การจัดการสวนในสภาวะความแห้งแล้ง ตอนที่ 4 การจัดการไม้ผลในสภาวะความแห้งแล้ง

 

รศ.ดิเรก ทองอร่าม
สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

....เนื่องจากการจัดการสวนไม้ผลและผักในสภาวะความแห้งแล้ง ประกอบด้วย การจัดการดิน 
การจัดการน้ำ และการจัดการพืช ในที่นี้จะกล่าวถึงการจัดการน้ำต้นไม้ผลในสวน

....การจัดการพืชหรือต้นไม้ผลในสวน เป็นการจัดการที่ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับการจัดดิน
และการจัดการน้ำ การจัดการพืชสามารถปฏิบัติโดยการลดปริมาณการใช้น้ำของพืช 
การควบคุมสัดส่วนของต้นและราก การแบ่งพื้นที่เพื่อการจัดการเพื่อรักษาต้นไม้ผลให้มีชีวิต
อยู่รอด การจัดการพืช ประกอบด้วย การลดปริมาณการใช้น้ำของพืช การควบคุมสัดส่วนของ
ต้นและรากให้เหมาะสม การแบ่งพื้นที่เพื่อการจัดการพืชตามวิธีการต่าง ๆ ตามสภาพของ
ภัยแล้ง

1 การลดปริมาณการใช้น้ำของพืช เนื่องจากธรรมชาติของความต้องการใช้น้ำของพืช
แตกต่างกัน ไม้ยืนต้นประเภทปาล์ม เช่น มะพร้าวและปาล์มน้ำ เป็นต้น และพืชล้มลุกจะมี
การเจริญเติบโตที่ต่อเนื่องตลอดปีและมีปริมาณความต้องการน้ำที่สม่ำเสมอตลอดช่วงการ
เจริญเติบโต ในขณะที่ไม้ผลที่มีกิ่งก้านสาขามากจะมีช่วงการเจริญเติบโตสลับการพักตัว 
ในและช่วงที่พืชมีการพักตัวนี้จะเป็นช่วงที่พืชต้องการน้ำในปริมาณไม่มากนัก เมื่อเทียบกับ
ช่วงการเจริญเติบโตซึ่งพืชต้องการน้ำมากขึ้น เพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์อาหาร เพื่อ
ให้ได้อาหารในต้นในรูปของสารประกอบคาร์โบไฮเดรต และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่เป็น
ตัวกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตด้านกิ่งก้านสาขา หรือการออกดอก

....การจัดการเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำในไม้ผล จะดำเนินการเมื่อเริ่มประสบภัยแล้งแต่ต้นพืช
มีอาการไม่รุนแรง ซึ่งสามารถทำได้โดยควบคุมหรือลดปริมาณการเจริญเติบโตของไม้ผล
ให้เหลือน้อยหรือหยุดในช่วงการพักตัว

....แนวทางการปฏิบัติเพื่อควบคุมหรือลดปริมาณการเจริญเติบโตของไม้ผลให้เหลือน้อยหรือ
หยุดในช่วงการพักตัวของพืช เช่น ต้องการทำให้การเจริญเติบโตด้านกิ่งก้านสาขา และ
การให้ผลผลิตของพืชหยุดชะงัก การหยุดหรือลดการเจริญเติบโตทางด้านกิ่งก้านสาขา 
และด้านเจริญพันธุ์ของพืชมีวิธีการปฏิบัติแตกต่างกันตามชนิดของพืช ดังนี้

ตารางที่ 1 แนวทางการปฏิบัติเพื่อควบคุมหรือลดปริมาณการเจริญเติบโตของไม้ผล
ให้เหลือน้อยหรือหยุดในช่วงการพักตัวของพืช

