ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับปุ๋ยเคมีเพื่อการทำสวน

​ 1. คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับปุ๋ยเคมี 2. คุณสมบัติที่สำคัญของปุ๋ยเคมี 3. การจำแนกธาตุอาหารพืช 4. ประเภทของปุ๋ยเคมี 5. แนวทางในการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ 6. การตัดสินใจในการเลือกซื้อปุ๋ย 7. การผลิตและการผสมปุ๋ย (การคำนวณหาส่วนผสมปุ๋ย) 8. แนวทางในการตรวจสอบและการวิเคราะห์ปุ๋ยปลอม

Continue reading

การจัดการสวนในสภาวะความแห้งแล้ง ตอนที่ 5 วิธีปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูสภาพต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้ง

  รศ.ดิเรก ทองอร่าม สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ....วิธีปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูสภาพต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้งแบ่งออกเป็นต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้งแต่อาการ ไม่รุนแรงและต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้งและมีอาการรุนแรง มีดังต่อไปนี้ 1. ต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้งแต่อาการไม่รุนแรง ต้องการการปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูสภาพต้น กระตุ้น ให้แตกใบอ่อนพร้อมกันทั้งต้นทันที ฉีดพ่นสารเพื่อกระตุ้นให้แตกใบอ่อนพร้อมกันทั้งต้นให้น้ำ สม่ำเสมอและฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรค-แมลง ตามความจำเป็นเพื่อรักษาใบอ่อนที่แตก ใหม่ได้สมบูรณ์ วิธีปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูสภาพต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้งแต่อาการไม่รุนแรงมีดังนี้ ตารางที่ 1 วิธีปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูสภาพต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้งแต่อาการไม่รุนแรง พืช วิธีปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูสภาพต้น ทุเรียน เงาะ 1. ใส่ปุ๋ยทางดินสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 2. พ่นสูตร “ทางด่วน” ผสมฟลอริเจน อัตรา 20 ซีวี จำนวน 1-2 ครั้งให้ทั่วต้น เพื่อกระตุ้นให้ทุเรียนและเงาะแตกใบอ่อนได้เร็ว 3. ให้น้ำสม่ำเสมอและฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรค-แมลง เมื่อใบอ่อนแตกออกมา 4. สูตร “ทางด่วน” ได้แก่ น้ำตาลเต็กซ์โตรส 600 กรัม ฮิวมิค แอซิค 20 ซีซี ปุ๋ยเกล็ด 15-30-15 ที่มีธาตุรอง 60 กรัม สารป้องกันกำจัดเชื้อรา และสารจับใบผสมรวมกันในน้ำ 20 ลิตร มังคุด 1. ใส่ปุ๋ยทางดินสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 2. พ่นสารไธโอยูเรียอัตรา 40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร เพื่อกระตุ้นให้มังคุดแตกใบอ่อนพร้อมกันทั้งต้น 3. พ่นสูตร “ทางด่วน” จำนวน 1-2 ครั้ง 4. ให้น้ำสม่ำเสมอและพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรค-แมลง ตามความจำเป็นเพื่อรักษาใบอ่อนที่แตกใหม่ได้สมบูรณ์ 2. ต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้งและมีอาการรุนแรง ต้องการการปฏิบัติเพื่อกระตุ้นให้แตกใบอ่อน พร้อมกันทั้งต้นทันที คลุมโคนด้วยเศษหญ้าหรือใบไม้ผสมกับปุ๋ยคอก รดน้ำให้ชื้นตลอดเวลาเพื่อ กระตุ้นให้รากเจริญเติบโต วิธีปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้งและมีอาการรุนแรง มีดังนี้ ตารางที่ 2 วิธีปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูสภาพต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้งและมีอาการรุนแรง พืช วิธีปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูสภาพต้น ทุเรียน 1. ใส่ปุ๋ยทางเดิน ผสมฮิวมิค อัตรา 30 ซีซี/ปุ๋ยเคมี 1 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน 2. คลุมโคนด้วยเศษหญ้าหรือใบไม้ ผสมกับปุ๋ยคอก ให้มีอัตราส่วน 4: 1 โดยปริมาตร รดน้ำให้ชื้นตลอดเวลา เพื่อกระตุ้นให้รากเจริญเติบโต 3. พ่นสูตร “ทางด่วน” จำนวน 1-2 ครั้ง เมื่อเริ่มแตกใบอ่อนเพื่อให้มีใบอ่อนหลายชั้นใบ 4. พ่นสารเคมีป้องกันำจัดโรค – แมลง และผสมปุ๋ยทางใบที่มีธาตุเหล็ก และ ธาตุแมกนีเซียมทุกครั้งที่พ่นเพื่อให้ได้ใบอ่อนที่แตกใหม่มีสุขภาพ 5. ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เงาะ 1. ใส่ปุ๋ยคอก และใส่ปุ๋ยทางดินสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ผสมปุ๋ยธาตุรองไมโครเมตคอมเพล็กซ์R เพื่อกระตุ้นให้ต้นเงาะแตกใบอ่อน 2. พ่นสูตร “ทางด่วน” จำนวน 1-2 ครั้ง เมื่อแรกแตกใบอ่อน 3. ให้น้ำสม่ำเสมอและพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรค-แมลง เพื่อรักษาใบใหม่ที่ แตกออกมาให้สมบูรณ์ มังคุด 1. ใส่ปุ๋ยคอกและใส่ปุ๋ยทางดินผสมฮิวมิค แอซิค ตรา 30 ซีซี/ปุ๋ย 1 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน 2. พ่นสารไธโอยูเรียอัตรา 40 กรัม/น้ำ 20 ลิตรเพื่อกระตุ้นให้มังคุดแตกใบอ่อนพร้อมกันทั้งต้น 3. พ่นสูตร “ทางด่วน” จำนวน 1-2 ครั้ง 4. ให้น้ำสม่ำเสมอและพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรค-แมลงเมื่อมีใบอ่อนแตกออกมา  

