความเสียหาย ได้แก่ ช่วงระยะเวลาการทำลายของแมลงศัตรูพืชในระยะพัฒนาต่าง ๆ ชนิดของการเข้าทำลาย ระดับความรุนแรงของการเข้าทำลายต่อไม้ผล ในระยะต่างๆ กัน สภาพแวดล้อมของในขณะการเข้าทำลาย ทั้งระยะพืชและช่วงฤดู แมลงศัตรูที่สำคัญของพืชตระกูลส้ม มีหลายชนิด สามารถแยกเป็นกลุ่มตามชนิดของแมลงเข้าทำลาย รวมทั้งความยากง่ายต่อการป้องกันกำจัดสำคัญ เช่น 1. แมลงจำพวกปากดูด เช่นเพลี้ยต่างๆ แมลงผลไม้ เพลี้ยไฟพริก (Scirtothrips dorsalis (Hood)) เพลี้ยไก่แจ้ส้ม ( Diaphorina citri (Kuwayama)) เพลี้ยแป้ง (Planococus minor (Cockerell)) 2. แมลงจำพวกปากกัด หนอนต่างๆ หนอนชอนใบส้ม (Phyllocnistis citrella (Stainton)) หนอนเจาะสมอฝ้าย (Heliothis armigera (Hubner)) 3. แมลงจำพวกกัดกินภายใน หนอนเจาะผลต่างๆ แมลงวันผลไม้ (Bactrocera dorsalis (Hendel)) ผีเสื้อมวนหวาน (Eudocima salaminia( Creamer)) และชนิดอื่นๆ หนอนเจาะกิ่ง (Zeuzera coffeae ( Nietner)) ตอนต่อไปเป็นเรื่อง การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพ ครับ

Continue reading

การจัดการสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตอนที่ 1 ปัญหาทางการเกษตรและลักษณะของไม้ผลที่เป็นพืชอาหาร

การจัดการสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูตระกูลส้มอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตอนที่ 1 ปัญหาทางการเกษตรและลักษณะของไม้ผลที่เป็นพืชอาหาร โดย วิทย์ นามเรืองศรี กองกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ           ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น พืชที่มีปลูกในแต่ละท้องถิ่นจึงมีความหลากหลายผลิตผลทางการเกษตร มีตลอดปีและเป็นรายได้ หลักของประชาชนส่วนใหญ่ ไม้ผลเป็นพืชกลุ่มหนึ่งที่มีความสำคัญเพื่อใช้บริโภคสดทั้งภายในและต่างประเทศตลอดจนใช้ใน การแปรรูปในเชิงอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งทำรายได้แก่เกษตรกรมีมูลค่าสูงทุกๆปี ทำให้ปริมาณพื้นที่เพาะปลูกไม้ผลเพิ่มมากขึ้น ทุกๆปี จนทำให้เกิดปัญหาทางตามมาในเรื่องปริมาณและคุณภาพ เนื่องมาจากการ ผลิตของไม้ผล ศัตรูพืช และสภาพแวดล้อม  ที่มีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ ปัญหาทางการเกษตร      การผลิตไม้ผลเพื่อเป็นธุรกิจนั้นต้องมีทั้งปริมาณและคุณภาพตามความต้องการของตลาดเป้าหมายหลัก ดังนั้นการผลิตผลไม้นั้น จึงต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหลายสาขา อาทิ เช่น พันธุ์ ดิน-ปุ๋ย โรค-แมลงศัตรูพืชและการจัดการดูแลรักษา เป็นต้น แต่ในปัจจุบันตลาดต่างประเทศเป็นการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตหลายประเทศในด้านคุณภาพและราคา ดังนั้นการลงทุน ในการผลิตจึงจำเป็นต้องลดต้นทุน สำหรับไม้ผลที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ กล้วยหอม ส้มเขียวหวาน ส้มโอ  องุ่น ที่เป็นพืชที่มีอายุหลายปี มีการเจริญเติบโตเขียวตลอดปี จึงเป็นแหล่งที่เหมาะสมของการอาศัยของแมลงหลายชนิด เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเหมาะกับการเจริญขยายพันธุ์ และมีแมลงศัตรูพืชชนิดที่เป็นแมลง ที่สำคัญของพืชหลายชนิด มีการเคลื่อนย้ายในพืชอาหารที่ต่างๆ กัน ในช่วงต่างๆ กัน ลักษณะของไม้ผลที่เป็นพืชอาหาร      ไม้ผลในประเทศไทยเป็นไม้ผลเมืองร้อน มีการพัฒนาระยะเจริญต่างๆ กันตลอดปี ไม่มีการพักตัวเหมือน ไม้ผลในเขตอบอุ่นและ เขตหนาว ทำให้เหมาะที่จะเป็นพืชอาศัยและพืชอาหารตลอดปีของแมลงต่างๆทั้งแมลงศัตรูพืชและแมลงศัตรูธรรมชาติ มีการ เจริญเติบโตขยายพันธุ์รวดเร็วและหลายรุ่นต่อปี