พืช

วิธีการปฏิบัติ

ทุเรียน

1. การฉีดพ่นด้วยโปแตสเซียมไนเตรตหรือปุ๋ยสูตร 13-0-46 อัตรา 150-200 
กรัม/น้ำ 20 ลิตร ที่ใบพอเปียก เมื่อตรวจพบว่าตายอดของต้นทุเรียนมีการพัฒนา
ครีบใบยาวขึ้น หรือที่ชาวสวนเรียกว่า ระยะหางปลา การฉีดพ่นด้วยโปแตสเซียมไนเตรตจะทำให้ตายอดนั้นหยุดการเจริญเติบโต
ได้อย่างน้อย 14 วัน
วิธีการนี้ใช้ได้ผลดีในทุเรียนพันธุ์ชะนี เมื่อนำไปปฏิบัติกับพันธุ์หมอนทองอาจต้อง
มีการฉีดพ่นซ้ำ 2 ครั้ง จึงจะได้ผล การฉีดพ่นด้วยโปแตสเซียมไนเตรต ในอัตราสูงเช่นนี้บ่อยครั้ง จะทำให้เนื้อเยื่อที่เป็นจุดเจริญเติบโตภายในถูกทำลายได้ และอาจทำให้กิ่งทุเรียนเปราะ และหักง่ายขึ้น โดยเฉพาะกิ่งเล็กที่อยู่บริเวณ
ชายทรงพุ่ม

2. การฉีด้วยสารไดเทโธเอท อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ที่ใบพอเปียกในชขณะที่ยอดทุเรียนพัฒนาจนเป็นใบอ่อนที่ยังไม่คลี่ โปแตสเซียมไนเตรตจะใช้ไม่ได้ผลกับใบอ่อนระยะนี้ สารไดเมทโธเอทจะทำให้ใบอ่อนของทุเรียนไหม้และหลุดร่วงไปได้ โดยเฉพาะเมื่อฉีดพ่นใบขณะที่อากาศแห้งและอุณหภูมิสูง วิธีการนี้จะให้ผลดี

สำหรับทุเรียนพันธุ์หมอนทองมากกว่าทุเรียนพันธุ์ชะนี เมื่อนำไปปฏิบัติกับ
พันธุ์ชะนีอาจต้องมีการฉีดพ่นต่อเนื่องกัน 2 ครั้ง จึงจะได้ผล แต่การใช
้ไดโธเอทฉีดพ่นบ่อยครั้งก็จะมีผลทำให้ใบแก่ของทุเรียนไหม้และหลุดร่วงได้ โดยเฉพาะในพันธุ์หมอนทอง ในการฉีดพ่นไม่จำเป็นต้องผสมปุ๋ยใบและสาร
จับใบ ที่สำคัญคือไม่ควรนำโปแตสเซียมไนเตรตมาผสมรวมกับไดเมทโธเอท
แล้วฉีดพ่น เพราะจะทำให้ใบอ่อนและใบแก่บนต้นไหม้และหลุดร่วง

นอกจากโปแตสเซียมไนเตรตและไดเมทโธเอทแล้ว สารควบคุมการเจริญเติบโต
พืชประเภทต่าง ๆ ก็อาจนำมาใช้เพื่อควบคุมการแตกใบอ่อนของทุเรียนได้ แต่มักก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น กระตุ้นให้ต้นทุเรียนมีความต้องการน้ำมาก
และบ่อยขึ้น ทำให้ใบแก่กระด้าง ไม่สดใด เป็นต้น

เงาะ

ใช้หลักการเช่นเดียวกับทุเรียน แต่สารเคมีที่ใช้ในการฉีดพ่นเพื่อควบคุมและทำลายใบอ่อนจะต่างจากทุเรียนคือ

1. การฉีดพ่นด้วยสารเอน เอ เอ (NAA) ในชื่อการค้าแพลนโนฟิกซ์ อัตรา 5-10 
ซีซี/น้ำ 20 ลิตร อัตรา 3-7 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร จะช่วยทำลายใบอ่อนของเงาะ เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยทางใบจะได้ผลอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การใช้กำมะถันผง 
อัตรา 80-150 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นก็สามารถทำลายใบอ่อนของเงาะได้เช่นกัน

2. การฉีดพ่นด้วยสารเคมีกลุ่มที่ปลอปล่อยให้ก๊าซเอทธิลิน เช่น อีเทรล 39.5 
เปอร์เซ็นต์ สารบริสุทธิ์อัตรา 3-7 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร จะช่วยทำลายใบอ่อนของเงาะ เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยทางใบจะได้ผลอยางรวดเร็ว นอกจากนี้การใช้กำมะถันผง 
อัตรา 80-150 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นก็สามารถทำลายใบอ่อนของเงาะได้เช่นกัน

