การให้ปุ๋ยในระบบน้ำ ตอนที่ 3 ปุ๋ยที่สามารถนำมาใช้ในการให้ปุ๋ยในระบบน้ำได้

 

รศ.ดร.อิทธิสุนทร นันทกิจ
ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเทคโนโลยีการเกษตร 
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 

เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520

ปุ๋ยที่สามารถนำมาใช้ในการให้ปุ๋ยในระบบน้ำได้ (Fertigation)
เราสามารถแบ่งปุ๋ยที่สามารถใช้ในระบบ Fertigation ได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ
1.ปุ๋ยผสมสูตรสำเร็จรูปสูตรต่างๆ เช่น สูตร 20-10-30, 21-16-25 ข้อดีของปุ๋ยสำเร็จรูป คือ ง่ายต่อการใช้
และปุ๋ยบางบริษัทจะผสม ธาตุอาหารรองมาให้ด้วย ผู้ใช้เพียงนำปุ๋ยมาละลายน้ำตามคำแนะนำของบริษัทก็สามารถ
นำไปใช้ได้ ข้อเสีย คือ ส่วนมากเป็นปุ๋ยที่มีราคาแพง และไม่รู้ชนิดของแม่ปุ๋ยที่นำมาผสม และมีสูตรที่ขายอยู่ในตลาด
ไม่มากนักอาจไม่เหมาะกับความต้องการของเกษตรกร แต่ก็อาจหาปุ๋ยที่มีสัดส่วนของธาตุอาหารใกล้เคียงกับที่เราต้องการ
ได้และมาเติมแม่ปุ๋ยบางตัวเข้าไปเพื่อให้ได้สูตรหรือ สัดส่วนธาตุอาหารที่ต้องการ

2.การผสมปุ๋ยขึ้นใช้เองจากแม่ปุ๋ย เป็นวิธีการที่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับปุ๋ยพอสมควร ข้อดีสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย
ค่าปุ๋ยลงได้มาก สามารถผสมปุ๋ยตามสูตรและสัดส่วนที่ต้องการได้อย่างถูกต้อง รู้ชนิดของปุ๋ยที่ผสมกัน สามารถเติมธาต
ุอาหารรองและเสริมตามที่ต้องการได้ วิธีการนี้เหมาะอย่างยิ่งถ้ามีการส่งดิน น้ำ และพืชไปวิเคราะห์จากห้องปฎิบัติการก่อน จะได้ทำการจัดตารางการให้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เช่นถ้าวิเคราะห์ดินและพืชแล้วพบว่าในดินมีปริมาณ 
P สะสมอยู่เป็นปริมาณมากเกินความต้องการของพืช (ซึ่งพบเสมอๆในสวนผลไม้ที่มีการใส่ปุ๋ย 15-15-15 และ 8-24-24
อย่างต่เนื่องเป็นเวลานาน) ดังนั้นปุ๋ยที่ผสมก็ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย P ลงไปด้วยทำให้สามารถประหยัดค่าปุ๋ยลงได้มากเนื่องจาก
ปุ๋ย P เป็นปุ๋ยที่มีราคาแพงที่สุด2. แม่ปุ๋ยที่สามารถน้ำมาใช้ในระบบการให้ปุ๋ยในระบบน้ำ Fertigation แม่ปุ๋ยที่สามารถนำมาใช้ได้จะต้องเป็นปุ๋ยที่สามารถละลายน้ำได้หมดไม่มีเศษตะกอนเหลือค้างในถังผสม
ความสามารถละลายน้ำได้ของปุ๋ย ปุ๋ยที่ใช้ในระบบ Fertigation ต้องสามารถละลายน้ำได้หมด แต่ปุ๋ยแ
ต่ละชนิดจะมีความสามารถในการละลายน้ำต่างกันตาม ความสามารถการละลายตัวของปุ๋ยยังขึ้นอยู่กับ 
อุณหภูมิด้วย เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นความสามารถในการละลายตัวของปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น ปริมาณและชนิด
ของเกลือที่มีอยู่เดิมในน้ำโดยทั่วไปถ้าน้ำมีเกลือละลายตัวอยู่สูงก็ทำให้การละลายตัวของปุ๋ยยากขึ้น ชนิด
และปริมาณของปุ๋ยที่ละลายร่วมด้วย แม่ปุ๋ยที่มีการละลายตัวในน้ำดีและเป็นแม่ปุ๋ยที่นิยมใช้ในระบบ 
Fertigation ได้แก่ แอมโมเนียมไนเตรต (ammonium nitrate), โพแตสเซียมคลอไรด์ (p
otassium chloride), โพแตสเซียมไนเตรต (potassium nitrate), ยูเรีย (urea), แอ
มโมเนียมโมโนฟอสเฟต (ammonium monophosphate) และ โพแตสเซียมโมโนฟอสเฟต (p
otassium monophosphate) การละลายตัวของปุ๋ยจากตาราง เป็นการละลายของปุ๋ยแต่ละตัว
และละลายในน้ำบริสุทธิ์ เมื่อนำปุ๋ย หลายชนิดมารวมละลายในถังเดียวกัน หรือ ละลายในน้ำที่มีเกลือต่าง ๆ 
จากธรรมชาติละลายอยู่ก่อนก็ จะมีผลให้การละลายตัวของปุ๋ยเปลี่ยนไป