Continue reading

การจัดการสวนในสภาวะความแห้งแล้ง ตอนที่ 4 การจัดการไม้ผลในสภาวะความแห้งแล้ง

  รศ.ดิเรก ทองอร่าม สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ....เนื่องจากการจัดการสวนไม้ผลและผักในสภาวะความแห้งแล้ง ประกอบด้วย การจัดการดิน  การจัดการน้ำ และการจัดการพืช ในที่นี้จะกล่าวถึงการจัดการน้ำต้นไม้ผลในสวน ....การจัดการพืชหรือต้นไม้ผลในสวน เป็นการจัดการที่ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับการจัดดิน และการจัดการน้ำ การจัดการพืชสามารถปฏิบัติโดยการลดปริมาณการใช้น้ำของพืช  การควบคุมสัดส่วนของต้นและราก การแบ่งพื้นที่เพื่อการจัดการเพื่อรักษาต้นไม้ผลให้มีชีวิต อยู่รอด การจัดการพืช ประกอบด้วย การลดปริมาณการใช้น้ำของพืช การควบคุมสัดส่วนของ ต้นและรากให้เหมาะสม การแบ่งพื้นที่เพื่อการจัดการพืชตามวิธีการต่าง ๆ ตามสภาพของ ภัยแล้ง 1 การลดปริมาณการใช้น้ำของพืช เนื่องจากธรรมชาติของความต้องการใช้น้ำของพืช แตกต่างกัน ไม้ยืนต้นประเภทปาล์ม เช่น มะพร้าวและปาล์มน้ำ เป็นต้น และพืชล้มลุกจะมี การเจริญเติบโตที่ต่อเนื่องตลอดปีและมีปริมาณความต้องการน้ำที่สม่ำเสมอตลอดช่วงการ เจริญเติบโต ในขณะที่ไม้ผลที่มีกิ่งก้านสาขามากจะมีช่วงการเจริญเติบโตสลับการพักตัว  ในและช่วงที่พืชมีการพักตัวนี้จะเป็นช่วงที่พืชต้องการน้ำในปริมาณไม่มากนัก เมื่อเทียบกับ ช่วงการเจริญเติบโตซึ่งพืชต้องการน้ำมากขึ้น เพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์อาหาร เพื่อ ให้ได้อาหารในต้นในรูปของสารประกอบคาร์โบไฮเดรต และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่เป็น ตัวกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตด้านกิ่งก้านสาขา หรือการออกดอก ....การจัดการเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำในไม้ผล จะดำเนินการเมื่อเริ่มประสบภัยแล้งแต่ต้นพืช มีอาการไม่รุนแรง ซึ่งสามารถทำได้โดยควบคุมหรือลดปริมาณการเจริญเติบโตของไม้ผล ให้เหลือน้อยหรือหยุดในช่วงการพักตัว ....แนวทางการปฏิบัติเพื่อควบคุมหรือลดปริมาณการเจริญเติบโตของไม้ผลให้เหลือน้อยหรือ หยุดในช่วงการพักตัวของพืช เช่น ต้องการทำให้การเจริญเติบโตด้านกิ่งก้านสาขา และ การให้ผลผลิตของพืชหยุดชะงัก การหยุดหรือลดการเจริญเติบโตทางด้านกิ่งก้านสาขา  และด้านเจริญพันธุ์ของพืชมีวิธีการปฏิบัติแตกต่างกันตามชนิดของพืช ดังนี้ ตารางที่ 1 แนวทางการปฏิบัติเพื่อควบคุมหรือลดปริมาณการเจริญเติบโตของไม้ผล ให้เหลือน้อยหรือหยุดในช่วงการพักตัวของพืช พืช วิธีการปฏิบัติ ทุเรียน 1. การฉีดพ่นด้วยโปแตสเซียมไนเตรตหรือปุ๋ยสูตร 13-0-46 อัตรา 150-200  กรัม/น้ำ 20 ลิตร ที่ใบพอเปียก เมื่อตรวจพบว่าตายอดของต้นทุเรียนมีการพัฒนา ครีบใบยาวขึ้น หรือที่ชาวสวนเรียกว่า ระยะหางปลา การฉีดพ่นด้วยโปแตสเซียมไนเตรตจะทำให้ตายอดนั้นหยุดการเจริญเติบโต ได้อย่างน้อย 14 วัน วิธีการนี้ใช้ได้ผลดีในทุเรียนพันธุ์ชะนี เมื่อนำไปปฏิบัติกับพันธุ์หมอนทองอาจต้อง มีการฉีดพ่นซ้ำ 2 ครั้ง จึงจะได้ผล การฉีดพ่นด้วยโปแตสเซียมไนเตรต ในอัตราสูงเช่นนี้บ่อยครั้ง จะทำให้เนื้อเยื่อที่เป็นจุดเจริญเติบโตภายในถูกทำลายได้ และอาจทำให้กิ่งทุเรียนเปราะ และหักง่ายขึ้น โดยเฉพาะกิ่งเล็กที่อยู่บริเวณ ชายทรงพุ่ม 2. การฉีด้วยสารไดเทโธเอท อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ที่ใบพอเปียกในชขณะที่ยอดทุเรียนพัฒนาจนเป็นใบอ่อนที่ยังไม่คลี่ โปแตสเซียมไนเตรตจะใช้ไม่ได้ผลกับใบอ่อนระยะนี้ สารไดเมทโธเอทจะทำให้ใบอ่อนของทุเรียนไหม้และหลุดร่วงไปได้ โดยเฉพาะเมื่อฉีดพ่นใบขณะที่อากาศแห้งและอุณหภูมิสูง วิธีการนี้จะให้ผลดี สำหรับทุเรียนพันธุ์หมอนทองมากกว่าทุเรียนพันธุ์ชะนี เมื่อนำไปปฏิบัติกับ พันธุ์ชะนีอาจต้องมีการฉีดพ่นต่อเนื่องกัน 2 ครั้ง จึงจะได้ผล แต่การใช ้ไดโธเอทฉีดพ่นบ่อยครั้งก็จะมีผลทำให้ใบแก่ของทุเรียนไหม้และหลุดร่วงได้ โดยเฉพาะในพันธุ์หมอนทอง ในการฉีดพ่นไม่จำเป็นต้องผสมปุ๋ยใบและสาร จับใบ ที่สำคัญคือไม่ควรนำโปแตสเซียมไนเตรตมาผสมรวมกับไดเมทโธเอท แล้วฉีดพ่น เพราะจะทำให้ใบอ่อนและใบแก่บนต้นไหม้และหลุดร่วง นอกจากโปแตสเซียมไนเตรตและไดเมทโธเอทแล้ว สารควบคุมการเจริญเติบโต พืชประเภทต่าง ๆ ก็อาจนำมาใช้เพื่อควบคุมการแตกใบอ่อนของทุเรียนได้ แต่มักก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น กระตุ้นให้ต้นทุเรียนมีความต้องการน้ำมาก และบ่อยขึ้น ทำให้ใบแก่กระด้าง ไม่สดใด เป็นต้น เงาะ ใช้หลักการเช่นเดียวกับทุเรียน แต่สารเคมีที่ใช้ในการฉีดพ่นเพื่อควบคุมและทำลายใบอ่อนจะต่างจากทุเรียนคือ 1. การฉีดพ่นด้วยสารเอน เอ เอ (NAA) ในชื่อการค้าแพลนโนฟิกซ์ อัตรา 5-10  ซีซี/น้ำ 20 ลิตร อัตรา 3-7 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร จะช่วยทำลายใบอ่อนของเงาะ เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยทางใบจะได้ผลอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การใช้กำมะถันผง  อัตรา 80-150 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นก็สามารถทำลายใบอ่อนของเงาะได้เช่นกัน 2. การฉีดพ่นด้วยสารเคมีกลุ่มที่ปลอปล่อยให้ก๊าซเอทธิลิน เช่น อีเทรล 39.5  เปอร์เซ็นต์ สารบริสุทธิ์อัตรา 3-7 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร จะช่วยทำลายใบอ่อนของเงาะ เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยทางใบจะได้ผลอยางรวดเร็ว นอกจากนี้การใช้กำมะถันผง  อัตรา 80-150 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นก็สามารถทำลายใบอ่อนของเงาะได้เช่นกัน 3. การควบคุมหรือลดการเจริญเติบโตในระยะอกดอก ติดผล ปฏิบัติเช่นเดียวกับ ทุเรียน มังคุด มังคุดเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตด้านกิ่งก้านสาขาปีละ 1-2 ครั้ง และมักเกิดขึ้น ในระหว่างฤดูฝน หรือปลายฤดูฝนดังนั้นจึงมักไม่พบการเจริญเติบโตด้านกิ่งก้าน สาขา เมื่อประสบภัยแล้ง วิธีการลดปริมาณการใช้น้ำของมังคุด จึงควรพิจารณา ดำเนินการตัดแต่งดอกและผล ตามสภาพความรุนแรงของการขาดน้ำเท่านั้น ไม้ผลชนิดอื่น ๆ ใช้หลักการเดียวกันกับการจัดการทุเรียน เงาะ และมังคุด คือควบคุมการพัฒนาหรือทำลายใบอ่อนด้วยสารเคมี การตัดแต่งดอก และผลตามสภาวะการขาดน้ำ จะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำได้เช่นเดียวกัน 2 การควบคุมสัดส่วนของต้นและราก (Top : root ratio) ให้เหมาะสมจะดำเนินการเมื่อประสบ ภัยแล้งอย่างรุนแรง การควบคุมสัดส่วนของต้นและรานี้ เป็นการปฏิบัติเพื่อรักษาต้นให้ดำรงชีวิตอยู่ได้  การควบคุมสัดส่วนของต้นและรากให้เหมาะสมนั้น จะต้องเข้าใจพื้นฐานของพืชว่า รากมีหน้าที่ดูดน้ำส่ง ไปให้ใบใช้ในกระบวนการสังเคราะห์อาหารและพลังงานอาหารที่ถูกสร้างขึ้น จะถูกนำไปใช้สำหรับการ เจริญเติบโตของส่วนต่าง ๆ ของต้น นอกจากนี้น้ำที่รากพืชดูดขึ้นมานี้ยังถูกนำไปใช้เพื่อควบคุมอุณหภูมิ ในต้น โดยผ่านกระบวนการคายน้ำทางใบ ดังนั้นถ้ามีใบจำนวนมากปริมาณการสูญเสียน้ำโดยกระบวน การคายน้ำจะมากตามไปด้วย ดังนั้น การควบคุมสัดส่วนของต้นและรากโดยการปลิดใบทิ้งให้หมดเพียง เพื่อมุ่งหวังให้มีการหยุดการสูญเสียน้ำลงเพียงอย่างเดียวนั้น ต้นไม้ผลอาจตายได้เช่นกัน เนื่องจากลำต้น และรากขาดพลังงานเพื่อการดำรงชีวิต ....การควบคุมสัดส่วนของต้นและรากให้ได้ผล ต้องทำการตัดแต่งต้นและกิ่ง ให้เหลือส่วนของลำต้นสั้นที่สุด แต่ต้องมีกิ่งเหลืออยู่ประมาณ 1-2 กิ่ง และกิ่งนั้นต้องเป็นกิ่งที่สมบูรณ์ มีใบสมบูรณ์ในปริมาณที่หนาแน่น พอประมาณ วิธีการนี้จะช่วยลดอัตราการคายน้ำจากใบลงได้ตามปริมาณใบที่ถูกตัดออก ในส่วนที่เหลือ ยังคงสามารถสร้างพลังงาน เพื่อส่งไปเลี้ยงรากให้แข็งแรง มีประสิทธิภาพในการดูดซับน้ำที่เหลืออยู่ใน ดินได้ และควรมีการจัดการคลุมผิวดินด้วยวัสดุคลุมดินร่วมไปด้วยจะให้ได้ผลดียิ่งขึ้น การตัดแต่งต้นและ กิ่งในลักษณะนี้ยังช่วยให้ต้นไม้ผลสามารถสร้างกิ่ง และยอดให้ได้รวดเร็วกว่าการตัดแต่งจนไม่เหลือกิ่ง และใบเลยหลังจากสภาวะความแห้งแล้งผ่านพ้นไปแล้ว 3 การแบ่งพื้นที่เพื่อการจัดการตามวิธีการต่าง ๆ เนื่องจากเกษตรกรต้องเลี้ยงชีพด้วยการขาย ผลผลิตไม้ผล การปฏิบัติเพื่อทำลายผลผลิตทิ้งพร้อมกันทั้งสวน เพื่อรักษาต้นไม้ผลให้มีชีวิตอยู่รอด  ในขณะประสบภัยแล้งนั้น เป็นสิ่งซึงเกษตรกรไม่อยากปฏิบัติ แต่ความเข้าใจหลักการจัดการดิน น้ำ  และพืชดังได้กล่าวมาแล้วจะทำให้เกษตรกรสามารถเลือกตัดสินใจแบ่งพื้นที่สวนออกเป็นส่วน ๆ  กำหนดวิธีการจัดสวนตามปริมาณน้ำที่จะจัดหามาได้ การจัดการสวนในลักษณะนี้สามารถปฏิบัติได้ โดยแบ่งพื้นที่ส่วนดังนี้ 3.1 พื้นที่ส่วนแรก เป็นการจัดการสวนเพื่อให้มีผลผลิตขายตามปกติ เกษตรกรผู้ปลูกต้องเตรียม การล่วงหน้า โดยคำนวณปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ตลอดฤดูกาลผลิตสำหรับพื้นที่ส่วนนี้ โดยการใช้ข้อมูล การใช้น้ำของพืชอ้างอิง และค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืชที่กล่าวมาแล้วตาม 3.2 พื้นที่ส่วนที่ 2 เป็นการจัดสวนโดยใช้วีธีลดปริมาณการใช้น้ำของพืชลง โดยเริ่มต้นด้วยการ สำรวจปริมาณน้ำที่เหลือจากการใช้ในพื้นที่ส่วนแรก ว่ามีปริมาณเท่าใดและจะสามารถหาปริมาณ น้ำสำรองมาเสริมได้เท่าใด จากนั้นจึงเริ่มตัดแต่งเพื่อลดปริมาณดอกและผลของต้นไม้ผลที่อยู่ใน พื้นที่ส่วนที่สองนี้ ให้พอเหมาะกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ ....ในกรณีที่ทราบว่าไม่สามารถหาปริมาณน้ำสำรองมาเสริมได้ตามต้องการ จำเป็นต้องแบ่ง พื้นที่ส่วนนี้ออกเป็น 3 ส่วน และปฏิบัติดังต่อไปนี้คือ 1) ส่วนที่หนึ่งทิ้งไว้คงเดิม 2) ส่วนที่สองตัดแต่งเพื่อลดปริมาณดอกและผลอีกครั้งจากที่ตัดครั้งแรก เพื่อให้พืชมีชีวิตรอดและ ให้ผลผลิตได้บางส่วน 3) ส่วนที่สามให้ตัดแต่งดอกและผลลงอีกครั้งจากที่ตัดครั้งแรกเพื่อให้พืชมีชีวิตรอดและให้ผลผลิต ได้บางส่วน สำหรับส่วนที่สามให้ตัดแต่งดอกและผลออกให้หมดต้น เมื่อสภาวะการขาดน้ำรุนแรง เพิ่มขึ้นก็เริ่มจัดการตัดแต่งดอกและผลในพื้นที่ส่วนที่สองทิ้งให้หมดพร้อมกับเริ่มตัดแต่งกิ่งและ ทรงพุ่ม เพื่อควบคุมสัดส่วนของต้นและรากในพื้นที่สวนที่สาม ถ้าสภาวะความแห้งแล้งยังคง เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้นต้องเริ่มตัดแต่งลดปริมาณดอกและผลในพื้นที่ส่วนที่หนึ่ง และเร่มตัดแต่งเพื่อควบคุมสัดส่วนของต้นและรากในพื้นที่ส่วนที่สอง ดำเนินการเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ  จะพ้นสภาวะความแห้งแล้ว ต้องเริ่มตัดแต่งลดปริมาณดอกและผลในพื้นที่ส่วนหนึ่งที่หนึ่งและเริ่ม ตัดแต่งเพื่อควบคุมสัดส่วนของต้นและรากในพื้นที่ส่วนที่สอง ดำเนินการเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จะพ้น สภาวะความแห้งแล้ง ....แนวคิดในการจัดการสวนโดยการแบ่งพื้นที่การจัดการออกเป็นส่วน ๆ นี้ เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูก มีผลผลิตส่วนหนึ่งที่สามารถนำไปขายได้ มีต้นไม้ผลส่วนหนึ่งที่ประสบภัยแล้งไม่รุนแรงสามารถ ให้ผลผลิตได้ในปีต่อไป ต้นไม้ผลส่วนหนึ่งที่ประสบภัยแล้งปานกลางสามารถฟื้นสภาพต้นและให้ ผลผลิตได้ รวมทั้งมีต้นไม้ผลอีกส่วนหนึ่งที่ประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงที่ต้องใช้เวลาในการพื้นสภาพ ต้นประมาณ 1-2 ปี จึงจะเริ่มให้ผลผลิตได้ตามปกติตามที่จะกล่าวถึงในตอนต่อไป 3.4 การฟื้นฟูสภาพต้นไม้ผลหลังภัยแล้ง ผลกระทบที่เกิดจากการที่มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ สำหรับการเจริญเติบโจและการพัฒนาการต่าง ๆ ของต้นไม้ผล นอกจากจะทำให้ต้นไม้มีใบเหลือง  และร่วง ผลอ่อนหลุดร่วง รูปทรงบิดเบี้ยวหรือผลเจริญเติบโตช้า และมีขนาดเล็ก จนทำให้คุณภาพ ผลผลิตไม่ได้ตามมาตรฐานกำหนดแล้ว อาการขาดน้ำอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง อาจทำให้ต้นไม้ผล นั้นใบร่วงจนหมดต้น เหลือแต่กิ่งและตายในที่สุดเมื่อประสบสภาพการณ์เช่นนี้ หากเกษตรกรไม่เร่ง บำรุงรักษาต้น ก็จะทำให้เกษตรกรต้องสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ในเวลาในปีต่อไป หรือได้รับน้อยลง  เนื่องจากต้นไม้ผลนั้นไม่สามารถออกดอก ติดผล ได้ตามปกติ ....การเร่งบำรุงรักษาต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้งอย่างถูกวิธี และทันเวลาจะทำให้ต้นไม้ผลนั้นฟื้นตัวได้ ในเวลาอันรวดเร็ว มีความสมบูรณ์ สามารถออกดอก ติดผล และให้ผลผลิตในปริมาณและเวลาที่ ตรงต่อความต้องการของตลาดได้ เกษตรกรไม่สูญเสียผลตอบแทนที่ควรจะได้รับในปีต่อไป ดังนั้น นอกจากการศึกษาเพื่อหาความต้องการน้ำในช่วงระยะต่าง ๆ ของการเจริญเติบโตและการพัฒนา การของการไม้ผลหลายชิดที่สำคัญ เพื่อนำมาใช้กำหนดปริมาณน้ำ และการจัดเพื่อให้มีการใช้น้ำ อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพในการผลิตไม้เมืองร้อนที่สำคัญแล้ว สุขวัฒน์ จันทรปรรณิก และ คณะ (2535) ยังได้ทำการศึกษาวิธีการจัดการปัจจัยการผลิตเพื่อบำรุงรักษาต้นไม้ผล และนำผลที่ ได้รวบรวมเป็นวิทยาการการจัดการเพื่อฟื้นฟูสภาพต้นไม้หลังประสบภัยแล้ว สำหรับแนะนำให้เกษตรกร นำไปปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูสภาพของต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้ง สำหรับแนะนำให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติเพื่อ ฟื้นฟูสภาพของต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้ง ให้กลับสมบูรณ์และให้ผลผลิตได้ดังเดิมคือ ....หลักการในการฟื้นฟูสภาพต้นไม้ผลหลังประสบภัยแล้ง สำหรับไม้ผลที่ประสบภัยแล้งแต่อาการไม่รุนแรง หรือต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้งและมีอาการรุนแรงกคือจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ต้นไม้ผลนั้นแตก รากใหม่และแตกใบอ่อนทันที เพื่อให้สามารถออกดอก ติดผล และให้ผลผลิตได้ตามต้องการ แต่จะเลือก ปฏิบัติอย่างไรหรือมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับอาการรุนแรงของต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้งนั้น ซึ่งวิธีการ ต่าง ๆ ที่เกษตรกรเลือกปฏิบัติให้เหมาะสมกับอาการและชนิดพืชจะกล่าวถึงในตอนต่อไป ....ตอนต่อไปจะกล่าวถึงวิธีปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูสภาพต้นไม้ผลที่ประสบภัยแล้ง