3. การควบคุมหรือลดการเจริญเติบโตในระยะอกดอก ติดผล ปฏิบัติเช่นเดียวกับ
ทุเรียน

มังคุด

มังคุดเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตด้านกิ่งก้านสาขาปีละ 1-2 ครั้ง และมักเกิดขึ้น
ในระหว่างฤดูฝน หรือปลายฤดูฝนดังนั้นจึงมักไม่พบการเจริญเติบโตด้านกิ่งก้าน
สาขา เมื่อประสบภัยแล้ง วิธีการลดปริมาณการใช้น้ำของมังคุด จึงควรพิจารณา
ดำเนินการตัดแต่งดอกและผล ตามสภาพความรุนแรงของการขาดน้ำเท่านั้น

ไม้ผลชนิดอื่น ๆ

ใช้หลักการเดียวกันกับการจัดการทุเรียน เงาะ และมังคุด คือควบคุมการพัฒนาหรือทำลายใบอ่อนด้วยสารเคมี การตัดแต่งดอก และผลตามสภาวะการขาดน้ำ จะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำได้เช่นเดียวกัน


2 การควบคุมสัดส่วนของต้นและราก (Top : root ratio) ให้เหมาะสมจะดำเนินการเมื่อประสบ
ภัยแล้งอย่างรุนแรง การควบคุมสัดส่วนของต้นและรานี้ เป็นการปฏิบัติเพื่อรักษาต้นให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ 
การควบคุมสัดส่วนของต้นและรากให้เหมาะสมนั้น จะต้องเข้าใจพื้นฐานของพืชว่า รากมีหน้าที่ดูดน้ำส่ง
ไปให้ใบใช้ในกระบวนการสังเคราะห์อาหารและพลังงานอาหารที่ถูกสร้างขึ้น จะถูกนำไปใช้สำหรับการ
เจริญเติบโตของส่วนต่าง ๆ ของต้น นอกจากนี้น้ำที่รากพืชดูดขึ้นมานี้ยังถูกนำไปใช้เพื่อควบคุมอุณหภูมิ
ในต้น โดยผ่านกระบวนการคายน้ำทางใบ ดังนั้นถ้ามีใบจำนวนมากปริมาณการสูญเสียน้ำโดยกระบวน
การคายน้ำจะมากตามไปด้วย ดังนั้น การควบคุมสัดส่วนของต้นและรากโดยการปลิดใบทิ้งให้หมดเพียง
เพื่อมุ่งหวังให้มีการหยุดการสูญเสียน้ำลงเพียงอย่างเดียวนั้น ต้นไม้ผลอาจตายได้เช่นกัน เนื่องจากลำต้น
และรากขาดพลังงานเพื่อการดำรงชีวิต

....การควบคุมสัดส่วนของต้นและรากให้ได้ผล ต้องทำการตัดแต่งต้นและกิ่ง ให้เหลือส่วนของลำต้นสั้นที่สุด
แต่ต้องมีกิ่งเหลืออยู่ประมาณ 1-2 กิ่ง และกิ่งนั้นต้องเป็นกิ่งที่สมบูรณ์ มีใบสมบูรณ์ในปริมาณที่หนาแน่น
พอประมาณ วิธีการนี้จะช่วยลดอัตราการคายน้ำจากใบลงได้ตามปริมาณใบที่ถูกตัดออก ในส่วนที่เหลือ
ยังคงสามารถสร้างพลังงาน เพื่อส่งไปเลี้ยงรากให้แข็งแรง มีประสิทธิภาพในการดูดซับน้ำที่เหลืออยู่ใน
ดินได้ และควรมีการจัดการคลุมผิวดินด้วยวัสดุคลุมดินร่วมไปด้วยจะให้ได้ผลดียิ่งขึ้น การตัดแต่งต้นและ
กิ่งในลักษณะนี้ยังช่วยให้ต้นไม้ผลสามารถสร้างกิ่ง และยอดให้ได้รวดเร็วกว่าการตัดแต่งจนไม่เหลือกิ่ง
และใบเลยหลังจากสภาวะความแห้งแล้งผ่านพ้นไปแล้ว