ตารางที่ 1 แสดงความสามารถในการละลายตัวของปุ๋ยบางตัวที่อุณหภูมิต่างๆกัน 

Temperature

KCl

K2SO4

KNO3

NH4NO3

Urea

10 เซลเซียส

31

9

21

158

84

20 เซลเซียส

34

11

31

195

105

30 เซลเซียส

37

13

46

242

133


นอกแม่ปุ๋ยดังที่กล่าวแล้ว ในตารางที่ 2 แสดงแม่ปุ๋ยที่สามารถนำมาใช้ในระบบ Fertigation ได้ แต่การใช้ต้องดู
ความสามารถการละลายตัวของปุ๋ยเมื่อนำมาผสมกันในน้ำด้วย 

ตารางที่ 2 แสดงแม่ปุ๋ยต่างๆที่สามารถนำมาใช้ในระบบการให้ปุ๋ยพร้อมระบบน้ำได้

ชื่อ

สูตรทางเคมี

Sulfuric acid

H2SO4

Nitric Acid

HNO3

Phosphoric acid

H3PO4 

Urea

(NH2)2CO

Ammonium nitrate

NH4NO3

Ammonium sulphate

(NH4)2SO4

Ammonium chloride

NH4Cl

Mono ammonium phosphate

NH4H2PO4 (MAP)

Di ammonium phosphate

(NH4)2HPO4 (DAP)

Mono potassium phosphate

KH2PO4 (MKP)

Urea Phosphate

Urea-phosphate

Potassium nitrate

KNO3

Potassium sulphate

K2SO4

Potassium chloride

KCl

Calcium nitrate

Ca(NO3)2.

Calcium Chloride

CaCl2.

Calcium Magnesium nitrate

CaMg(NO3)4

Magnesium sulphate

MgSO4.7H2O

Magnesium nitrate

Mg(NO3)2.6H2O

3. การเข้ากันไม่ได้ของปุ๋ยเมื่อละลายน้ำด้วยกันในความเข้มข้นสูง 
ปุ๋ยบางชนิดห้ามผสมกันในถังเดียวกัน จะเกิดการตกตะกอนทันทีปุ๋ยเหล่านี้ ได้แก่