Continue reading

การจัดการสวนในสภาวะความแห้งแล้ง ตอนที่ 3 การจัดการน้ำในสภาวะความแห้งแล้ง

  รศ.ดิเรก ทองอร่าม สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ....เนื่องจากการจัดการสวนไม้ผลและผักในสภาวะความแห้งแล้ง ประกอบด้วย การจัดการดิน  การจัดการน้ำ และการจัดการพืช ในที่นี้จะกล่าวถึงการจัดการน้ำ การจัดการน้ำ จัดการน้ำเพื่อให้พืชสามารถเจริญเติบโต ตามอายุ ระยะการเจริญเติบโต  และให้ได้ผลผลิตสูง ในการนี้ผู้ปลูกควรมีข้อมูลเกี่ยวข้องกับความต้องการน้ำของพืช ช่วงเวลา ในการให้น้ำ และวิธีการให้น้ำ 1 ความต้องการน้ำของไม้ผลและผัก ไม้ผลและผักหรือพืชอื่น ๆ ต่างมีปริมาณการใช้น้ำ ที่ไม่เท่ากัน ที่สำคัญคือต้องทราบต่อไปว่า เมื่อไรจึงควรจะให้น้ำแก่พืช จะต้องให้ปริมาณ เท่าใด และจะต้องให้น้ำแก่โดยวิธีใดจึงจะดีที่สุด 2 ใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ ในการให้น้ำอย่างประหยัดและให้มีประสิทธิภาพ เพื่อการผลิตไม้ผลและผัก โดยเฉพาะระยะวิกฤตในการต้องการน้ำของพืชเพื่อหลีกเลี่ยงผล กระทบจากภัยแล้งนั้น สิ่งสำคัญที่ควรนำมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลความต้องการน้ำในแต่ละช่วง ของการพัฒนาการของพืชและช่วงเวลาในการให้น้ำได้แก่วิธีการให้น้ำแก่แบบต่าง ๆ เช่น  การให้น้ำระบบประหยัด เป็นข้อมูลตัดสินใจและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพสวนไม้ผล และผัก เช่น การคำนวณเพื่อกำหนดระยะเวลาในการให้น้ำสำหรับการให้น้ำชนิดต่าง ๆ 3 การกักเก็บน้ำ การกักเก็บน้ำจัดว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเพราะถ้าหากดำเนินการได้สำเร็จ  สิ่งหนึ่งที่ผู้ผลิตหรือชาวสวนต้องคำนึงอยู่เสมอว่า ถ้าสามารถกักเก็บน้ำได้มากพอสำหรับความ ต้องการน้ำของพืชที่ตนผลิตแล้ว ปัญหาประสบภัยแล้งก็จะหมดไป ดังนั้นการทราบถึงความต้องการ น้ำของพืชรวมไปถึงมีการพัฒนาการวิธีการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด จะทำให้ทราบและ สามารถจัดการเรื่องน้ำได้อย่างดี ในกรณีที่ทำการผลิตนอกเขตชลประทานจึงจำเป็นที่จะต้อง ลงทุนในการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามต้องการ ....ท่านสามารถอ่านเรื่อง การกักเก็บน้ำแบบต่าง ๆ รวมทั้ง การหาขนาดบ่อ กักเก็บน้ำ ในเว๊บไซด์นี้ ....ตอนต่อไปจะกล่าวถึงการจัดการพืชหรือไม้ผลในสภาวะความแห้งแล้ง

Continue reading

การจัดการสวนในสภาวะความแห้งแล้ง ตอนที่ 2 การจัดการดินในสภาวะความแห้งแล้ง

  รศ.ดิเรก ทองอร่าม สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ....เนื่องจากการจัดการสวนไม้ผลและผักในสภาวะความแห้งแล้ง ประกอบด้วย การจัดการดิน  การจัดการน้ำ และการจัดการพืช ในที่นี้จะกล่าวถึงการจัดการดิน ....การจัดการดิน ประกอบด้วยการจัดการเพื่อเพิ่มอัตราการซึมของน้ำผ่านผิวดิน การเพิ่ม ความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน และการป้องกันการเสียน้ำจากผิวดิน 1. การจัดการเพื่อเพิ่มอัตราการซึมของน้ำผ่านผิวดิน เป็นการจัดการเพื่อเพิ่มอัตรา การซึมของน้ำผ่านผิวดินได้เร็ว โดยการเพิ่มแรงดูดซับของดิน โดยการพรวนดินใต้ทรงพุ่ม  รอบโคนต้น การปล่อยให้มีวัชพืชเจริญเติบโตใต้ทรงพุ่ม การใส่ปุ๋ยหรือสารฮิวมิคแอซิคหรือ ปูนหรือวัสดุที่ใช้แทนปูน รวมทั้งการใช้วัสดุคลุมผิวดิน ....การจัดการดินที่ต้องการเพิ่มอัตราการซึมของน้ำผ่านผิวดินในสวนผลไม้ที่สำคัญ เช่น  ทุเรียน เงาะ มังคุด และไม้ผลอื่น ๆ เพื่อให้ความชื้นอยู่ในบริเวณรากพืช โดยการเขตกรรม สามารถกระทำได้ดังแสดงในตารางที่ 1   ตารางที่ 1 การจัดการดินเพื่อเพิ่มอัตราการซึมของน้ำผ่านผิวดินในสวนผลไม้ การจัดการ ชนิดพืช หมายเหตุ ทุเรียน เงาะ มังคุด อื่น ๆ 1. การพรวนดินใต้ทรงพุ่ม - + + + ดำเนินการได้เฉพาะพืชที่มี ระบบรากลึก 2. การปล่อยให้มีวัชพืชคลุม ผิวดิน ผิวดิน และกำจัดเป็น ครั้งคราวด้วยสารเคมีชนิด ดูดซึม + + - + ต้องป้องกันไม่ให้หญ้าไซ หญ้าคา และแห้วหมู ขึ้นเป็นวัชพืชหลัก และจะใช้ไม่ได้ผลกับ เมื่อต้นไม้ มีผลมีขนาดใหญ่ขึ้น 3. การใส่ปุ๋ยคอก + + + + เมื่อใช้กับต้นทุเรียนที่ให้ผลแล้ง ต้องป้องกันการระบาดของโรคโคนเน่า เป็นพิเศษ 4. การใส่สารฮิวมิคแอซิค + + + + ควรใช้กับพืชที่ให้ผลตอบแทน ค่อนข้างสูง 5. การใส่ปูน หรือวัสดุที่ใช้แทนปูน + + + + ต้องใส่ก่อนการใส่ปุ๋ยทางดิน อย่างน้อย 1 เดือน 6. การคลุมผิวดินด้วย เศษซากพืชหรือปุ๋ยหมัก + + - + ใช้ได้ผลดีเมื่อต้นไม้มีขนาดเล็ก และ คำนึงถึงผลตอบแทนด้วยว่าคุ้มหรือไม่ หมายเหตุ : เครื่องหมาย + แสดงว่า สามารถดำเนินการ - แสดงว่า ไม่สมควรดำเนินการ ที่มา : สุขวัฒน์ จันทรปรรณิก และคณะ 2535 2 การเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน เช่นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุ ในรูปของปุ๋ยคอก  ปุ๋ยพืชสด หรือปุ๋ยหมักลงในดินเพื่อช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้นแลเพิ่มคุณสมบัติในการดูดซับ ธาตุอาหารพืชในดินได้ดียิ่งขึ้น 3 การป้องกันการเสียน้ำจากผิวดิน สามารถกระทำได้โดยการใช้วัสดุคลุมดินชนิดต่าง ๆ เช่น  เศษซากพืชต่าง ๆ ใบไม้แห้ง ฟางแห้ง นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการปลูกพืชคลุมดิน เช่น การปล่อย ให้วัชพืชเจริญเติบโตคลุมผิวดิน  