แต่โอกาศของแมลงศัตรูธรรมชาติที่จะศูนย์หายไปจึงมีโอกาศเป็นไปได้มาก ในปัจจุบัน เนื่องจากการใช้สารฆ่าแมลงที่ไม่มีขอบเขต แต่อย่างไรก็ตามสภาพไม้ผลเหมาะที่จะเป็นพืชที่สามารถนำวิธีการ บริหารการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช แบบผสมผสาน ร่วมกับการอนุรักษ์และเพิ่มศัตรูธรรมชาติได้ดีกว่าพืชอื่นๆ เมื่อมีความเข้าใจ ที่ถูกต้องในการจัดการด้านพืชสวนต่างๆ เช่นการตัดแต่งกิ่ง การให้ปุ๋ย–น้ำ เป็นต้น ในช่วงระยะเวลาพัฒนาต่างๆ ได้แก่ ระยะพัฒนาใบ ระยะพัฒนาดอก ระยะพัฒนาผลอ่อน ระยะพัฒนาผล ระยะหลังการเก็บเกี่ยว        เมื่อมีการจัดการผลผลิตไม้ผลด้านต่างๆ ดังกล่าวแล้ว แนวโน้มที่จะได้ผลผลิตไม้ผลที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพได้มาตราฐาน  ตามความต้องการของตลาดได้        พืชตระกูลส้มเป็นไม้ผลที่มีคุณค่าทางอาหารสูง มีบทบาทและความผูกพันต่อการดำรงชีพ  ของมนุษย์มานาน พืชตระกูลส้มจึงมีความสำคัญในทุกประเทศ ประเทศไทยเองมีการปลูกพืชตระกูลส้มหลายชนิดที่เป็นการค้า  ทั้งในที่ลุ่มและที่ดอน เช่น มะนาว ส้มฟรีมองท์ ส้มเขียวหวาน ส้มโชกุล ส้มเช้ง และส้มโอ มีอายุการเก็บเกี่ยวที่ต่างๆ กัน 5, 8, 10, 11,  8 และ 8 เดือน จากระยะติดผล ตามลำดับ ผลผลิตที่ได้มี 2 – 3 รุ่นในแต่ละปี จำหน่ายทั้งได้ตลาดในประเทศและต่างประเทศ  คิดเป็นมูลค่าปีละหลายร้อยล้าน ทั้งเป็นไม้ผลที่ให้ผลตอบแทนสูง ในระยะเวลาอันสั้นเมื่อเปรียบเทียบกับไม้ผลชนิดอื่นๆ  จึงทำให้เกษตรกรกล้าลงทุนปลูกและขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นทุกภาค           ปัจจุบันผลผลิตส้มในประเทศไทยเฉลี่ยค่อนข้างต่ำ อีกทั้งคุณภาพไม่สม่ำเสมอ สาเหตุที่สำคัญ คือ เกษตรกรส่วนใหญ่ขาดความรู้ และเทคโนโลยี เช่น พันธุ์ การจัดการดูแลผลผลิต การจัดการดิน น้ำ ปุ๋ย และศัตรูพืช ที่มีประสิทธิภาพ ในด้านแมลงศัตรูตระกูลส้ม  การจัดการแมลงศัตรูตระกูลส้มไม่ถูกวิธีและมีประสิทธิภาพต่ำ ดังนั้น จึงก่อให้เกิดมีการระบาดของแมลงศัตรูส้มอย่างต่อเนื่อง  ในสวนส้มทุกๆ แหล่งปลูกจึงพบแมลงและไรหลายชนิดเป็นศัตรูคอยรบกวนและทำความเสียหายให้กับส้ม        เนื่องจากประเทศไทย มีสภาพอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ยค่อนข้างสูง รวมทั้งปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย และความชื้นสัมพันธ์ค่อนข้างสูงเช่นกัน ำให้เหมาะต่อ การเกิดและระบาดของศัตรูพืชหลายชนิด ประกอบกับพืชตระกูลส้มมีการเจริญเติบโตตลอดปีโดย ไม่มีการพักตัว รวมทั้งเกษตรกร เองนิยมจัดการให้พืชตระกูลส้มมีผลผลิตหลายรุ่นเพื่อเก็บขายได้ตลอดปี จึงมีการเจริญเติบโตในสภาพการแตกยอดใบอ่อนหลายรุ่น ทำให้ต้องประสบปัญหาการระบาดของศัตรูพืชหลายชนิดเกิดการระบาดจนไม่สามารถหลีกเลียงการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้  รวมทั้งการใช้สารกำจัดศัตรูพืช มากเกินความจำเป็น กล่าวคือ การใช้สารเคมีที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ใช้พร่ำเพื่อหรือ ผสม 2-3 ชนิดในการพ่นแต่ละครั้งและบางครั้งในการพ่นอย่างไม่มีความจำเป็น ตลอดจนสารที่ใช้เป็นชนิดร้ายแรง  หรือร้ายแรงยิ่งอย่าง ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ฆ่าทั้งแมลงศัตรูพืช และศัตรูธรรมชาติในเวลาเดียวกัน เกิดปัญหาเรื่องของพิษภัยอันตราย จากสารเคมี มีผลกระทบต่อสิ่งที่มีชีวิต มลพิษและอันตรายต่อสภาพแวดล้อม  แมลงศัตรูต้านทานต่อสารเคมี และผลผลิตเป็นที่รังเกียจต่อ ผู้บริโภค ตลอดจนค่าใช้จ่าย ในการลงทุนมากขึ้น มีปัญหาด้านสุขนามัยพืช และกฎหมายกักกันพืช ในตลาดการค้าเสรี ตอนต่อไปเป็นเรื่อง ลักษณะของแมลงที่เป็นศัตรูพืช ครับ

