การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง เรื่อง แนวทางในการเก็บกักน้ำไว้ทำสวน

 

โดย รศ.ดิเรก ทองอร่าม
สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

การทราบถึงความต้องการน้ำของพืช และเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามต้องการนั้น ก็ต้องทำการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำรูปแบบของการเก็บกักน้ำแบบต่าง ๆ คือ

1. การขุดบ่อหรือสระเก็บน้ำ บ่อน้ำแต่ละบ่อควรมีน้ำอยู่ประมาณ 10-60 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับต้นไม้ผลจำนวน 66-400 ต้น/วัน สำหรับสระเก็บน้ำซึ่งสร้างขึ้นโดยวัตถุประสงค์ เพื่อกักเก็บน้ำฝนที่มีมากในฤดูฝน ไว้ใช้ในการทำสวนในหน้าแล้งควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกไม้ผลในสวน เช่น มีพื้นที่ปลูกไม้ผล 10 ไร่ ต้องมีพื้นที่ขุดสระไม่น้อย กว่า 1 ไร่ และเมื่อขุดสระแล้ว ภายในสระควรมีระดับน้ำที่กักเก็บได้ไม่น้อยกว่า 4 เมตร หรือ เมื่อคำนวณแล้วพบว่ามีปริมาตรของน้ำเพียงพอสำหรับการทำสวนตลอดหน้าแล้ง

ภาพที่ 1 บ่อเก็บน้ำเพื่อการทำสวน

2. การนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้โดยการสร้างท่อส่งน้ำ จะสร้างท่อส่งน้ำเป็นระยะทางเท่าใดขึ้นกับสถานที่ตั้งของสวนและเงินทุนของเกษตรกร
ที่มีเพราะหากสวนอยู่ไกลจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาก จำเป็นต้องมีเครื่องกำเนิดพลังงาน
ที่มีกำลังมาก ในการดูดและดันส่งน้ำ รวมทั้งท่อส่งน้ำที่มีระยะทางยาวมาก เป็นการ
สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก การรวมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกรเพื่อร่วมลงทุนและแบ่งสรรการ
ใช้น้ำให้เป็นธรรมในการใช้น้ำมากขึ้น

ภาพที่ 2 การนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้โดยการสูบน้ำส่งมาตามท่อส่งน้ำ

3. การขุดเจาะน้ำบาดาล เป็นการขุดเจาะเพื่อนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ที่มีข้อดีคือ ประหยัด
พื้นที่ในสวน ที่จะใช้เป็นแหล่งน้ำ แต่เป็นการลงทุนค่อนข้างสูงไม่สามารถขุดเจาะได้ทุก
พื้นที่ยุ่งยากในการตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบดูดน้ำขึ้นมาใช้ การตรวจสอบ
ปริมาณน้ำที่มีอยู่ทำได้ยาก เพราะฉะนั้นจะทราบว่าน้ำหมดก็ในเวลาใกล้เคียงกันเป็นจำนวน
มาก จะทำให้ระดับน้ำใต้ดินลึกลงไปเรื่อย ๆ ทำให้บ่อที่ขุดเจาะไว้เดิมไม่มีน้ำ นอกจากนี้ต้อง
ระวังเกี่ยวกับคุณภาพของน้ำให้ดีอีกด้วย

4. บ่อดิน ทำเช่นเดียวกับการขุดสระเก็บน้ำแต่มีขนาดเล็กกว่า บรรจุน้ำได้ประมาณ 
15-30 ลูกบาศก์เมตร แต่บ่อดินนี้จะมีประสิทธิภาพในการเก็บน้ำได้เพียง 50-70 
เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก 30-50 เปอร์เซ็นต์ จะสูญเสียไปโดยการระเหยและการซึม
ลงไปใต้ผิวดิน การไล้ปูนมาร์ลตามแนวข้างบ่อและก้นบ่อให้หนาพอประมาณ หรือการ
ใช้แผ่นพลาสติกธรรมดา หรือแผ่นพลาสติกโพลีเอทธิลีน ปูแผ่นให้เต็มบริเวณก้นและ
ข้างบ่อ และนำดินหรือหินมาเรียงทับอีกชั้นหนึ่ง จะช่วยป้องกันการสูญเสียของน้ำเนื่อง
จากการซึมลงไปใต้ผิวดินได้

5. บ่อซิเมนต์ เป็นบ่อสำรองน้ำแบบมาตรฐาน สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
มีอายุการใช้งานคงทนหลายปี แต่การลงทุนค่อนข้างสูง

6. บ่อสำรองน้ำ พีอี เป็นบ่อสำรองน้ำชั่วคราว ขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 1 
เมตร เก็บน้ำได้ประมาณ 16 ลูกบาศก์เมตร เมื่อน้ำมีความสูง 0.70 เมตรพัฒนาการ
ขึ้นโดยฝ่ายพัฒนาการพื้นที่เกษตร กองเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร สำหรับ
“เก็บน้ำสำรองไว้ใช้เมื่อถึงเวลาจำเป็น” ประกอบด้วยโครงเหล็กซึ่งถอดและประกอบ
ได้ง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก กรุด้วยแผ่นพลาสติก พีอี ชนิดหนา 0.10 มิลลิเมตร กว้าง 4 
เมตร ยาว 6 เมตร ปิดคลุมปากบ่อ เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำ แผ่นพลาสติก พีอี นี้ เมื่อไม่ต้องการใช้ก็สามารถม้วนเก็บและนำกลับมาใช้ใหม่ในเวลาที่ต้องการ ข้อควรระวัง
สำหรับการใช้บ่อสำรองน้ำชนิดนี้ สามารถกักเก็บน้ำได้ตามประสิทธิภาพของบ่อ และ
ปราศจากการสูญเสียน้ำจากรอยรั่วของแผ่นพลาสติก

การหาปริมาตรบ่อน้ำ

สำหรับการคำนวณหาปริมาตรบ่อน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในสวนนั้น สามารถศึกษาได้จากเรื่อง
การจัดหาแหล่งน้ำไว้ทำสวน และดาวน์โหลด โปรแกรมการคำนวณหาขนาดบ่อน้ำที่ ดาวน์โหลด
โปรแกรม
 ครับ