Continue reading

การจัดการสวนในสภาวะความแห้งแล้ง ตอนที่ 1 บทบาทและความสำคัญของความแห้งแล้ง

  รศ.ดิเรก ทองอร่าม สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ....“น้ำท่วม ฝนแล้ง แมลงกิน ดินไม่ดี มีโรคมา ราคาตก” เป็นคำที่ผู้ทำการผลิตพืผล ทางการเกษตรมักจะต้องประสบหรือเกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าวที่ยากต่อการหลีกเลี่ยง อยู่เสมอ ซึ่งปัญหาดังกล่าวนั้นจะเกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำอยู่ 2 เรื่อง คือ น้ำท่วม และฝนแล้ง ....เนื่องจาก น้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์ ทำให้เกิดความเต่ง หากมีปริมาณน้ำ ไม่เพียงพอจะทำให้รูปร่างของเซลล์ผิดไปจากเดิมหรือมีขนาดเล็กลง น้ำเป็นตัวที่สำคัญ ในดินและภายในต้นพืชเอง ช่วยในการละลายของธาตุอาหารพืชในดินให้อยู่ในรูป ของสารละลายสามารถดูดไปใช้ได้ ที่สำคัญคือน้ำเป็นสารเริ่มต้นในกระบวนการต่าง ๆ ทางสรีรวิทยาและทางชีวเคมีในด้านการสร้างพลังงานของพืช ซึ่งได้แก่การสังเคราะห์แสง  และเป็นตัวพาธาตุอาหารเข้ามาในต้นพืช ส่วนประกอบสำคัญในกระบวนการเคลื่อนย้าย สารอาหารจากแหล่งผลิตภายในต้นพืชไปยังส่วนต่าง ๆ ต้องการใช้ นอกจากนี้น้ำยังช่วย ควบคุมอุณหภูมิของต้นพืชมิให้ร้อนหรือเย็นเกินไป ดังนั้นถ้าพืชขาดน้ำโดยเฉพาะปัญหา จากภัยแล้งจะทำให้พืชได้รับอันตรายมาก ....การจัดการสวนในสภาวะความแห้งแล้งที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เรียบเรียงมาจากเรื่อง ภัยแล้ง  โดยสุขวัฒน์ จันทรปรรณิก และคณะ (2535) เป็นหลัก และจากเอกสารต่าง ๆ ประกอบ ....พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานปี 2525 ได้ให้คำอธิบายว่า ความแห้งแล้ง หมายถึง  สภาวะที่ปราศจากความชุ่มชื้น ปราศจากความสดชื่น เป็นสภาพแร้นแค้น กรมอุตุนิยมวิทยา จัดให้ความแห้งแล้วเป็นภัยธรรมชาติประเภทหนึ่งที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยเป็นประจำ เสมอมา และอาจเกิดฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือเนื่องจากมีอากาศร้อนผิดปกติทำให้ เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงทำการเพาะปลูกไม่ได้ผลเต็มที่ ประชาชนและสัตว์เลี้ยงขาดน้ำ ในการอุปโภคบริโภค ต้องอพยพย้ายที่ทำกิน สรุปรวมความแล้ว “ความแห้งแล้ง” น่าจะเป็นภัยธรรมชาติที่อาจเกิดจากการที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือการที่มีอากาศร้อน ผิดปกติทำให้พื้นดินขาดความชุ่มชื้น แหล่งน้ำตื้นเขิน ทำการเพาะปลูกไม่ได้เต็มที่ ....ฝนแล้ง หรือสภาวะฝนทิ้งช่วง เป็นภาวะความวิปริตของลมฟ้าอากาศในช่วงฤดูฝน ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะมีช่วงฝนทิ้งช่วงระหว่างกลางเดือนมิถุนายน ถึงกลางเดือนกรกฎราคม ช่วงฝนทิ้งนี้จะมีระยะเวลาตั้งแต่ 7 วัน จนถึง 1 เดือน ถ้าช่วงฝนทิ้งหรือฝนแล้งยาวนาน มากจะทำให้เกิดสภาวะความแห้งแล้ว ไม่เป็นผลดีต่อการเกษตรของประเทศ  ....ตามสถิติของกรมอุตุนิยมวิทยาพายุหมุนเขตร้อน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดฝนตก ในช่วงฝนทิ้งช่วงจะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยปีละประมาณ 3-4 ลูก ถ้ามีพายุเคลื่อน ผ่านจำนวนน้อยกว่านี้จะทำให้ฝนตกน้อย ช่วงฝนทิ้งจะยาวนานเกิดภาวะฝนแล้งขึ้น อย่างไรก็ตามแม้ว่าบางปีจะไม่มีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านเลย แต่ปริมาณฝนตก ในฤดูฝนอยู่ในเกณฑ์ปกติ และตกอย่างสม่ำเสมอ น้ำในอ่างเก็บน้ำมีระดับสูง ช่วงฝน แล้งก็ไม่เป็นอันตรายต่อผลิตผลทางการเกษตร ในทางตรงกันข้าม หากเกิดภาวะ ฝนแล้งติดต่อกันหลายปีทำให้ระดับน้ำในอ่างลดลง ประกอบกับในปีนั้นมีช่วงฝนใน ช่วงยาวนานมากก็จะทำให้เกษตรกรประสบกับภาวะ “ภัยแล้ง” เช่นเดียวกับที่ประสบ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นที่น่าสังเกตว่า คำว่าฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วงนี้จะไม่ถูกนำมา ใช้ในฤดูร้อนและฤดูหนาวจะถูกเรียกว่าหน้าแล้งแทน ....กรมอุตุนิยมวิทยาได้แบ่งประเภทของความรุนแรงของสภาวะความแห้งแล้ง  โดยใช้ปริมาณน้ำฝนเป็นเกณฑ์ ดังนี้ ตารางที่ 1 ประเภทและลักษณะของสภาวะความแห้งแล้ง ประเภทของสภาวะความแห้งแล้ง ลักษณะของสภาวะความแห้งแล้ง 1. สภาวะความแห้งแล้งอย่างเบา เป็นสภาวะที่มีปริมาณตกเฉลี่ยน้อยกว่า 1 มิลลิเมตร/วัน ต่อเนื่องกันมากกว่า 15 วัน ในฤดูฝน 2. สภาวะความแห้งแล้งปานกลาง เป็นสภาวะที่มีปริมาณฝนตกเฉลี่ยน้อยกว่า 0.25 มิลลิเมตร/วัน ต่อเนื่องกันมากกว่า 29 วัน ในฤดูฝน 3. สภาวะความแห้งอย่างรุนแรง คือสภาวะที่ไม่มีฝนตกเลยต่อเนื่องกันมากกว่า 15 วันในฤดูฝน หรืออาจมีฝนตกบ้าง แต่ปริมาณน้อยกว่า 0.25 มิลลิเมตร/วัน

Continue reading

การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง เรื่อง การจัดหาแหล่งน้ำสำรองไว้ทำสวน