Continue reading

โรคไวรัสและโรคคล้ายไวรัสของส้ม ตอนที่ 4 โรคเอ็กโซคอร์ทีส (Exocortis)

โรคไวรัสและโรคคล้ายไวรัสของส้ม ตอนที่ 4 โรคเอ็กโซคอร์ทีส (Exocortis) โดยไมตรี พรหมมินทร์  กลุ่มงานไวรัสวิทยา กองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร         โรคเอ็กโซคอร์ทีส (Exocortis) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรอยด์ ยังไม่พบในบ้านเรา (ไมตรี และคณะ 2536) แต่ผู้เขียนต้องการแนะนำให้เกษตรกรและนักวิชาการที่สนใจ เข้าใจและระมัดระวังผลเสียหายจากโรคนี้ด้วยเหตุผลหลายประการ        ประการแรก โรคนี้มีผลกระทบกับต้นตอพันธุ์ส้มสามใบ คือ ไทรโฟลิเอท โอเร้นจ์, ทรอยเยอร์- ซิเตรน, คาร์ริโซ ซิเตรน, สวิงเกิล ซิทรัมเมลโล ฯลฯ คือจะทำให้ต้นตอโตผิดปกติ เปลือกแตก ต้นส้มแคระแกร็น และต้นตอส้มพันธุ์ดังกล่าว ทางโครงการป้องกันกำจัดศัตรูไม้ผลโดยวิธีผสมผสาน ไทย-เยอรมัน กำลังรณรงค์ให้เกษตรกรชาวสวนส้มใช้ เพราะเป็นพันธุ์ส้มที่ต้านทานต่อเชื้อ ไวรัสทริสเทซ่า และเชื้อไฟทอปทอร่า และถ้าแม่พันธุ์ที่นำไปขยายเป็นโรคชนิดนี้ยิ่งจะทำให้เกิดความเสียหาย กับชาวสวนมากยิ่งขึ้น กว่าการปลูกส้มด้วยกิ่งตอนเสียอีก        ประการที่สอง โรคนี้สามารถติดไปกับเครื่องมือการเกษตร เช่น มีด และกรรไกรตัดแต่งกิ่งก็จะทำให้โรคนี้แพร่ระ บาดมากยิ่งขึ้น ยากแก่การป้องกันและกำจัด        ประการที่สาม เกษตรกรหรือนักวิชาการ บางท่านชอบลักลอบนำเข้าพันธุ์ส้มจากต่างประเทศ โดยไม่ได้มีการรับรองว่าพันธุ์ส้มที่นำเข้าราชอาณาจักรปลอดโรค และโรคนี้กำลังสร้างปัญหาให้กับหลาย ๆ ประเทศ ที่ปลูกส้มเป็นอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐอเมริกา, บราซิล, สเปน, ออสเตรเลีย เป็นต้น เมื่อมีการนำส้มจากประเทศเหล่านี้เข้าประเทศก็มีโอกาสนำโรคเข้ามาโดยบังเอิญก็ได้ ดังนั้น ผู้เขียนจึงนำมาลงในหนังสือเล่มนี้ เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจให้ทุกท่านพึงระมัดระวังก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป ลักษณะอาการ       โรคเอ๊กโซคอร์ทีส มีรายงานครั้งแรกในประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี 1930 (2473) บนต้นส้มที่ใช้ส้มสามใบ (Trifoliate orange) เป็นต้นตอมีอาการเปลือกแตก (bark cracking or bark scalling) บริเวณต้นตอ และใหญ่ผิดปกติ ทำให้รอยต่อระหว่างพันธุ์ดี (scion) กับต้นตอ (rootstock) เกิดความไม่กลมกลืนกัน (incompatibility) จึงเป็นสาเหตุทำให้ต้นส้มไม่เจริญเติบโต มีอาการแคระแกร็น ผลผลิตลดลงหรือไม่ให้ผลผลิตเลย ในต้นส้มที่ได้รับเชื้อชนิดรุนแรง (severs strain) (Roistacher et al., 1969; Semancik, 1988) โรคนี้พบแพร่ระบาดไปเกือบทุกประเทศทั่วโลกที่ปลูกส้มเพื่อการค้า เช่น สหรัฐอเมริกา, บราซิล, สเปน, อิสราเอล, ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ ฯลฯ และสามารถเป็นได้กับส้มทุกพันธุ์ ความรุนแรงของโรคจะมาก หรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์ส้ม และชนิดของเชื้อที่เข้าทำลาย พันธุ์ส้มสามใบเกือบทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นพันธุ์แท้ คือพวก ไตรโฟลิเอท โอเร้นจ์ พันธุ์ส้มสามใบลูกผสม เช่น ทรอยเยอร์ ซิเตรน, คาร์ริโซ ซิเตรน, สวิงเกิล ซิทรัมเมลโล ฯลฯ และพวกซิตรอน (Citron) มีความรุนแรงต่อโรค โดยเฉพาะ อีทรอก ซิตรอน (Etrog citron 861-S-1) เมื่อได้รับเชื้อจะแสดงอาการใบม้วน เส้นกลางใบแตกเป็นสีน้ำตาล ทำให้ใบเกิดอาการใบหัก (leaf epinasty) และโรคนี้ชอบอากาศค่อนข้างร้อน อุณหภูมิเกิน 30 ?C จะปรากฏอาการชัดเจน เชื้อสาเหตุ       เกิดจากเชื้อไวรอยด์เอ็กโซคอร์ทีส (Citrus exocortis viroid, CEVd) ซึ่งคล้ายกับเชื้อไวรัส แต่ไม่มีโปรตีนห่อหุ้ม การถ่ายทอดโรค       1. โดยวิธีกล (mechanical transmission) สามารถถ่ายทอดโรคไปกับเครื่องมือในการตัดแต่งกิ่ง หรือมีดติดตาทาบกิ่ง จากต้นเป็นโรคไปต้นส้มปกติได้       2. โดยวิธีติดตาทาบกิ่ง (grafting transmission) ถ้านำตาจากต้นเป็นโรคไปติดบนต้นส้มปกติก็จะทำให้ต้นส้มต้นนั้นเกิดอาการเป็นโรคได้ สำหรับการถ่ายทอดโดยแมลงพาหะ ยังไม่มีรายงานเช่นเดียวกับโรค ไวรัสแทตเทอร์ลีฟ พืชอาศัย       นอกจากจะเป็นกับพืชตระกูลส้มทั้งหมดแล้ว ยังสามารถเป็นกับพืชล้มลุกบางชนิด คือ พวก Gynura sp. และพืชตระกูลส้มที่แสดงอาการของโรครุนแรงมากที่สุด คือพวก ซิตรอน ดังนั้น จึงใช้พืชทั้ง 2 ชนิดเป็นพืชทดสอบโรค พืชที่ใช้ในการทดสอบโรคเอ็กโซคอร์ทีสไวรอยด์มี 2 ชนิด (Garnsey et al., 1967)      - พืชตระกูลส้มพันธ์ Etrog citron (Arizona 861-S-1)      - พืชล้มลุก Gynura aurantiaca DC. การป้องกันกำจัด       1. ใช้ส้มปลอดโรคในการขยายพันธุ์ สามารถติดต่อได้ที่ กองโรคพืชและจุลชีววิทยา บางเขน กรุงเทพมหานคร        2. เมื่อพบต้นเป็นโรค ควรจะขุดถอนและเผาทิ้ง เพื่อป้องกันมิให้มีแหล่งโรคแพร่ระบาด ต่อไป       3. การตัดแต่งกิ่งส้ม เพราะโรคนี้สามารถติดไปกับเครื่องมือ ในการตัดแต่งกิ่งเพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่มีการตัดแต่งกิ่งแต่ละต้น ควรจะจุ่มเครื่องมือในสารละลาย 1% โซเดียมไฮโปรคลอไรด์ หรือ 1% น้ำยาคลอรอกซ์ทุกครั้ง       4. ที่สำคัญอย่าพยายามนำต้นส้มหรือพืชตระกูลส้มอื่น ๆ เข้าสวนถ้าไม่มีใบรับรองว่าต้นส้มต้นนั้นปลอดโรค มิฉะนั้นแล้วจะเป็นการนำโรคเข้าสวนตัวเอง และจะเกิดความเสียหายในอนาคตได้

Continue reading

โรคไวรัสและโรคคล้ายไวรัสของส้ม ตอนที่ 3 โรคแทตเทอร์ลีฟหรือโรคใบแหว่งของส้ม (Citrus tatter leaf)