3 การแบ่งพื้นที่เพื่อการจัดการตามวิธีการต่าง ๆ เนื่องจากเกษตรกรต้องเลี้ยงชีพด้วยการขาย
ผลผลิตไม้ผล การปฏิบัติเพื่อทำลายผลผลิตทิ้งพร้อมกันทั้งสวน เพื่อรักษาต้นไม้ผลให้มีชีวิตอยู่รอด 
ในขณะประสบภัยแล้งนั้น เป็นสิ่งซึงเกษตรกรไม่อยากปฏิบัติ แต่ความเข้าใจหลักการจัดการดิน น้ำ 
และพืชดังได้กล่าวมาแล้วจะทำให้เกษตรกรสามารถเลือกตัดสินใจแบ่งพื้นที่สวนออกเป็นส่วน ๆ 
กำหนดวิธีการจัดสวนตามปริมาณน้ำที่จะจัดหามาได้ การจัดการสวนในลักษณะนี้สามารถปฏิบัติได้
โดยแบ่งพื้นที่ส่วนดังนี้

3.1 พื้นที่ส่วนแรก เป็นการจัดการสวนเพื่อให้มีผลผลิตขายตามปกติ เกษตรกรผู้ปลูกต้องเตรียม
การล่วงหน้า โดยคำนวณปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ตลอดฤดูกาลผลิตสำหรับพื้นที่ส่วนนี้ โดยการใช้ข้อมูล
การใช้น้ำของพืชอ้างอิง และค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืชที่กล่าวมาแล้วตาม

3.2 พื้นที่ส่วนที่ 2 เป็นการจัดสวนโดยใช้วีธีลดปริมาณการใช้น้ำของพืชลง โดยเริ่มต้นด้วยการ
สำรวจปริมาณน้ำที่เหลือจากการใช้ในพื้นที่ส่วนแรก ว่ามีปริมาณเท่าใดและจะสามารถหาปริมาณ
น้ำสำรองมาเสริมได้เท่าใด จากนั้นจึงเริ่มตัดแต่งเพื่อลดปริมาณดอกและผลของต้นไม้ผลที่อยู่ใน
พื้นที่ส่วนที่สองนี้ ให้พอเหมาะกับปริมาณน้ำที่มีอยู่

....ในกรณีที่ทราบว่าไม่สามารถหาปริมาณน้ำสำรองมาเสริมได้ตามต้องการ จำเป็นต้องแบ่ง
พื้นที่ส่วนนี้ออกเป็น 3 ส่วน และปฏิบัติดังต่อไปนี้คือ

1) ส่วนที่หนึ่งทิ้งไว้คงเดิม

2) ส่วนที่สองตัดแต่งเพื่อลดปริมาณดอกและผลอีกครั้งจากที่ตัดครั้งแรก เพื่อให้พืชมีชีวิตรอดและ
ให้ผลผลิตได้บางส่วน

3) ส่วนที่สามให้ตัดแต่งดอกและผลลงอีกครั้งจากที่ตัดครั้งแรกเพื่อให้พืชมีชีวิตรอดและให้ผลผลิต
ได้บางส่วน สำหรับส่วนที่สามให้ตัดแต่งดอกและผลออกให้หมดต้น เมื่อสภาวะการขาดน้ำรุนแรง
เพิ่มขึ้นก็เริ่มจัดการตัดแต่งดอกและผลในพื้นที่ส่วนที่สองทิ้งให้หมดพร้อมกับเริ่มตัดแต่งกิ่งและ
ทรงพุ่ม เพื่อควบคุมสัดส่วนของต้นและรากในพื้นที่สวนที่สาม ถ้าสภาวะความแห้งแล้งยังคง
เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้นต้องเริ่มตัดแต่งลดปริมาณดอกและผลในพื้นที่ส่วนที่หนึ่ง
และเร่มตัดแต่งเพื่อควบคุมสัดส่วนของต้นและรากในพื้นที่ส่วนที่สอง ดำเนินการเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ 
จะพ้นสภาวะความแห้งแล้ว ต้องเริ่มตัดแต่งลดปริมาณดอกและผลในพื้นที่ส่วนหนึ่งที่หนึ่งและเริ่ม
ตัดแต่งเพื่อควบคุมสัดส่วนของต้นและรากในพื้นที่ส่วนที่สอง ดำเนินการเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จะพ้น
สภาวะความแห้งแล้ง