  โดย รศ.ดิเรก ทองอร่าม สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แนวทางในการหาปริมาณการใช้น้ำของพืชโดยเน้นว่าต้นไม้ใช้น้ำวันละเท่าไร ในที่นี้จะ แสดงถึงวิธีการหาปริมาณการใช้น้ำ กับการจัดหาแหล่งน้ำสำรอง โดยการจัดสร้างบ่อน้ำ หรือสระแบบต่าง ๆ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ให้ต้นไม้ไว้ใช้ในช่วงที่เวลาที่ไม่มีใช้ ปริมาณการใช้น้ำของพืชกับการหาแหล่งน้ำสำรอง ผมขอให้แง่คิดว่าในการทำสวนให้ประสบความสำเร็จนั้น ถ้าสวนท่านไม่มีแหล่งน้ำไหลผ่าน ตลอดปีแล้ว การจัดทำแหล่งน้ำสำรองเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งอย่างชนิดหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย เฉพาะอย่างยิ่งการทำสวนประเภทต้องการผลผลิตนอกฤดูกาล ก่อนอื่นเรามาหาปริมาณ การใช้น้ำของต้นไม้ในสวนของท่านเสียก่อน สมมุติว่าถ้าท่านทำสวนส้ม 10 ไร่และต้องการหาแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงแล้งประมาณ 120 วันปริมาณการใช้น้ำของพืชสามารถหาได้โดย ETcrop = ETP * Kc ในเมื่อ  ETcrop = เป็นการใช้น้ำของพืชที่ต้องการทราบ ETP = ปริมาณการใช้น้ำของพืชอ้างอิง หรือศักย์การใช้น้ำของพืช Kc = สัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืช หรือ Crop Coefficient  ถ้า ETP = 5.98 มิลลิเมตร และ Kc ของไม้ผลโดยเฉลี่ย (ของส้ม) = 0.75 ดังนั้นปริมาณการใช้น้ำของส้มวันละ = 5.98 x 0.75 = 4.49 มิลลิเมตร ถ้าส้มใช้น้ำวันละ 4.49 มิลลิเมตร เนื่องจากปริมาณการใช้น้ำ 1 มิลลิเมตร = 1 ลิตรต่อตารางเมตร ถ้าปลูกส้มที่ระยะ 6 x7 เมตร จะมีต้นส้มไร่ละ (1,600/ (5X6) = 53 ต้น ดังนั้นส้มใช้น้ำในเดือนเมษายน = 4.49 ลิตรต่อตารางเมตรต่อวัน ถ้าส้มจะมีขนาดของรัศมีทรงพุ่ม = 2.25 ตาราง เมตร จะมีขนาดของรัศมีทรงพุ่ม = 22/7 x 2.5 x 2.5 = 19.64 ตาราง เมตร ดังนั้น ปริมาณการใช้น้ำของส้ม = 4.49 x 19.64 = 88.19 ลิตรต่อต้นต่อวัน หรือ (88.19/1,000) = 0.0881 ลูกบาศ์กเมตรต่อไร่ต่อวัน ถ้าปลูกส้มไร่ละ 53 ต้นจะใช้น้ำวันละ 53 x 88.10 = 4,674.41 ลิตรต่อไร่ต่อวัน หรือ (4,674.41/1,000) = 4.67 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ต่อวัน ถ้าปลูกส้ม 10 ไร่จำนวน 10 x 53 = 533 ต้นจะใช้น้ำวันละ 46,735.4 = ลิตร หรือ 46.73 ลูกบาศก์เมตร ถ้าต้องการเก็บน้ำไว้ใช้ 4 เดือน 120 วัน จะใช้น้ำ 5,608,248 = ลิตร หรือ 5,608 ลูกบาศก์เมตรถ้ามีการสูญเสียน้ำที่เก็บไว้ในบ่อน้ำโดยการรั่วซึมและระเหย (รวมทั้งการ สูญเสียในระบบให้น้ำ) ประมาณ 50 % ของปริมาณน้ำที่ต้องการ ดังนั้นจะต้องจัดหาน้ำต้นทุนไว้เป็นปริมาณ 8,413,935 = ลิตร หรือ 8,413.93 ลูกบาศก์เมตร นั่นคือเราต้องเก็บกักน้ำหรือสร้างบ่อน้ำที่จุน้ำให้ได้ 8,457,429 = ลิตร หรือ 8,457 ลูกบาศก์เมตร ข้อมูลที่แสดงมานี้ชี้ให้เห็นว่า การสูญเสียน้ำที่เก็บไว้ในบ่อน้ำโดยการรั่วซึมและระเหย วิธีการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพมีบทบาทต่อการเก็บกักน้ำมาก การหาปริมาตรบ่อน้ำ ในการหาปริมาตรบ่อน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในสวนนั้น เมื่อทราบปริมาณน้ำที่ต้องการแล้ว ก็สามารถหาได้ดังต่อไปนี้ ภาพที่ 1 การหาปริมาตรบ่อน้ำรูปสี่เหลี่ยม สัญลักษณ์และการคำนวณ W1 = ความกว้างปากบ่อ L1 = ความยาวปากบ่อ W2 = ความกว้างก้นบ่อ L2 = ความยาวก้นบ่อ d = ความลึกของบ่อ (V : H) = ความลาดเทข้างบ่อ (ตั้ง : ราบ) สูตรในการคำนวณ ความกว้างก้นบ่อ (W2 ) = W1 - 2(d x H) ความยาวก้นบ่อ (L2 ) = L1 - 2(d x H) ปริมาตรบ่อ = 1/2 x [(W1 x L1) +(W2 x L2)] x d ตัวอย่างที่ 1 จงหาปริมาตรบ่อน้ำรูปสี่เหลี่ยม โดยกำหนดให้ขนาดปากบ่อกว้าง 40 ม.  ยาว 80 ม. ลึก 4 ม. และมีความลาดเทข้างบ่อ 1 : 2 การคำนวณ สมมุติว่าเรากำหนดให้ ความกว้างปากบ่อ (W1) = 40 ม. ความยาวปากบ่อ (L1 ) = 80 ม. ความลึกของบ่อ (d) = 4 ม. ความลาดเทข้างบ่อ (ตั้ง : ราบ) (V : H) = 1 : 2 (1) หาความกว้างก้นบ่อ ความกว้างก้นบ่อ (W2 ) = W1 - 2(d x H) = 40 - 2(4x 2) = 24 ม. (2) หาความยาวก้นบ่อ ความยาวก้นบ่อ (L2 ) = L1 - 2(d x H) = 80 - 2(4x 2) = 64 ม. (3) หาปริมาตรบ่อ ปริมาตรบ่อ = 1/2 x [(W1 x L1) +(W2 x L2)] x d = 1/2 x [(40 x 80) + (24 x 64)] x 4 = 9,472 ลบ.ม. ปริมาณน้ำที่ได้ 9,472 ลูกบาศ์กเมตรนี้มากกว่าปริมาณน้ำที่เราต้องเก็บกักน้ำหรือสร้าง บ่อน้ำที่จุน้ำให้ได้ 8,413.93 ลูกบาศ์กเมตรแสดงว่าความกว้าง ความยาว ความลึกของบ่อ และความลาดเทข้างบ่อที่กำหนดมาใช้ได้ การทราบปริมาตรบ่อที่กล่าวมานี้ยังจะทำให้เรา สามารถ ทราบค่า ใช้จ่าย เบื้องต้นในการ จัดสร้างบ่อน้ำด้วย เช่นถ้าเราทราบว่าค่าขุดดิน ลูกบาศก์เมตรละ 10 บาท เราก็จะทราบว่าอย่างน้อย เราจะเสียค่าใช้จ่ายอย่างน้อย  8,413.93 x 10 = 84,139.35 บาท (เรียกว่าเป็นราคากลางเบื้องต้นในการตัดสินใจว่าตนเองมีเงินพอเพียงที่จะขุดบ่อหรือไม่) อนึ่งในการหาปริมาตรบ่อน้ำที่แสดงมานี้ จะเห็นว่าถ้าเรารู้ความกว้าง ความยาว ความลึก ของระดับน้ำและความลาดเทของบ่อแล้ว เราสามารถหาปริมาณของบ่อให้สอดคล้องกับ ปริมาณของน้ำที่ต้องการกักเก็บได้ จากสูตรการคำนวณหาปริมาตรบ่อที่แสดงมานี้สามารถเขียนเป็นโปรแกรมการคำนวณ แบบง่าย ๆ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ช่วยในการคำนวณทำให้ทราบผลได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญก็คือ ”เราสามารถกำหนด  1) ความกว้าง  2) ความยาว  3) ความลึกของระดับน้ำ  4) ความลึกผิวน้ำเก็บกักสูงสุดถึงปากบ่อและ  5) ความลาดเทของบ่อ ที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในสวนของท่านได้เป็นอย่างดี ท่านสามารถหาดูโปรแกรมการคำนวณนี้ได้จากเว็บไซด์นี้ในเรื่องการหาขนาดของบ่อน้ำ โดยท่านเพียงกรอกข้อมูลลงทับข้อมูลเดิมในช่องที่เป็นที่น้ำเงินแล้วจะพบคำตอบในช่อง สีแดงครับ  

Continue reading

การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง เรื่อง แนวทางในการเก็บกักน้ำไว้ทำสวน

  โดย รศ.ดิเรก ทองอร่าม สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช การทราบถึงความต้องการน้ำของพืช และเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามต้องการนั้น ก็ต้องทำการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำรูปแบบของการเก็บกักน้ำแบบต่าง ๆ คือ 1. การขุดบ่อหรือสระเก็บน้ำ บ่อน้ำแต่ละบ่อควรมีน้ำอยู่ประมาณ 10-60 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับต้นไม้ผลจำนวน 66-400 ต้น/วัน สำหรับสระเก็บน้ำซึ่งสร้างขึ้นโดยวัตถุประสงค์ เพื่อกักเก็บน้ำฝนที่มีมากในฤดูฝน ไว้ใช้ในการทำสวนในหน้าแล้งควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกไม้ผลในสวน เช่น มีพื้นที่ปลูกไม้ผล 10 ไร่ ต้องมีพื้นที่ขุดสระไม่น้อย กว่า 1 ไร่ และเมื่อขุดสระแล้ว ภายในสระควรมีระดับน้ำที่กักเก็บได้ไม่น้อยกว่า 4 เมตร หรือ เมื่อคำนวณแล้วพบว่ามีปริมาตรของน้ำเพียงพอสำหรับการทำสวนตลอดหน้าแล้ง ภาพที่ 1 บ่อเก็บน้ำเพื่อการทำสวน 2. การนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้โดยการสร้างท่อส่งน้ำ จะสร้างท่อส่งน้ำเป็นระยะทางเท่าใดขึ้นกับสถานที่ตั้งของสวนและเงินทุนของเกษตรกร ที่มีเพราะหากสวนอยู่ไกลจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาก จำเป็นต้องมีเครื่องกำเนิดพลังงาน ที่มีกำลังมาก ในการดูดและดันส่งน้ำ รวมทั้งท่อส่งน้ำที่มีระยะทางยาวมาก เป็นการ สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก การรวมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกรเพื่อร่วมลงทุนและแบ่งสรรการ ใช้น้ำให้เป็นธรรมในการใช้น้ำมากขึ้น ภาพที่ 2 การนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้โดยการสูบน้ำส่งมาตามท่อส่งน้ำ 3. การขุดเจาะน้ำบาดาล เป็นการขุดเจาะเพื่อนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ที่มีข้อดีคือ ประหยัด พื้นที่ในสวน ที่จะใช้เป็นแหล่งน้ำ แต่เป็นการลงทุนค่อนข้างสูงไม่สามารถขุดเจาะได้ทุก พื้นที่ยุ่งยากในการตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบดูดน้ำขึ้นมาใช้ การตรวจสอบ ปริมาณน้ำที่มีอยู่ทำได้ยาก เพราะฉะนั้นจะทราบว่าน้ำหมดก็ในเวลาใกล้เคียงกันเป็นจำนวน มาก จะทำให้ระดับน้ำใต้ดินลึกลงไปเรื่อย ๆ ทำให้บ่อที่ขุดเจาะไว้เดิมไม่มีน้ำ นอกจากนี้ต้อง ระวังเกี่ยวกับคุณภาพของน้ำให้ดีอีกด้วย 4. บ่อดิน ทำเช่นเดียวกับการขุดสระเก็บน้ำแต่มีขนาดเล็กกว่า บรรจุน้ำได้ประมาณ  15-30 ลูกบาศก์เมตร แต่บ่อดินนี้จะมีประสิทธิภาพในการเก็บน้ำได้เพียง 50-70  เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก 30-50 เปอร์เซ็นต์ จะสูญเสียไปโดยการระเหยและการซึม ลงไปใต้ผิวดิน การไล้ปูนมาร์ลตามแนวข้างบ่อและก้นบ่อให้หนาพอประมาณ หรือการ ใช้แผ่นพลาสติกธรรมดา หรือแผ่นพลาสติกโพลีเอทธิลีน ปูแผ่นให้เต็มบริเวณก้นและ ข้างบ่อ และนำดินหรือหินมาเรียงทับอีกชั้นหนึ่ง จะช่วยป้องกันการสูญเสียของน้ำเนื่อง จากการซึมลงไปใต้ผิวดินได้ 5. บ่อซิเมนต์ เป็นบ่อสำรองน้ำแบบมาตรฐาน สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  มีอายุการใช้งานคงทนหลายปี แต่การลงทุนค่อนข้างสูง 6. บ่อสำรองน้ำ พีอี เป็นบ่อสำรองน้ำชั่วคราว ขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 1  เมตร เก็บน้ำได้ประมาณ 16 ลูกบาศก์เมตร เมื่อน้ำมีความสูง 0.70 เมตรพัฒนาการ ขึ้นโดยฝ่ายพัฒนาการพื้นที่เกษตร กองเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร สำหรับ “เก็บน้ำสำรองไว้ใช้เมื่อถึงเวลาจำเป็น” ประกอบด้วยโครงเหล็กซึ่งถอดและประกอบ ได้ง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก กรุด้วยแผ่นพลาสติก พีอี ชนิดหนา 0.10 มิลลิเมตร กว้าง 4  เมตร ยาว 6 เมตร ปิดคลุมปากบ่อ เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำ แผ่นพลาสติก พีอี นี้ เมื่อไม่ต้องการใช้ก็สามารถม้วนเก็บและนำกลับมาใช้ใหม่ในเวลาที่ต้องการ ข้อควรระวัง สำหรับการใช้บ่อสำรองน้ำชนิดนี้ สามารถกักเก็บน้ำได้ตามประสิทธิภาพของบ่อ และ ปราศจากการสูญเสียน้ำจากรอยรั่วของแผ่นพลาสติก การหาปริมาตรบ่อน้ำ สำหรับการคำนวณหาปริมาตรบ่อน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในสวนนั้น สามารถศึกษาได้จากเรื่อง การจัดหาแหล่งน้ำไว้ทำสวน และดาวน์โหลด โปรแกรมการคำนวณหาขนาดบ่อน้ำที่ ดาวน์โหลด โปรแกรม ครับ