โรคไวรัสและโรคคล้ายไวรัสของส้ม ตอนที่ 3 โรคแทตเทอร์ลีฟหรือโรคใบแหว่งของส้ม (Citrus tatter leaf)   โดยไมตรี พรหมมินทร์  กลุ่มงานไวรัสวิทยา กองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร       โรคแทตเทอร์ลีฟ หรือโรคใบแหว่งของส้ม เป็นโรคที่ค้นพบใหม่ในประเทศเมื่อปี 2536 โดยไมตรี และคณะ (รายงานผลการวิจัยปี 2536 กองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร) แต่สำหรับในต่างประเทศโรคนี้พบมานานแล้ว พบครั้งแรกใน แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2505 บนพันธุ์ส้ม เมเยอร์ เลมอน (Meyer lemon) เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากสาธารณะรัฐประชาชนจีน ปัจจุบันโรคนี้ได้แพร่ระบาดไปเกือบทุกประเทศทั่วโลกที่ปลูกส้ม เช่น สหรัฐอมริกา, ออสเตรเลีย, แอฟริกาใต้, ญี่ปุ่น, สาธารณะรัฐประชาชนจีน, ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ ฯลฯ โรคที่ว่านี้คือ โรคแทต-เทอร์ลีฟ (Tatter leaf) เป็นโรคที่มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส ในบ้านเราพบเป็นกับส้มเขียวหวาน ที่สถานียางโป่งแรด อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี, พบเป็นกับมะกรูดที่ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี และพบเป็นกับมะนาวที่ อ.เมือง จ.ชัยนาท ลักษณะอาการ       โรคนี้สามารถเป็นกับส้มได้ทุกพันธุ์ แต่จะอยู่ในลักษณะแฝง คืออาการของโรคไม่เด่นชัด พันธุ์ส้มที่มีความรุนแรงต่อโรคนี้คือ ซิทรัส เอ็กเซลซ่า (Citrus excelsa) และพันธุ์ส้มสามใบ (Trifoliate orange, Poncirus trifoliata) หรือส้มสามใบลูกผสม (citrange) จะแสดงอาการ แคระ-แกร็น เกิดจุดแต้มเขียวอ่อน (blotching), หรืออาการด่างไม่ชัดเจน (mottling) บนใบ และใบก็จะมีอาการบิดเบี้ยวผิดปกติ (distorted leaves) หรือใบแหว่ง (tatter leaves) ซึ่งอาการหลังเป็นอาการที่เรียกชื่อโรคนี้ เชื้อสาเหตุ       เกิดจากเชื้อไวรัส CTLV (Citrus tatter feaf virus) มีรูปร่างท่อนยาวคด (flexuous rod) 600-700 และ 15-19 นาโนเมตร การถ่ายทอดโรค       1. โดยวิธีกล (mechanical transmission) สามารถติดต่อไปกับเครื่องมือในการติดตาทาบกิ่ง, กรรไกร และสามารถถ่ายทอดทางน้ำคั้นจากใบส้มที่เป็นโรคไปยังพืชล้มลุกได้ (herbaceaus plants) เช่น ถั่วพุ่ม (cowpea, Vigna unguiculata) และ Chenopodium quinoa       2. โดยวิธีติดตาทาบกิ่ง ถ้านำตาของส้มที่เป็นโรคไปติดตาบนต้นส้มปกติ ก็จะทำให้ต้นส้มปกติเป็นโรคได้ สำหรับการถ่ายทอดโรคโดยแมลงพาหะ (vector) ยังไม่มีรายงาน การวินิจฉัยโรค        การวินิจฉัยโรค เกือบทุกประเทศทั่วโลก ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคนี้ จะใช้อย่างน้อย 2 วิธี ควบคู่กันไป คือการตรวจสอบทางเซรุ่มวิทยา คือ วิธีอีไลซ่า ควบคู่ไปกับวิธีการตรวจสอบโดยใช้พืชทดสอบ จะใช้วิธีการทาง อีไลซ่า อย่างเดียวไม่ได้ เพราะปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างแอนติซีรัมกับเชื้อไม่ชัดเจนนัก อาจจะเนื่องมาจากแอนติซีรัมที่หลาย ๆ ประเทศผลิตขึ้นมา เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน ฯลฯ ยังไม่ดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับแอนติซีรัม ที่ใช้ในการตรวจสอบโรคไวรัสทริสเทซ่า หรืออาจจะเป็นเพราะเชื้อไวรัสแทตเทอร์ลีฟ เพิ่มปริมาณช้าและน้อยมากบนต้นส้ม ยิ่งอากาศร้อน เชื้อเหล่านี้จะแฝงตัวอยู่ ตราบจนกระทั่งสภาพแวดล้อมเหมาะสม คืออุณหภูมิค่อนข้างเย็นประมาณ 20-25 ?C เชื้อจึงจะทวีคูณมากขึ้นและปรากฏอาการผิดปกติให้เห็นบนต้นส้ม ผลการตรวจสอบทางเซรุ่มวิทยาจะชัดเจนและแน่นอน จากเหตุผลดังกล่าวจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบโรคไวรัส แทตเทอร์ลีฟ หลาย ๆ วิธีควบคู่กันอย่างน้อย 2 วิธีขึ้นไปจึงจะสามารถยืนยันได้ว่าต้นส้มต้นนั้นเป็นโรคจริง พืชทดสอบตระกูลส้มที่ใช้ในปัจจุบัน คือ       1. รัส-ซิเตรน (Rusk citrange) เป็นส้มสามใบลูกผสม (Poncirus trifoliata X Citrus sinensis)       2. ซิทรัส เอ็กเซลล่า (Citrus execlsa)       ทั้ง 2 พันธุ์ เมื่อได้รับเชื้อไวรัสแทตเทอร์ลีฟ จะแสดงอาการจุดแต้มเขียวอ่อนหรืออาการด่างไม่ชัดเจนบนใบ ภายในเวลา 2-3 เดือน ที่อุณหภูมิ 20-22 ?C และอาการต่อไป ใบจะบิดเบี้ยวหรืออาการใบแหว่ง อาการหลังอาจจะเกิดพร้อม ๆ กับอาการแรกก็ได้ ถ้าอุณหภูมิคงที่และสม่ำเสมอ ความเสียหาย       1. เพราะโรคนี้สามารถติดต่อไปกับเครื่องมือ เครื่องใช้ในการตัดแต่งกิ่งส้ม จะมีผลทำให้เชื้อโรคแพร่ระบาดไปยังต้นส้มปกติ ได้ง่ายและมากยิ่งขึ้น       2. เชื้อโรคนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อต้นตอบางชนิดคือ ส้มสามใบพันธุ์แท้ ไตรโฟลิเอท โอเร็นจ์ และส้มสามใบลูกผสม เช่น ทรอยเยอร์ ซิเตรน, คาร์ริโซ ซิเตรน และสวิงเกิ้ล ซิทรัมเมลโล จะมีผลทำให้ต้นส้มแคระแกร็น ผลผลิตลดลงและที่สำคัญคือ ตรงบริเวณรอยต่อระหว่างส้มพันธุ์ดีกับ ต้นตอจะไม่กลมกลืนกัน และเกิดรอยย่น (bud union crease) มีผลทำให้ต้นส้มหักโค่นได้ง่ายตรงบริเวณรอยต่อ เมื่อมีลมพัดแรง ๆ ดังที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน และไต้หวัน เป็นต้นและปัจจุบันชาวสวนส้มกำลังตื่นตัวในการเปลี่ยนจากการปลูกส้มด้วยกิ่งตอนเป็นการใช้ ต้นตอ ฉะนั้นจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษจากปัญหาโรคนี้ ถ้าไม่อยากเสี่ยงควรจะใช้ตาส้มปลอดโรคติดตาบนต้นตอพันธุ์ดังกล่าว ที่ถือว่าเป็นต้นตอที่ดีที่สุดในขณะนี้ การป้องกันกำจัด       1. ใช้ส้มปลอดโรคในการขยายพันธุ์ สามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มงานวิทยาไมโค กองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร       2. เมื่อพบต้นเป็นโรคควรจะขุด และเผาทำลาย เพื่อป้องกันไม่ให้มีแหล่งของโรคหลงเหลือและจะเป็นสาเหตุทำให้โรคระบาดมากยิ่งขึ้น       3. การตัดแต่งกิ่งส้ม เพราะโรคนี้สามารถติดไปกับเครื่องมือเครื่องใช้ในการตัดแต่งกิ่ง จะทำให้เชื้อโรคติดไปยังต้นส้มปกติได้ เพราะฉะนั้นเครื่องมือทุกชนิดที่ใช้ในการตัดแต่งกิ่ง เช่น มีด, กรรไกร ฯลฯ ควรจุ่มในสารละลาย 1% โซเดียวไฮโปคลอไรด์ (NaOC1) หรือ 1% ของน้ำยาคลอรอกซ์ หรือ ไฮเตอร์ เพื่อทำลายเชื้อทุกครั้งก่อนที่จะทำการตัดแต่งกิ่งแต่ละต้น       4. อย่าพยายามนำต้นส้ม หรือพืชตระกูลส้มทุกชนิดเข้าสวน เพราะอาจจะมีเชื้อโรคชนิดนี้ติดอยู่ นอกเสียจากว่าต้นส้มนั้นได้รับการรับรองแล้วว่าปลอดโรค ตอนต่อไปเป็นเรื่อง โรคเอ็กโซคอร์ทีส (Exocortis) ครับ