....แนวคิดในการจัดการสวนโดยการแบ่งพื้นที่การจัดการออกเป็นส่วน ๆ นี้ เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูก
มีผลผลิตส่วนหนึ่งที่สามารถนำไปขายได้ มีต้นไม้ผลส่วนหนึ่งที่ประสบภัยแล้งไม่รุนแรงสามารถ
ให้ผลผลิตได้ในปีต่อไป ต้นไม้ผลส่วนหนึ่งที่ประสบภัยแล้งปานกลางสามารถฟื้นสภาพต้นและให้
ผลผลิตได้ รวมทั้งมีต้นไม้ผลอีกส่วนหนึ่งที่ประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงที่ต้องใช้เวลาในการพื้นสภาพ
ต้นประมาณ 1-2 ปี จึงจะเริ่มให้ผลผลิตได้ตามปกติตามที่จะกล่าวถึงในตอนต่อไป

3.4 การฟื้นฟูสภาพต้นไม้ผลหลังภัยแล้ง ผลกระทบที่เกิดจากการที่มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ
สำหรับการเจริญเติบโจและการพัฒนาการต่าง ๆ ของต้นไม้ผล นอกจากจะทำให้ต้นไม้มีใบเหลือง 
และร่วง ผลอ่อนหลุดร่วง รูปทรงบิดเบี้ยวหรือผลเจริญเติบโตช้า และมีขนาดเล็ก จนทำให้คุณภาพ
ผลผลิตไม่ได้ตามมาตรฐานกำหนดแล้ว อาการขาดน้ำอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง อาจทำให้ต้นไม้ผล
นั้นใบร่วงจนหมดต้น เหลือแต่กิ่งและตายในที่สุดเมื่อประสบสภาพการณ์เช่นนี้ หากเกษตรกรไม่เร่ง
บำรุงรักษาต้น ก็จะทำให้เกษตรกรต้องสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ในเวลาในปีต่อไป หรือได้รับน้อยลง 
เนื่องจากต้นไม้ผลนั้นไม่สามารถออกดอก ติดผล ได้ตามปกติ

....การเร่งบำรุงรักษาต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้งอย่างถูกวิธี และทันเวลาจะทำให้ต้นไม้ผลนั้นฟื้นตัวได้
ในเวลาอันรวดเร็ว มีความสมบูรณ์ สามารถออกดอก ติดผล และให้ผลผลิตในปริมาณและเวลาที่
ตรงต่อความต้องการของตลาดได้ เกษตรกรไม่สูญเสียผลตอบแทนที่ควรจะได้รับในปีต่อไป ดังนั้น
นอกจากการศึกษาเพื่อหาความต้องการน้ำในช่วงระยะต่าง ๆ ของการเจริญเติบโตและการพัฒนา
การของการไม้ผลหลายชิดที่สำคัญ เพื่อนำมาใช้กำหนดปริมาณน้ำ และการจัดเพื่อให้มีการใช้น้ำ
อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพในการผลิตไม้เมืองร้อนที่สำคัญแล้ว สุขวัฒน์ จันทรปรรณิก และ
คณะ (2535) ยังได้ทำการศึกษาวิธีการจัดการปัจจัยการผลิตเพื่อบำรุงรักษาต้นไม้ผล และนำผลที่
ได้รวบรวมเป็นวิทยาการการจัดการเพื่อฟื้นฟูสภาพต้นไม้หลังประสบภัยแล้ว สำหรับแนะนำให้เกษตรกร
นำไปปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูสภาพของต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้ง สำหรับแนะนำให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติเพื่อ
ฟื้นฟูสภาพของต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้ง ให้กลับสมบูรณ์และให้ผลผลิตได้ดังเดิมคือ

....หลักการในการฟื้นฟูสภาพต้นไม้ผลหลังประสบภัยแล้ง สำหรับไม้ผลที่ประสบภัยแล้งแต่อาการไม่รุนแรง หรือต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้งและมีอาการรุนแรงกคือจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ต้นไม้ผลนั้นแตก
รากใหม่และแตกใบอ่อนทันที เพื่อให้สามารถออกดอก ติดผล และให้ผลผลิตได้ตามต้องการ แต่จะเลือก
ปฏิบัติอย่างไรหรือมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับอาการรุนแรงของต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้งนั้น ซึ่งวิธีการ
ต่าง ๆ ที่เกษตรกรเลือกปฏิบัติให้เหมาะสมกับอาการและชนิดพืชจะกล่าวถึงในตอนต่อไป

....ตอนต่อไปจะกล่าวถึงวิธีปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูสภาพต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้ง