Continue reading

การให้ปุ๋ยในระบบน้ำ ตอนที่ 5 แนวทางการกำหนดสูตรปุ๋ยและปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณปุ๋ยที่ให้แก่พืช

  รศ.ดร.อิทธิสุนทร นันทกิจ ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเทคโนโลยีการเกษตร  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520 . 1. แนวทางการกำหนดสูตรปุ๋ยที่ให้แก่พืช ใส่ปุ๋ยอะไร สูตรอะไร เวลาไหน ปริมาณเท่าไหร่ *** ทราบจากการวิเคราะห์ดินและพืชน้ำ *** ต้องมีการส่งตัวอย่างดิน และพืชไปวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการ ต้องทราบปริมาณความต้องการของพืช จะได้จากการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อดูการดูดใช้ธาตุอาหารในช่วงการเจริญเติบโตต่าง ๆกัน รูปแบบการดูดใช้ธาตุอาหาร จะขึ้นกับ ชนิด และพันธุ์พืช, ผลผลิตที่ต้องการ, ช่วงอายุการเจริญของพืช (แตกใบ, ออกผล), ความหนาแน่นของพืชที่ปลูก และสภาพภูมิอากาศ 1. ไม่มีข้อมูลเลย ใช้คำแนะนำจากบริษัทขายปุ๋ย และจากทางราชการ 2. ใช้ค่าวิเคราะห์ดิน,พืชและการดูดใช้ธาตุอาหารของพืชกำหนดสูตรและอัตราการให้ปุ๋ยแก่พืช 2. ปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณปุ๋ยที่ให้แก่พืช 1. ผลผลิตที่ต้องการ (ปริมาณธาตุอาหารที่ดูดใช้) ถ้าต้องการผลผลิตมากก็ต้องมีการใส่ปุ๋ยมาก 2. ปริมาณธาตุอาหารในดิน (จากค่าวิเคราะห์ดิน) ถ้าดินมีปริมาณธาตุอาหารอยู่มากปริมาณปุ๋ยที่ให้ก็จะลดลง 3. ความหนาแน่นของพืชที่ปลูก พืชปลูกระยะชิดจำนวนต้นพืชมากก็มีความต้องการปุ๋ยมาก 4. อายุของพืชที่ปลูก พืชต้นโตก็ต้องการปุ๋ยมาก 5. ประภาพของวิธีการให้ปุ๋ย การให้ปุ๋ยวิธีการต่างๆพืชจะดูดใช้ได้ไม่ทั้งหมด ถ้าเป็นการให้ปุ๋ยหว่านทางดินพืชอาจดูดใช้ได้แค่ 30-60 % แต่ให้พรอมระบบน้ำพืชอาจดูดใช้ได้ถึง 50-80 % ดังนั้นระบบให้ปุ๋ยต่างกันปริมาณปุ๋ยที่ใช้ก็ต่างกัน ​ ภาพที่ 13 แสดงภาพรวมการกำหนดตารางการให้ปุ๋ยในระบบน้ำ

Continue reading

การให้ปุ๋ยในระบบน้ำ ตอนที่ 4 เครื่องผสมปุ๋ยลงในระบบน้ำ

  รศ.ดร.อิทธิสุนทร นันทกิจ ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเทคโนโลยีการเกษตร  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520 . ความหมายการใส่ปุ๋ยลงในระบบน้ำ   ระบบให้น้ำที่เหมาะสมกับการใหปุ๋ยในระบบน้ำคือระบบน้ำหยด หรือระบบ Minisprinkle ซึ่งทั้งสองระบบนี้ จะทำงานภายใต้ความดันของน้ำ 1 – 5 bars การที่จะนำปุ๋ยในรูปสารละลายใส่เข้าในระบบจำเป็นต้องมีเครื่องมือ หรือวิธีการที่จะฉีดปุ๋ยต้านความดันเข้าในระบบให้น้ำ ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการให้ปุ๋ยในระบบน้ำได้แก่ เครื่องผสมปุ๋ยลง ในระบบน้ำ 1. ดูดท้ายปั๊ม      เป็นระบบที่ง่ายที่สุดและเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด อุปกรณ์ประกอบด้วยถังผสมปุ๋ยขนาด 100-200 ลิตร  มีสายต่อจากก้นถังพร้อมประตูน้ำควบคุมการไหลต่อเข้ากับทางดูดท้ายปั๊ม ขณะที่ปั๊มทำงานจะเกิดแรงดูดที่ท้ายปั๊ม  อัตราการให้ปุ๋ยจะถูกควบคุมโดยประตูน้ำ ข้อเสียของระบบนี้คือ- ปั๊มเสียง่าย เนื่องจากปุ๋ยเป็นเกลือสามารถกัดกร่อนโลหะต่างๆได้ทำให้ใบพัดปั๊มสึกง่ายอาจต้องทำการซ่อมบ่อยๆ  ดังนั้นหลังให้ปุ๋ยแล้วควรปล่อยให้ปั๊มดูดน้ำเปล่าเพื่อล้างปุ๋ยที่ตกค้างในปั๊ม- ปุ๋ยอาจไหลลงสู่แหล่งน้ำ ระบบนี้ทางปลายท่อดูดต้องติด วาล์วกันน้ำกลับ Foot valve เนื่องจากเมื่อปั๊มหยุดทำงาน ถ้าไม่มี foot valve หรือ foot valve รั่วปุ๋ยในถังอาจไหลย้อนกลับในแหล่งน้ำได้ ดังนั้นต้อยคอยหมันตรวจ foot valve เสมอๆ - ปั๊มดูดอากาศเมื่อปุ๋ยหมด ถ้าปั๊มดูดปุ๋ยในถังหมด จะมีการดูดอากาศเข้าในปั๊มทำให้ปั๊มอาจเสียได้หรือไม่สามารถดูดน้ำได้  ควรติดลูกลอยกลับทิศที่ทางน้ำออก เมื่อน้ำปุ๋ยหมดถังลูกลอยจะปิดโดยอัตโนมัติป้องกันการดูดอากาศได้   ภาพที่ 8 แสดงการผสมปุ๋ยแบบดูดท้ายปั๊ม 2. ปั๊มดูดปุ๋ย Amiade เป็นปั๊มดูดปุ๋ยแบบลูกสูบ ใช้แรงดันของน้ำในระบบเป็นตัวขับการทำงานของปั๊มไม่ต้องการ แห่ลงพลังงานจากภายนอก แรงดันสูญเสียในระบบมีน้อย แต่ขณะที่ปั๊มดูดปุ๋ยจะสูญเสียน้ำบางส่วนเพื่อใช้ขับดันปั๊ม แต่ราคาค่อนข้างแพงประมาณ 25,000-40,000 บาท  3. ปั๊มดูดปุ๋ย TMB เป็นปั๊มดูดปุ๋ยแบบแผ่นยาง ใช้แรงดันของน้ำในระบบเป็นตัวขับการทำงานของปั๊มไม่ต้องการ แห่ลงพลังงานจากภายนอก แรงดันสูญเสียในระบบมีน้อย แต่ขณะที่ปั๊มดูดปุ๋ยจะสูญเสียน้ำบางส่วนเพื่อใช้ขับดันปั๊ม  แต่ราคาถูกกว่า Amiade เล็กน้อยมีหลายขนาดตามอัตราการดูดปุ๋ย  4. ปั๊มดูดปุ๋ย Dosatron เป็นปั๊มดูดปุ๋ยแบบลูกสูบ ใช้แรงดันของน้ำในระบบเป็นตัวขับการทำงานของปั๊มไม่ต้องการ แห่ลงพลังงานจากภายนอก แรงดันสูญเสียในระบบมีมากกว่า Amiade และ TMB แต่ขณะที่ปั๊มดูดปุ๋ยจะไม่มีการสูญเสีย น้ำมีหลายขนาดตามอัตราการดูดปุ๋ย 5. ถังผสมปุ๋ย เป็นถังโลหะที่ทนความดันได้ โดยผสมปุ๋ยที่ละลายน้ำได้ลงในถังและจะมีวาล์วเพื่อก่อให้ความดันแตกต่าง ทางน้ำเข้าและทางน้ำออกในถังทำให้น้ำไหลเข้าในถังผสมปุ๋ยทำการละลายปุ๋ยและไหลเข้าสู่ระบบให้น้ำระบบนี้จะเกิด ความดันสูญเสียในระบบบ้าง  6. Ventury เป็นปั๊มที่มีการสูญเสียความดันมากที่สุด ความดันสูญเสียประมาณ 30-60%  7. ปัม้ไฟฟ้า ต้องมีไฟฟ้าช่วยในการขับปั๊ม   ภาพที่ 9 ปั๊มดูดปุ๋ย Amiade ภาพที่ 10 เครื่องเติมสารละลายแบบ Dosatron ภาพที่ 11 ปั๊มดูดปุ๋ย TMB ภาพที่ 12 ถังผสมปุ๋ยแบบไม่สามารถควบคุมความเข้มข้นได้