Continue reading

โรคไวรัสและโรคคล้ายไวรัสของส้ม ตอนที่ 2 โรคใบเหลืองต้นโทรมหรือโรคกรีนนิ่ง (Greening Disease)

โรคไวรัสและโรคคล้ายไวรัสของส้ม ตอนที่ 2 โรคใบเหลืองต้นโทรมหรือโรคกรีนนิ่ง (Greening Disease) โดยไมตรี พรหมมินทร์  กลุ่มงานไวรัสวิทยา กองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร          โรคใบเหลืองต้นโทรมหรือโรคกรีนนิ่ง (Greening Disease)       เป็นโรคที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโรคทริสเทซ่า พบครั้งแรกในประเทศอาฟริกาใต้ เมื่อปี พ.ศ. 2472 และประเทศไทยมีรายงานครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2516 โดยกลุ่มงานวิสาวิทยา กองโรคพืช และจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้เขียนเชื่อว่าโรคนี้คงจะมีมานานแล้วและเป็นสาเหตุทำให้สวนส้ม รายใหญ่ ๆ ในอดีต เช่นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ น่าน และจันทบุรี ต้องเลิกล้มการปลูกส้ม โรคนี้สามารถเป็นกับส้มทุกพันธุ์ ความรุนแรงของโรค ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์ส้ม ส้มเขียวหวาน ส้มตรา และส้มเกลี้ยง จะแสดงอาการเป็นโรครุนแรงกว่าส้มโอและมะนาว ลักษณะอาการของโรค       ลักษณะอาการของโรค ยังไม่มีลักษณะอาการเฉพาะหรือเด่นชัดที่สามารถจะบอกได้ว่า อาการเช่นนี้เป็นอาการของโรคกรีนนิ่ง ส่วนใหญ่แล้วจะออกมาในรูปลักษณะของอาการขาดธาตุอาหาร เช่น ขาดธาตุสังกะสี และแมงกานิส เป็นต้น จากเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้หลายประเทศทั่วโลกที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคนี้ จึงตั้งชื่อกันหลายชื่อตามลักษณะอาการที่เกิดกับต้นส้มในประเทศ นั้น ๆ คือ   อาฟริกาใต้ เรียกว่า Greening disease   อินเดีย เรียกว่า Citrus dieback   อิสราเอล เรียกว่า Little leaf   ฟิลิปปินส์ เรียกว่า Leaf mottle   อินโดนีเซีย เรียกว่า Citrus vein-phloem degeneration   ไต้หวัน เรียกว่า Likubin   จีน เรียกว่า Huanglungbin or Yellow shoot <   สำหรับประเทศไทย จึงใช้ชื่อว่า โรคใบเหลืองต้นโทรม (Citrus decline)   ลักษณะอาการของโรคเกิดบนต้นส้มแต่ละพันธุ์ดังนี้        ส้มเขียวหวาน อาการที่เกิดบนส้มเขียวหวานโดยทั่ว ๆ ไปจะพบว่าใบมีสีเหลืองหรือเหลืองซีด เส้นกลางใบและเส้นใบยังมีสีเขียวอยู่คล้าย ๆ กับอาการของโรคใบแก้วที่เกิดจากการขาดธาตุสังกะสี และบางครั้งจะพบใบด่างประจุดเขียวกระจายทั่วไป สำหรับต้นที่เป็นโรครุนแรงใบจะมีขนาดเล็ก เรียวยาว หนากว่าปกติ และตั้งชี้ขึ้น ส่วนใบแก่จะด้าน หนา และโค้งงอผิดปกติ กิ่งแห้งตายโดยจะแห้งจากยอดลงมา ผลมีขนาดเล็กและเบี้ยว (lopsided) เมล็ดลีบ บางครั้งจะพบอาการเช่นนี้เพียงบางกิ่ง และต่อไปโรคจะค่อยลุกลามไปทั่วต้น จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของต้นส้ม เมื่อลุกลามไปทั่วต้นก็จะปรากฏอาการทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัดและจะตายในที่สุด       ส้มตราและส้มเกลี้ยง อาการที่เกิดกับส้มตรา และส้มเกลี้ยงจะชัดเจนกว่าอาการที่เกิดบนส้มเขียวหวาน คือใบจะมีขนาดเล็ก หนา และตั้งชี้ขึ้น และบางครั้งจะพบอาการใบด่างประจุดเขียวบนใบชัดเจน กิ่งแห้งตาย ผลมีขนาดเล็กลงและเมล็ดมักจะลีบ ผลส้มมักจะร่วงก่อนกำหนด       ส้มโอ แสดงอาการรุนแรงน้อยกว่าส้มเขียวหวาน ส้มตรา และส้มเกลี้ยง อาการที่พบส่วนมาก จะเป็นอาการคล้ายกับอาการขาดธาตุสังกะสี และจะปรากฏเพียงบางกิ่ง ผลก็จะมีขนาดเล็กลงกว่าปกติ แต่ไม่แสดงอาการทรุดโทรมรวดเร็ว ดังที่พบบนส้มเขียวหวานและส้มตรา จึงนับว่าส้มโอค่อนข้างที่จะคงทน (tolerant) กว่าส้มเขียวหวานและส้มตรา         มะนาว แสดงอาการน้อยเช่นเดียวกับส้มโอ อาการที่พบทั่วไปจะมีอาการเหลืองซีดคล้ายกับอาการขาดธาตุอาหารและมะนาวเป็นพืช ตระกูลส้มที่รุนแรงต่อโรคทริสเทซ่า เพราะฉะนั้นอาการที่พบมักจะปรากฏอาการของโรคทริสเทซ่ามากกว่า สาเหตุของโรค       เกิดจากเชื้อคล้ายแบคทีเรีย แกรมลบ (bacteria like organism) มีทั้งรูปกลม (round forms) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 120-500 นาโนเมตร และทรงกระบอก (elongated forms) ขนาดความกว้าง 100-200 นาโนเมตร โรคนี้แต่เดิมเข้าใจว่าเกิดจากเชื้อมายโคพลาสมา (Mycoplasma) แต่ในปัจจุบันนักวิจัยส้มเชื่อว่าสาเหตุที่แท้จริงคือ เชื้อคล้ายแบคทีเรีย แกรมลบ เพราะเชื้อโรคนี้สามารถสนองตอบต่อเพนนิซิลิน (penicilin) การถ่ายทอดโรค        โรคนี้สามารถติดต่อและแพร่ระบาดได้หลายวิธี 1. จากกิ่งพันธุ์กิ่งตอน