1. ปุ๋ยแคลเซียมไนเตรต (Calcium nitrate) ห้ามผสมกับปุ๋ยที่มีฟอสเฟต (phosphates) หรือ ซัลเฟต (sulfates) 
เป็นองค์ประกอบ 2. กรดฟอสฟอริก (Phosphoric acid) กับเหล็ก (Fe), สังกะสี (Zn), ทองแดง (Cu) และ แมกนีเซียมซัลเฟต 
(manganese sulfates) เพราะจะทำให้เกิดการตกตะกอนของธาตุอาหารรองเหล่านี้ทำให้ไม่เป็นประโยชน์ต่พืช 
ถ้าต้องการให้ปุ๋ยเหล่านี้กับพืช ต้องแยกให้คนละครั้ง หรืออาจใช้เครื่องให้ปุ๋ยสองตัว โดยแยกปุ๋ยที่เข้ากันไม่ได้ออกคนละถัง 
แต่จะเสียค่าใช้จ่ายเครื่องให้ปุ๋ยสูง นอกจากนี้ปุ๋ยบางคู่ที่สามารถละลายน้ำได้ดีทั้งคู่ แต่เมื่อนำมาละลายในถังเดียวกันทำให้
ความสามารถในการละลายตัวของปุ๋ยผสมลดลง เช่น การผสมปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ((NH4)2SO4 ) และโพแตสเซียมคลอไรด์ 
(KCl) ในถังเดียวกันจะเกิดปุ๋ยตัวใหม่ คือ โพแตสเซียมซัลเฟต (K2SO4) ดังนั้น การละลายตัวของปุ๋ยจะถูกกำหนดโดยปุ๋ย
โพแตสเซียมซัลเฟต แทน ซึ่งมีการละลายตัวน้อยกว่าปุ๋ยสองตัวแรกวิธีที่ง่ายที่สุดในการจะทราบว่าปุ๋ยเข้ากันได้หรือไม่ โดยการทดลองผสมปุ๋ยดูเองเลยโดยทำการละลายปุ๋ยที่ต้องการทดสอบ
ในเหยือกแก้วใส่ขนาดใหญ่ประมาณ 1 ลิตร และผสมปุ๋ยที่เราต้องการทดลองลงไปในความเข้มข้นที่เราจะใช้ผสมลงในถัง
ผสมปุ๋ย และคนให้เข้ากันทิ้งไว้สักครึ่ง ถึง หนึ่งชั่วโมง ถ้าไม่พบตะกอนนอนก้นหรือลอยที่ผิวน้ำ หรือไม่เห็นเป็นสีขาวขุ่น
เหมือนน้ำนม และเมื่อทิ้งไว้จะตกตะกอน แสดงว่าปุ๋ยนั้นสามารถผสมกันได้ ในการผสมปุ๋ยในถังที่มีความเข้มข้นสูงๆปุ๋ยในถังที่ 1
และ ถังที่ 2 สามารถผสมเข้ากันได้ในถังเดียวกัน ในกรณีที่ต้อง
การผสมปุ๋ยที่มีอยู่ในถังที่ 1 และ 2 ต้องแยกออกเป็นสองถังและให้เข้าในระบบน้ำแยกครั้งละถัง หรือต้องใช้เครื่องดูดปุ๋ย
2 ตัวดูดแต่ละถังเข้าในน้ำชลประทานพร้อมกัน จากภาพที่ 8 ไม่ใช่หมายความว่าปุ๋ยต่างๆจะผสมกันได้เลยในความเข้มข้น
ที่สูงมากๆ ควรต้องลองผสมในเหยือกแก้วดูก่อนโดยเฉพาะต้องระวังเป็นอย่างมากเมื่อมีการใช้กรดใส่ในถังใดถังหนึ่งเพาะอาจ
เกิดปฎิกริยารุนแรงได้เมื่อผสมกับปุ๋ยที่มีฤทธิ์เป็นด่างหรือเมื่อเทลงน้ำ คือต้องทดลองค่อยๆผสมและเพิ่มความเข้มข้น ภาพที่ 7 
เป็นเพียงแนวทางในการพิจารณาผสมปุ๋ยเท่านั้น