Continue reading

การให้ปุ๋ยในระบบน้ำ ตอนที่ 3 ปุ๋ยที่สามารถนำมาใช้ในการให้ปุ๋ยในระบบน้ำได้

  รศ.ดร.อิทธิสุนทร นันทกิจ ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเทคโนโลยีการเกษตร  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520 ปุ๋ยที่สามารถนำมาใช้ในการให้ปุ๋ยในระบบน้ำได้ (Fertigation) เราสามารถแบ่งปุ๋ยที่สามารถใช้ในระบบ Fertigation ได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ 1.ปุ๋ยผสมสูตรสำเร็จรูปสูตรต่างๆ เช่น สูตร 20-10-30, 21-16-25 ข้อดีของปุ๋ยสำเร็จรูป คือ ง่ายต่อการใช้ และปุ๋ยบางบริษัทจะผสม ธาตุอาหารรองมาให้ด้วย ผู้ใช้เพียงนำปุ๋ยมาละลายน้ำตามคำแนะนำของบริษัทก็สามารถ นำไปใช้ได้ ข้อเสีย คือ ส่วนมากเป็นปุ๋ยที่มีราคาแพง และไม่รู้ชนิดของแม่ปุ๋ยที่นำมาผสม และมีสูตรที่ขายอยู่ในตลาด ไม่มากนักอาจไม่เหมาะกับความต้องการของเกษตรกร แต่ก็อาจหาปุ๋ยที่มีสัดส่วนของธาตุอาหารใกล้เคียงกับที่เราต้องการ ได้และมาเติมแม่ปุ๋ยบางตัวเข้าไปเพื่อให้ได้สูตรหรือ สัดส่วนธาตุอาหารที่ต้องการ 2.การผสมปุ๋ยขึ้นใช้เองจากแม่ปุ๋ย เป็นวิธีการที่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับปุ๋ยพอสมควร ข้อดีสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าปุ๋ยลงได้มาก สามารถผสมปุ๋ยตามสูตรและสัดส่วนที่ต้องการได้อย่างถูกต้อง รู้ชนิดของปุ๋ยที่ผสมกัน สามารถเติมธาต ุอาหารรองและเสริมตามที่ต้องการได้ วิธีการนี้เหมาะอย่างยิ่งถ้ามีการส่งดิน น้ำ และพืชไปวิเคราะห์จากห้องปฎิบัติการก่อน จะได้ทำการจัดตารางการให้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เช่นถ้าวิเคราะห์ดินและพืชแล้วพบว่าในดินมีปริมาณ  P สะสมอยู่เป็นปริมาณมากเกินความต้องการของพืช (ซึ่งพบเสมอๆในสวนผลไม้ที่มีการใส่ปุ๋ย 15-15-15 และ 8-24-24 อย่างต่เนื่องเป็นเวลานาน) ดังนั้นปุ๋ยที่ผสมก็ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย P ลงไปด้วยทำให้สามารถประหยัดค่าปุ๋ยลงได้มากเนื่องจาก ปุ๋ย P เป็นปุ๋ยที่มีราคาแพงที่สุด2. แม่ปุ๋ยที่สามารถน้ำมาใช้ในระบบการให้ปุ๋ยในระบบน้ำ Fertigation แม่ปุ๋ยที่สามารถนำมาใช้ได้จะต้องเป็นปุ๋ยที่สามารถละลายน้ำได้หมดไม่มีเศษตะกอนเหลือค้างในถังผสม ความสามารถละลายน้ำได้ของปุ๋ย ปุ๋ยที่ใช้ในระบบ Fertigation ต้องสามารถละลายน้ำได้หมด แต่ปุ๋ยแ ต่ละชนิดจะมีความสามารถในการละลายน้ำต่างกันตาม ความสามารถการละลายตัวของปุ๋ยยังขึ้นอยู่กับ  อุณหภูมิด้วย เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นความสามารถในการละลายตัวของปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น ปริมาณและชนิด ของเกลือที่มีอยู่เดิมในน้ำโดยทั่วไปถ้าน้ำมีเกลือละลายตัวอยู่สูงก็ทำให้การละลายตัวของปุ๋ยยากขึ้น ชนิด และปริมาณของปุ๋ยที่ละลายร่วมด้วย แม่ปุ๋ยที่มีการละลายตัวในน้ำดีและเป็นแม่ปุ๋ยที่นิยมใช้ในระบบ  Fertigation ได้แก่ แอมโมเนียมไนเตรต (ammonium nitrate), โพแตสเซียมคลอไรด์ (p otassium chloride), โพแตสเซียมไนเตรต (potassium nitrate), ยูเรีย (urea), แอ มโมเนียมโมโนฟอสเฟต (ammonium monophosphate) และ โพแตสเซียมโมโนฟอสเฟต (p otassium monophosphate) การละลายตัวของปุ๋ยจากตาราง เป็นการละลายของปุ๋ยแต่ละตัว และละลายในน้ำบริสุทธิ์ เมื่อนำปุ๋ย หลายชนิดมารวมละลายในถังเดียวกัน หรือ ละลายในน้ำที่มีเกลือต่าง ๆ  จากธรรมชาติละลายอยู่ก่อนก็ จะมีผลให้การละลายตัวของปุ๋ยเปลี่ยนไป ตารางที่ 1 แสดงความสามารถในการละลายตัวของปุ๋ยบางตัวที่อุณหภูมิต่างๆกัน  Temperature KCl K2SO4 KNO3 NH4NO3 Urea 10 เซลเซียส 31 9 21 158 84 20 เซลเซียส 34 11 31 195 105 30 เซลเซียส 37 13 46 242 133 นอกแม่ปุ๋ยดังที่กล่าวแล้ว ในตารางที่ 2 แสดงแม่ปุ๋ยที่สามารถนำมาใช้ในระบบ Fertigation ได้ แต่การใช้ต้องดู ความสามารถการละลายตัวของปุ๋ยเมื่อนำมาผสมกันในน้ำด้วย  ตารางที่ 2 แสดงแม่ปุ๋ยต่างๆที่สามารถนำมาใช้ในระบบการให้ปุ๋ยพร้อมระบบน้ำได้ ชื่อ สูตรทางเคมี Sulfuric acid H2SO4 Nitric Acid HNO3 Phosphoric acid H3PO4  Urea (NH2)2CO Ammonium nitrate NH4NO3 Ammonium sulphate (NH4)2SO4 Ammonium chloride NH4Cl Mono ammonium phosphate NH4H2PO4 (MAP) Di ammonium phosphate (NH4)2HPO4 (DAP) Mono potassium phosphate KH2PO4 (MKP) Urea Phosphate Urea-phosphate Potassium nitrate KNO3 Potassium sulphate K2SO4 Potassium chloride KCl Calcium nitrate Ca(NO3)2. Calcium Chloride CaCl2. Calcium Magnesium nitrate CaMg(NO3)4 Magnesium sulphate MgSO4.7H2O Magnesium nitrate Mg(NO3)2.6H2O 3. การเข้ากันไม่ได้ของปุ๋ยเมื่อละลายน้ำด้วยกันในความเข้มข้นสูง  ปุ๋ยบางชนิดห้ามผสมกันในถังเดียวกัน จะเกิดการตกตะกอนทันทีปุ๋ยเหล่านี้ ได้แก่ 1. ปุ๋ยแคลเซียมไนเตรต (Calcium nitrate) ห้ามผสมกับปุ๋ยที่มีฟอสเฟต (phosphates) หรือ ซัลเฟต (sulfates)  เป็นองค์ประกอบ 2. กรดฟอสฟอริก (Phosphoric acid) กับเหล็ก (Fe), สังกะสี (Zn), ทองแดง (Cu) และ แมกนีเซียมซัลเฟต  (manganese sulfates) เพราะจะทำให้เกิดการตกตะกอนของธาตุอาหารรองเหล่านี้ทำให้ไม่เป็นประโยชน์ต่พืช  ถ้าต้องการให้ปุ๋ยเหล่านี้กับพืช ต้องแยกให้คนละครั้ง หรืออาจใช้เครื่องให้ปุ๋ยสองตัว โดยแยกปุ๋ยที่เข้ากันไม่ได้ออกคนละถัง  แต่จะเสียค่าใช้จ่ายเครื่องให้ปุ๋ยสูง นอกจากนี้ปุ๋ยบางคู่ที่สามารถละลายน้ำได้ดีทั้งคู่ แต่เมื่อนำมาละลายในถังเดียวกันทำให้ ความสามารถในการละลายตัวของปุ๋ยผสมลดลง เช่น การผสมปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ((NH4)2SO4 ) และโพแตสเซียมคลอไรด์  (KCl) ในถังเดียวกันจะเกิดปุ๋ยตัวใหม่ คือ โพแตสเซียมซัลเฟต (K2SO4) ดังนั้น การละลายตัวของปุ๋ยจะถูกกำหนดโดยปุ๋ย โพแตสเซียมซัลเฟต แทน ซึ่งมีการละลายตัวน้อยกว่าปุ๋ยสองตัวแรกวิธีที่ง่ายที่สุดในการจะทราบว่าปุ๋ยเข้ากันได้หรือไม่ โดยการทดลองผสมปุ๋ยดูเองเลยโดยทำการละลายปุ๋ยที่ต้องการทดสอบ ในเหยือกแก้วใส่ขนาดใหญ่ประมาณ 1 ลิตร และผสมปุ๋ยที่เราต้องการทดลองลงไปในความเข้มข้นที่เราจะใช้ผสมลงในถัง ผสมปุ๋ย และคนให้เข้ากันทิ้งไว้สักครึ่ง ถึง หนึ่งชั่วโมง ถ้าไม่พบตะกอนนอนก้นหรือลอยที่ผิวน้ำ หรือไม่เห็นเป็นสีขาวขุ่น เหมือนน้ำนม และเมื่อทิ้งไว้จะตกตะกอน แสดงว่าปุ๋ยนั้นสามารถผสมกันได้ ในการผสมปุ๋ยในถังที่มีความเข้มข้นสูงๆปุ๋ยในถังที่ 1 และ ถังที่ 2 สามารถผสมเข้ากันได้ในถังเดียวกัน ในกรณีที่ต้อง การผสมปุ๋ยที่มีอยู่ในถังที่ 1 และ 2 ต้องแยกออกเป็นสองถังและให้เข้าในระบบน้ำแยกครั้งละถัง หรือต้องใช้เครื่องดูดปุ๋ย 2 ตัวดูดแต่ละถังเข้าในน้ำชลประทานพร้อมกัน จากภาพที่ 8 ไม่ใช่หมายความว่าปุ๋ยต่างๆจะผสมกันได้เลยในความเข้มข้น ที่สูงมากๆ ควรต้องลองผสมในเหยือกแก้วดูก่อนโดยเฉพาะต้องระวังเป็นอย่างมากเมื่อมีการใช้กรดใส่ในถังใดถังหนึ่งเพาะอาจ เกิดปฎิกริยารุนแรงได้เมื่อผสมกับปุ๋ยที่มีฤทธิ์เป็นด่างหรือเมื่อเทลงน้ำ คือต้องทดลองค่อยๆผสมและเพิ่มความเข้มข้น ภาพที่ 7  เป็นเพียงแนวทางในการพิจารณาผสมปุ๋ยเท่านั้น ภาพที่ 7 แสดงการเข้ากันได้และไม่ได้เมื่อละลายแม่ปุ๋ยในน้ำ4. การให้ปุ๋ยในระบบน้ำที่มีความกระด้างสูง  .....ปัญหาที่พบเสมอในบ้านเรา คือ การนำน้ำใต้ดินที่มีความกระด้างสูงมาใช้ในระบบ Fertigation น้ำที่มีค่าวิเคราะห์ว่า มีแคลเซียม (Ca), แมกนีเซียม (Mg) และไบคาร์บอเนต (bicarbonates) สูงจัดว่าเป็นน้ำกระด้าง (เมื่อฟอกสบู่จะถูก ล้างออกจากตัวง่าย หรือ สบู่จะไม่ค่อยมีฟอง) จัดว่าเป็นน้ำที่มีปัญหา เมื่อใช้ระบบ Fertigation น้ำพวกนี้มีค่า pH เป็น ด่าง ประมาณ 7.2 – 8.5 เมื่อละลายปุ๋ยบางตัวลงในน้ำนี้จะเกิดการตกตะกอน ซึ่งจะพบตะกอนนอนก้นถัง หรือ เป็นคราบ อุดตันตามหัวปล่อยน้ำ เช่น เมื่อใช้ปุ๋ยที่มีซัลเฟต (Sulphate) เช่น K2SO4 , (NH4)2SO4 จะตกตะกอนสีขาวของ  ยิปซั่ม (CaSO4) อุดตันหัวหยด หรือ ถ้าใช้ยูเรีย (Urea) ที่ความเข้มข้นสูงจะเพิ่ม pH ของน้ำ ทำให้เร่งการตกตะกอน ของแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัส (P) เป็นองค์ประกอบเมื่อละลายในน้ำนี้ จะเกิดการตกตะกอนของ แคลเซียม และแมกนีเซียมฟอสเฟต (Ca-Mg phosphates) ในกรณีเช่นนี้ การใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัส (P) ควรใช้ปุ๋ยที่เป็นกรด  ได้แก่ กรดฟอสฟอริก (Phosphoric acid : H3PO4) หรือ โมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต(monoammonium phosphate  (MAP) จะลดปัญหาเหล่านี้ ในกรณีที่ระบบให้น้ำใช้ไปนาน ๆ และเกิดการอุดตันของหัวปล่อยน้ำ หรือ พบคราบตะกอน เกาะมากขึ้นทำให้อัตราการจ่ายน้ำของหัวจ่ายลดลง เราสามารถล้างคราบเหล่านี้ด้วยกรดโดยการละลายกรดลงในน้ำ และปล่อยให้น้ำกรดนี้ไหลผ่านระบบให้น้ำเพื่อให้กรดละลายตะกอนเหล่านี้ แต่ต้องระวังเนื่องจากกรดจะสามารถกัดกร่อน อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นโลหะ ดังนั้น เมื่อผ่านกรดในระบบน้ำแล้ว จะต้องรีบไล่ด้วยน้ำเปล่า กรดที่ใช้ได้ ได้แก่ กรดฟอสฟอริก  (phosphoric acid), กรดไนตริก (nitric acid), กรดซัลฟูริก (sulfuric acid) และกรดไฮโดรคลอริก (hydrochloric acid) กรดไฮโดรคลอริก เป็นกรดที่มีราคาถูกที่สุดนิยมใช้กันมากในอิสราเอล แต่กรดนี้ควรใช้เพื่อล้างระบบเป็นครั้งคราวเท่านั้น ไม่ควรใช้เพื่อปรับ pH ของน้ำชลประทาน เนื่องจากมีคลอไรด์ (Cl) ซึ่งอาจมีการสะสมในดิน โดยเฉพาะดินเหนียวเป็นอันตราย ต่อพืชบางชนิดที่ไม่ชอบคลอไรด์