เมื่อตอนจากต้นที่เป็นโรคไปปลูกยังแหล่งอื่น ๆ ก็จะทำให้โรคนี้ขยายไปแหล่งนั้นได้ 2. จากการติดตาทาบกิ่ง เมื่อทำการติดตาบนต้นส้มปกติ ก็จะทำให้ต้นส้มปกตินั้นติดเชื้อและเป็นโรคได้ 3. จากการอาศัยแมลงพาหะ แมลงที่ช่วยในการถ่ายเชื้อโรคนี้คือเพลี้ยกระโดดส้ม (Citrus psylla, Diaphorina citri Kuway) โดยแมลงพาหะดูดกินต้นเป็นโรคแล้วเชื้อโรคจะเข้าไปแพร่ในตัวของแมลงเอง เมื่อแมลงตัวที่มีเชื้อโรคอยู่ในตัวไปเกาะกินต้นส้มใหม่ ก็จะทำให้ต้นส้มใหม่เหล่านั้นเป็นโรคได้ และแมลงพาหะชนิดนี้ก็สามารถถ่ายเชื้อ ไปยังรุ่นลูกได้ด้วยจึงเป็นสาเหตุทำให้โรคนี้ระบาดมากยิ่งขึ้น การป้องกันกำจัด       โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อคล้ายแบคทีเรีย ที่อาศัยอยู่ในเซลล์ท่ออาหาร (phloem cells) ของพืช แม้ว่าจะมียาบางชนิด คือ ยาจำพวกปฏิชีวนะ (antibiotic) เช่น เพนนิซิลิน เตทตราซัยคลิน ฯลฯ สามารถที่จะไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ แต่วิธีการใช้ยาเหล่านี้ก็เป็นวิธีการที่ค่อนข้าง ยุ่งยาก คือ จำเป็นจะต้องอัดฉีด (injection) เข้าไปที่บริเวณลำต้นโดยตรง เพราะเป็นวิธีการใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพดีกว่าการราดยาลงบริเวณโคนต้น เพื่อให้รากของต้นส้มดูดซึมยาเข้าไปเอง และเครื่องมือสำหรับอัดฉีดก็ยุ่งยาก และจะต้องดัดแปลงการใช้ด้วยตัวเอง เพราะยังไม่มีขายตามท้องตลาด ดังนั้น การป้องกันรักษาก็ควรจะปฏิบัติในสิ่งที่กระทำได้ดังนี้         1. คัดเลือกพันธุ์ที่ปรากศจากโรค หรือเลือกตอนจากต้นที่แข็งแรง และสมบูรณ์ที่สุด ต้นที่เลือกจะต้องอายุอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป คือ เป็นต้นที่ให้ผลผลิตแล้วยังแข็งแรงอยู่ ขณะนี้ทางกองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร สามารถผลิตส้มปลอดโรคได้แล้ว คือ พันธุ์ส้มเขียวหวาน 4 สายพันธุ์ (clone) ส้มโอ 6 สายพันธุ์ ส่วนพันธุ์อื่น ๆ กำลังดำเนินการอยู่ สำหรับเกษตรกรหรือผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ กองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร บางเขน กรุงเทพมหานคร         2. ป้องกันและกำจัดแมลงพาหะ คือเพลี้ยกระโดดส้ม เพราะแมลงพวกนี้เมื่อได้รับเชื้อแล้ว จะใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 วัน ในการฟักตัว (lantent period) ก่อนที่จะสามารถแพร่ไปยังต้นอื่นได้ เพราะฉะนั้นการใช้สารฆ่าแมลงจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อทำลายแมลงพาหะที่ได้รับเชื้อเหล่านั้น ก่อนที่จะแพร่กระจายไปยังต้นส้มอื่น ๆ ดังนั้น ชาวสวนจะต้องฉีดสารฆ่าแมลงในการกำจัดแมลงพาหะ และช่วงที่ดีที่สุดที่ส้มกำลังแตกใบอ่อน เพราะแมลงพวกนี้ชอบดูดกินใบอ่อน สารเคมีที่ใช้ได้แก่ คาร์บาริล โมโนโครโตฟอส เป็นต้น          3. การทำลายต้นที่เป็นโรคโดยการขุดและเผาทิ้ง ไม่ควรทิ้งไว้จะทำให้เป็นแหล่งเพาะโรคและจะเป็นสาเหตุทำให้โรคระบาดมากขึ้น          4. การจุ่มตาในเพนนิซิลิน (Pennicilin G) เป็นอีกวิธีหนึ่ง เพื่อทำลายเชื้อโรคกรีนนิ่ง ซึ่งวิธีการนี้ ญี่ปุ่น จีน และไต้หวัน ยังใช้กันอยู่ ในกรณีที่ต้นแม่พันธุ์ตรวจแล้วยังไม่พบเชื้อไวรัสทริสเทซ่า ก็จะนำตาแม่พันธุ์โดยเฉือนตาแต่ละตาลงในสารละลายเพนนิซิลิน 2000 ppm นาน 24 ชม. แล้วนำไปติดบนต้นตอปกติ จะได้มั่นใจว่าปราศจากเชื้อโรคกรีนนิ่ง เป็นผลงานที่ Prof.T. Miyakawa ประเทศญี่ปุ่นรายงานว่าสามารถกำจัดเชื้อโรคกรีนนิ่งได้เกือบร้อยเปอร์เซนต์           5. การทำ chimera plant เป็นวิวัฒนาการใหม่ เพื่อสร้างต้นส้มจาก 2 สายพันธุ์รวมกันให้กลายเป็นพันธุ์ใหม่ที่ต้านทานโรค Dr. Y. Ohtsu โครงการ JIRCAS ประเทศญี่ปุ่นได้ประสบผลสำเร็จ ในการสร้างส้มพันธุ์ แซตซูม่า (Satsuma mandarin) พันธุ์ใหม่ที่ต้านทานโรคแคงเกอร์ และโรคทริส-เทซ่า และได้ทำการจดลิขสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว และขณะนี้ทาง Dr. Y. Ohtsu ได้ร่วมทำงานวิจัยกับกลุ่มงานไวรัสวิทยา กองโรคพืชและจุลชีวิทยา และการทำ chimera plant ก็เป็นโครงการหนึ่งที่จะทำการศึกษา เพราะจากการคัดเลือกพันธุ์ต้านทานโรคกรีนนิ่งเบื้องต้น พบส้มแป้น ซึ่งเป็นพวกเดียวกับส้มเขียวหวาน คือพวก Citrus reticulata ที่สถานีทดลองพืชสวนน่าน จ.น่าน และจะได้นำพันธุ์ส้มแป้นกับส้มเขียวหวานร่วมกันสร้างสายพันธุ์ใหม่ (Chimera plant) ที่ต้านทานโรคกรีนนิ่ง ส่วนผลผลิตและคุณภาพก็ยังเป็นส้มเขียวหวานเช่นเดิม ตอนต่อไปเป็นเรื่อง โรคแทตเทอร์ลีฟหรือโรคใบแหว่งของส้ม (Citrus tatter leaf) ครับ