ภาพที่ 7 แสดงการเข้ากันได้และไม่ได้เมื่อละลายแม่ปุ๋ยในน้ำ4. การให้ปุ๋ยในระบบน้ำที่มีความกระด้างสูง 


.....ปัญหาที่พบเสมอในบ้านเรา คือ การนำน้ำใต้ดินที่มีความกระด้างสูงมาใช้ในระบบ Fertigation น้ำที่มีค่าวิเคราะห์ว่า
มีแคลเซียม (Ca), แมกนีเซียม (Mg) และไบคาร์บอเนต (bicarbonates) สูงจัดว่าเป็นน้ำกระด้าง (เมื่อฟอกสบู่จะถูก
ล้างออกจากตัวง่าย หรือ สบู่จะไม่ค่อยมีฟอง) จัดว่าเป็นน้ำที่มีปัญหา เมื่อใช้ระบบ Fertigation น้ำพวกนี้มีค่า pH เป็น
ด่าง ประมาณ 7.2 – 8.5 เมื่อละลายปุ๋ยบางตัวลงในน้ำนี้จะเกิดการตกตะกอน ซึ่งจะพบตะกอนนอนก้นถัง หรือ เป็นคราบ
อุดตันตามหัวปล่อยน้ำ เช่น เมื่อใช้ปุ๋ยที่มีซัลเฟต (Sulphate) เช่น K2SO4 , (NH4)2SO4 จะตกตะกอนสีขาวของ 
ยิปซั่ม (CaSO4) อุดตันหัวหยด หรือ ถ้าใช้ยูเรีย (Urea) ที่ความเข้มข้นสูงจะเพิ่ม pH ของน้ำ ทำให้เร่งการตกตะกอน
ของแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัส (P) เป็นองค์ประกอบเมื่อละลายในน้ำนี้ จะเกิดการตกตะกอนของ
แคลเซียม และแมกนีเซียมฟอสเฟต (Ca-Mg phosphates) ในกรณีเช่นนี้ การใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัส (P) ควรใช้ปุ๋ยที่เป็นกรด 
ได้แก่ กรดฟอสฟอริก (Phosphoric acid : H3PO4) หรือ โมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต(monoammonium phosphate 
(MAP) จะลดปัญหาเหล่านี้ ในกรณีที่ระบบให้น้ำใช้ไปนาน ๆ และเกิดการอุดตันของหัวปล่อยน้ำ หรือ พบคราบตะกอน
เกาะมากขึ้นทำให้อัตราการจ่ายน้ำของหัวจ่ายลดลง เราสามารถล้างคราบเหล่านี้ด้วยกรดโดยการละลายกรดลงในน้ำ
และปล่อยให้น้ำกรดนี้ไหลผ่านระบบให้น้ำเพื่อให้กรดละลายตะกอนเหล่านี้ แต่ต้องระวังเนื่องจากกรดจะสามารถกัดกร่อน
อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นโลหะ ดังนั้น เมื่อผ่านกรดในระบบน้ำแล้ว จะต้องรีบไล่ด้วยน้ำเปล่า กรดที่ใช้ได้ ได้แก่ กรดฟอสฟอริก 
(phosphoric acid), กรดไนตริก (nitric acid), กรดซัลฟูริก (sulfuric acid) และกรดไฮโดรคลอริก (hydrochloric acid)
กรดไฮโดรคลอริก เป็นกรดที่มีราคาถูกที่สุดนิยมใช้กันมากในอิสราเอล แต่กรดนี้ควรใช้เพื่อล้างระบบเป็นครั้งคราวเท่านั้น
ไม่ควรใช้เพื่อปรับ pH ของน้ำชลประทาน เนื่องจากมีคลอไรด์ (Cl) ซึ่งอาจมีการสะสมในดิน โดยเฉพาะดินเหนียวเป็นอันตราย
ต่อพืชบางชนิดที่ไม่ชอบคลอไรด์