Continue reading

โรคไวรัสและโรคคล้ายไวรัสของส้ม ตอนที่ 1 โรคทริสเทซ่า (Tristeza)

โรคไวรัสและโรคคล้ายไวรัสของส้ม ตอนที่ 1 โรคทริสเทซ่า (Tristeza)   ไมตรี พรหมมินทร์  กลุ่มงานไวรัสวิทยา กองโรคพืชและจุลชีววิทยา  กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพ 10900 โทรศัพท์ (02) 5799588 โทรสาร (02) 5792350     ส้มเป็นไม้ผลที่สำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งและเชื่อกันว่ามีกำเนิดในประเทศเขตร้อน ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่สามารถปลูกส้มได้ดี ให้ผลผลิตสูงไม่แพ้ต่างประเทศ และทำรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งส้มเขียวหวาน จะเห็นได้จากสถิติเนื้อที่การปลูกส้มเขียวหวาน ได้เพิ่มมากขึ้นทุก ๆ ปี แต่ผลผลิตที่ได้ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อที่ปลูก เพราะเกษตรกรพบอุปสรรคหลายอย่าง และอุปสรรคที่สำคัญในการทำสวนส้มก็คือโรคส้ม โรคบางชนิดสร้างปัญหา และทำความเสียหายให้กับเกษตรกรชาวสวนส้มมากถึงกับล่มจม และเลิกล้มการปลูกส้มไปส้มก็นับว่าเป็นพืชที่ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรค สามารถเป็นโรคได้ทุกส่วนตั้งแต่ยอดลงมาจนถึงราก ไม่ว่าโรคนั้นจะเกิดจากสาเหตุของเชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส ไมโคพลาสมา และไส้เดือนฝอยก็ตาม สามารถเป็นโรคได้เกือบทุกชนิด และในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะโรคไวรัสสำคัญที่ชาวสวนส้มประสบในปัจจุบัน และยังไม่เข้าใจรายละเอียดนักว่า โรคส้มที่สำคัญดังกล่าวเกิดจากสาเหตุอะไร แพร่ระบาดไปอย่างไร และทำความเสียหายมากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการป้องกันและรักษาต้นส้มให้มีอายุยืนขึ้น และเพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิตส้ม โรคไวรัสและโรคคล้ายไวรัสของส้มที่พบในประเทศไทย เรียงลำดับความสำคัญดังนี้ โรคทริสเทซ่า (Tristeza) เป็นโรคที่สำคัญที่สุดของพืชตระกูลส้ม พบครั้งแรกในกลุ่มประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2443 และสร้างปัญหาให้กับทุกประเทศทั่วโลกที่ปลูกส้ม สำหรับประเทศไทยเราพบและรายงานครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยกลุ่มงานวิสาวิทยา กองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โรคนี้สามารถเป็นกับส้มทุกพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นส้มเขียวหวาน ส้มตรา ส้มโอ มะนาวและมะกรูด ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์ส้มและชนิดของเชื้อที่เข้าทำลาย ลักษณะอาการของโรค         มะนาว  อาการที่เกิดบนมะนาวจะเห็นได้อย่างชัดเจน คือใบแสดงอาการเหลืองซีดคล้าย กับอาการขาดธาตุอาหาร ใบจะมีขนาดเล็กลงและหนาผิดปิกติ ขอบใบจะม้วนเข้าคล้ายรูปถ้วยหรือบางครั้งจะบิดเบี้ยว ใบอ่อนเส้นใบจะเป็นขีดประโปร่งแสง (Vein clearing) จะ เห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อส่องดูกับแสงแดด ใบแก่เส้นใบจะนูนแข็งหรือแตก (Corky vein) ต้นที่ได้รับเชื้อชนิดรุนแรงจะแสดงอาการแคระแกร็น กิ่งแห้งตายจากยอดลงมา ผลผลิตน้อยและผลมีขนาดเล็กลงและก็จะแสดงอาการทรุดโทรมและตายไปในที่สุด นอกจากนี้บางครั้งจะพบอาการยางไหล และ อาการที่เป็น แอ่งบุ๋ม (Stem pitting) บนเนื้อไม้เมื่อเปิดเปลือกของลำต้นดู         ส้มเขียวหวาน   อาการที่เกิดบนส้มเขียวหวาน จะไม่ชัดเจนเหมือนกับที่เกิดบนมะนาว ส่วนมากจะแสดงอาการทรุดโทรม กิ่งแห้งตาย และใบก็มีอาการคล้ายกับอาการขาดธาตุอาหาร และบางครั้งจะพบอาการเหี่ยวเฉา คล้ายกับอาการขาดน้ำ เนื่องมาจากระบบรากอ่อนแอ และอาการเหล่านี้จะปรากฏชัดเจนเมื่อต้นส้มอายุปีที่ 4-5 หลังจากที่ให้ผลผลิตแล้ว นอกจากนี้ยังพบอาการเป็นแอ่งบุ๋มตามลำต้นดังที่พบบนมะนาว ส้มเกลี้ยง ส้มตรา และส้มโอ จะพบอาการคล้าย ๆ กับอาการที่เกิดบนส้มเขียวหวาน เชื้อ ไวรัสที่เข้าไปจะอยู่ในลักษณะแฝง คือจะยังไม่ปรากฏอาการแต่อย่างใดในระยะแรก แต่เมื่อต้นส้มที่ได้รับเชื้อเหล่านั้นอ่อนแอลง ก็จะปรากฏอาการทรุดโทรมอย่างชัดเจน เมื่อต้นส้มอายุ 4-5 ปี คือให้ ผลผลิตแล้ว และจะยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อต้นส้มให้ผลผลิตมากเกินไป และนอกจากนี้จะพบอาการรากเน่าแทรกซ้อน สาเหตุของโรค          เกิดจากเชื้อไวรัสทริสเทซ่า (Citrus tristeza virus) มีรูปร่างยาวคดคล้ายเส้นด้าย (Thread like particles) ยาวประมาณ 2,000 นาโนเมตร การถ่ายทอดโรค         โรคนี้สามารถติดต่อและแพร่ระบาดได้หลายวิธี 1. จากกิ่งพันธุ์ เมื่อนำกิ่งพันธุ์หรือกิ่งตอนจากต้นที่เป็นโรคไปปลูก ก็จะทำให้ขยายอาณาเขตการเป็นโรคมากยิ่งขึ้น 2. จากการติดตาทาบกิ่ง โรคนี้สามารถติดต่อหรือถ่ายเชื้อไปยังต้นปกติได้โดยการติดตา ทาบกิ่ง หรือเสียบยอด 3. จากการอาศัยแมลงพาหะ แมลงที่ช่วยในการถ่ายทอดเชื้อโรคนี้คือ เพลี้ยอ่อน มีเพลี้ยอ่อนหลายชนิดที่สามารถถ่ายทอดโรคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลี้ยอ่อนส้ม (Black Citrus Aphid, Toxoptera citricidus Kirk.) มีประสิทธิภาพสูงในการถ่ายทอดเชื้อโรคจากต้นหนึ่ง ไปยังอีกต้นหนึ่ง โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที พืชอาศัย          เชื้อไวรัสชนิดนี้ส่วนมากจะเป็นกับพืชตระกูลส้มทั้งหมด (Rutaceae) และมีรายงานว่าโรคนี้สามารถเป็นกับกระทกรกได้ (Passiflora gracilis) โดยมีเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะถ่ายทอดเชื้อ การป้องกันและกำจัด          เนื่องจากโรคนี้มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียาขนานใดที่จะทำการรักษาต้นส้มที่เป็นโรคได้เพราะฉะนั้นการป้องกันกำจัด โรคควรจะดำเนินการดังนี้         1. ใช้กิ่งพันธุ์จากต้นส้มที่แน่ใจว่าปราศจากโรคหรือจากต้นที่แข็งแรงและสมบูรณ์ที่สุดในสวน อายุอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป ถ้าสามารถปฏิบัติได้   เกษตรกรควรจะคัดเลือกและตอนกิ่งด้วยตัวเอง ขณะนี้ทางกองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร สามารถผลิตต้นส้มปลอดโรคได้แล้ว มีพันธุ์ส้มเขียวหวาน ส้มโอ ส่วนพันธุ์อื่น ๆ เช่น โชกุน มะนาว ฯลฯ กำลังดำเนินการอยู่ สำหรับผู้สนใจและเกษตรกรต้องการนำไปขยายพันธุ์ ก็สามารถติดต่อที่กองโรคพืชฯ ได้ในเวลาราชการ         2. ป้องกันกำจัดแมลงพาหะ คือ เพลี้ยอ่อน การใช้สารฆ่าแมลง ควรใช้ป้องกันในระยะที่ส้มเริ่มแตกใบอ่อน ซึ่งเป็นช่วงที่แมลงพาหะชอบ เพื่อที่จะกันแมลงไม่ให้มาเกาะกินบนต้นส้มดีกว่าการฉีดพ่นในช่วงที่แมลงระบาดแล้ว จะเป็นการเพิ่มการระบาดของโรคมากขึ้น เพราะแมลงพาหะจะหนีจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกแหล่งหนึ่ง         3. เมื่อต้องการใช้ต้นตอในการปลูก หรือขยายพันธุ์ส้มควรใช้ ต้นตอที่ทนต่อโรค สำหรับในบ้านเรายังไม่มีรายงานทดลองเกี่ยวกับการใช้ต้นตอ แต่ต่อไปการขยายพันธุ์ส้มปลอดโรคก็จำเป็นที่จะต้องใช้ต้นตอ เพราะสามารถขยายได้จำนวนมาก และทางที่ปรึกษาโครงการป้องกันกำจัดโรค ไม้ผลโดยวิธีผสมผสาน ไทย-เยอรมัน แนะนำให้ใช้ส้มสามใบ (Trifoliate orange) เป็นต้นตอ เพราะนอกจากจะทนต่อไวรัสทริสเทซ่าแล้วยังทนต่อเชื้อไฟทอปทอร่า (Phytopthora) อีกด้วย คือส้มสามใบพันธุ์แท้ ไตรโฟลิเอท โอเรนจ์ ส้มสามใบลูกผสมมี ทรอยเยอร์ ซิเตรน (Troyer citrange), คาร์ริโซ ซิเตรน (carrizo citrange) เป็นต้น เหมาะกับส้มเขียวหวานและส้มตรา ส่วนส้มโอใช้พันธุ์สวิงเกิ้ล ซิทรัมเมลโล (Swingle citrumello) ซึ่งเป็นส้มสามใบลูกผสมเช่นกัน         4. ต้นส้มที่เป็นโรคแล้ว ไม่สามารถทำการรักษาได้ ควรจะทำการขุดถอนและเผาทิ้ง เพื่อ ป้องกันไม่ให้มีแหล่งโรคระบาดต่อไป         5. การสร้างภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานให้กับต้นส้ม (Cross protection) คือ การปลูกเชื้อชนิดไม่รุนแรง (mild strain) ให้กับต้นส้ม เพื่อต้นส้มจะสร้างภูมิต้านทานเชื้อชนิดรุนแรง (severe strain) ที่มีระบาดอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติ โดยการนำของแมลงพาหะและวิธีนี้เป็นวิธีที่นิยม และได้ผลดีที่สุดในการป้องกันและลดความเสียหายจากโรคทริสเทซ่า ของส้มดังที่ได้รับผลสำเร็จในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา บราซิล อิสราเอล ฯลฯ เพราะฉะนั้นนโยบายที่จะ แก้ปัญหาเพื่อลดความเสียหายจากโรคนี้ในบ้านเรา ควรจะยึดหลักการดังกล่าว และขณะนี้ทางกลุ่มงานไวรัสวิทยา กองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร มีเชื้อชนิดไม่รุนแรงหลายชนิดที่ใช้ได้ดีกับการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับมะนาว และส้มเขียวหวาน ซึ่งเป็นผลการทดลองในสภาพเรือนทดลอง และกำลังดำเนินการทดลองในสภาพไร่อยู่ และคิดว่า จะสามารถนำไปใช้ได้เร็ว ๆ นี้ ตอนต่อไปเป็นเรื่อง โรคใบเหลืองต้นโทรมหรือโรคกรีนนิ่ง (Greening Disease) ครับ

Continue reading