Continue reading

การให้ปุ๋ยในระบบน้ำ ตอนที่ 2 การให้ปุ๋ยในระบบน้ำให้ประสบความสำเร็จ

  รศ.ดร.อิทธิสุนทร นันทกิจ ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเทคโนโลยีการเกษตร  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520 . ความหมาย .....การให้ปุ๋ยในระบบน้ำให้ประสพความสำเร็จจะต้องประกอบด้วย  1) มีระบบการให้น้ำที่เหมาะสมมีการกระจายของน้ำในพื้นที่สม่ำเสมอ  2) ต้องมีวิธีการควบคุมการให้น้ำที่เหมาะสม ตามความต้องการของพืชไม่มากเกินไปจนเกิดการชะล้าง หรือ  น้อยเกินไปจนพืชขาดน้ำ  3) มีความเข้าใจการใช้ปุ๋ย และสารเคมีที่ผสมลงในน้ำอย่างถูกต้อง โดยปุ๋ยที่ใช้ต้องละลายน้ำหมดและปุ๋ย เมื่อผสมกันต้องไม่ตกตะกอน  4) ต้องรู้สูตร หรือ สัดส่วนของปุ๋ยตลอดจนอัตราการใส่ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และปริมาณที่ใช้  ช่วงเวลาที่ให้ที่เหมาะสมตามชนิดพืช และชนิดดิน 1 มีระบบการให้น้ำที่เหมาะสมมีการกระจายของน้ำในพื้นที่สม่ำเสมอ .....เนื่องจากการให้ปุ๋ยในระบบน้ำจะให้ไปพร้อมกับน้ำชลประทานไปสู่พืชโดยตรง ดังนั้น ระบบการให้น้ำต้องมี ความสม่ำเสมอ คือ พืชทุกต้นต้องได้รับปริมาณน้ำเท่ากัน หรือ ใกล้เคียงกัน เนื่องจากจะมีผลต่อปริมาณปุ๋ยที่พืช แต่ละต้นจะได้รับ ตัวอย่างเช่น ถ้าระบบน้ำไม่ดีพืชต้นแรก ๆ ของระบบน้ำได้น้ำมากกว่าต้นที่อยู่ท้ายระบบ ต้นแรกก็จะได้ทั้งน้ำและปุ๋ยมากกว่าต้นที่อยู่ปลายท่อทุกครั้งที่มีการให้น้ำ มีผลให้การเจริญเติบโตของพืชไม่สม่ำเสมอ ซึ่งจะมีผลถึงผลผลิตและการดูแลรักษาพืช นั่นคือ ต้องเลือกระบบให้น้ำที่มีประสิทธิภาพสูง การแพร่กระจายของน้ำ สม่ำเสมอ ซึ่งได้แก่ระบบให้น้ำหยด และระบบให้น้ำฉีดฝอยใต้ทรงพุ่ม (Mini-sprinkle) ในประเทศไทยการให้ น้ำหยดค่อนข้างจะมีปัญหามาก เนื่องจากเกษตรกรขาดความเข้าใจเกี่ยวกับคุณภาพน้ำ การกรองน้ำ และการผสมปุ๋ย ในน้ำทำให้หัวหยดอุดตันได้ ปัจจุบันระบบที่น่าจะเหมาะสมที่สุด ควรเป็นแบบฉีดฝอยใต้ทรงพุ่ม และควรเป็น ระบบที่อัตราการไหลของน้ำแต่ละหัวไม่มากเกินไป (ไม่ควรสูงกว่า 100 ลิตร/ชม ที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 30-70 ลิตร/ชม.) เนื่องจากอัตราการไหลของหัวปล่อยน้ำยิ่งสูงระบบท่อและปั๊มที่ใช้จะต้องใหญ่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่า อัตราไหลต่ำๆมาก และการแพร่กระจายของน้ำจะไม่สม่ำเสมอทำให้การให้ปุ๋ยไม่มีประสิทธิภาพ นอกจาก นี้เมื่ออัตราการไหลสูงมีโอกาสที่น้ำจะซึมลงในดินไม่ทัน ไหลบ่าออกนอกทรงพุ่มเป็นการสูญเสียน้ำ และปุ๋ย เนื่องจากไม่สามารถซึมลงสู่บริเวณรากพืชได้ทัน จากที่กล่าวมาแล้วความสม่ำเสมอของการแพร่กระจายน้ำมีผล ต่อการให้ปุ๋ยในระบบน้ำอย่างมาก ดังนั้น ระบบให้น้ำต้องมีการออกแบบระบบที่ดี คือ ต้องมีการคำนวณขนาดของท่อที่ใช้ให้เหมาะสมกับความยาวและอัตราการไหลของน้ำ อัตราไหลและความดัน ของปั๊มที่เหมาะสม ฯลฯ ต้องมีการคำนวณตามขั้นตอนที่ถูกต้อง สามารถใช้โปรแกรมช่วยคำนวณการออกแบบ ระบบน้ำ TrickCal แต่ผู้ใช้ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการออกแบบระบบน้ำพอสมควรจึงสามารถใช้โปรแกรมได้ผล  สามารถ download โปรแกรมได้จาก www.kmitl.ac.th/soilkmitl หรือเว็บไซด์  www.soilwafer.com 2 ต้องมีวิธีการควบคุมการให้น้ำที่เหมาะสม .....การให้ปุ๋ยในระบบน้ำให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีการจัดการการให้น้ำอย่างเหมาะสม กล่าวคือต้องทราบว่าเมื่อใด ควรจะให้น้ำ คือ ให้เมื่อดินไม่เปียก หรือ แห้งเกินไป และให้เป็นปริมาณเท่าใดคือ ไม่มากจนเกิดการชะล้างสูญเสียปุ๋ย หรือ น้อยจนพืชขาดน้ำ ซึ่งการควบคุมการให้น้ำโดยทั่วไปจะมีอยู่ดังนี้ 2.1 ใช้เครื่องวัดความชื้นในดิน คือ วัดปริมาณความชื้นที่มีอยู่ในดินจริง ๆ โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ เมื่อค่าที่อ่านจากเครื่องมือแสดงว่าดินแห้งถึงค่าที่กำหนดไว้ค่าหนึ่งก็จะเริ่มให้น้ำจนค่าปริมาณความชื้นในดินที่อ่าน ได้จากเครื่องเพิ่มขึ้นถึงค่าที่ต้องการ ก็จะหยุดการให้น้ำเครื่องมือที่สามารถใช้วัดและควบคุมการให้น้ำ เช่น เครื่อง  Tensiometer, เครื่องGypsum block, เครื่อง Time domain reflectometer (TDR) เครื่องมือที่มี ราคาถูก และสามารถผลิตได้ในประเทศไทย ได้แก่ เครื่อง Tensiometer ราคาประมาณเครื่องละ 1,000 บาท เป็นเครื่องมือที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศ ซึ่งสามารถบอกได้ทั้งปริมาณและความถี่ของการให้น้ำ ชลประทานได้อย่างถูกต้อง 2.2 วัดทางอ้อมจากสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการใช้น้ำของพืช อุปกรณ์วัดทางอ้อมที่มีการใช้กันมาก ได้แก่ 2.2.1 ถาดวัดการระเหยน้ำ (Class A Pan) เป็นถาดทรงกลมขนาดใหญ่ภายในบรรจุน้ำ จากหลักการที่ว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการระเหยของน้ำจากถาดวัดการระเหย ได้แก่ ลม, ความชื้นสัมพัทธ์, อุณหภูมิ, แสงแดด ก็เป็นปัจจัยเดียวกันที่มีผลต่อการคายน้ำของพืชด้วย ดังนั้น เมื่อน้ำระเหยออกจากถาดวัดการระเหยมากก็แสดงว่า พืช มีการคายน้ำมาก คือ ต้องการน้ำมากนั่นเอง จากความสัมพันธ์ดังกล่าว สามารถคำนวณความต้องการน้ำของพืช จากปริมาณน้ำที่ระเหยออกจากถาดวัดการระเหย ข้อดีของถาดวัดการระเหย คือ ราคาไม่แพงประมาณ 5,000 บาท  สามารถซื้อได้ที่กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นอุปกรณ์ที่คงทนไม่ต้องการดูแลมากนอกจากคอยเติมน้ำ และทำความสะอาด ชาวสวนควรมีติดตั้งไว้ในสวนเพื่อเป็นข้อมูลประเมินปริมาณน้ำที่ต้องให้แก่พืช นอกจากนี้ได้มีการย่อขนาดของถาด ให้เล็กลงโดยอาจใช้หม้อ หรือ ถาดที่มีรูปทรงกระบอกทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ แต่จะต้องมีการทดลอง หาความสัมพันธ์ของการระเหยน้ำจากธาตุกับการใช้น้ำของพืช 2.2.2 สถานีตรวจอากาศอัตโนมัติ เป็นชุดอุปกรณ์ที่มีราคาแพงที่สุด (ประมาณ 2-3 แสนบาท) จะประกอบด้วย เครื่องมือวัดค่าต่าง ๆ ได้แก่ ทิศทาง และความเร็วลม, ความชื้นสัมพัทธ์อากาศ, อุณหภูมิ, แสงแดด และข้อมูล เหล่านี้จะส่งเข้าเก็บในเครื่องบันทึกข้อมูลอัตโนมัติ (Data logger) และข้อมูลเหล่านี้ก็จะใช้คำนวณเป็นปริมาณ ความต้องการน้ำของพืช เครื่องมือนี้เหมาะกับการทดลองในสวนที่มีขนาดใหญ่มาก เนื่องจากเครื่องสามารถเก็บข้อมูล อย่างต่อเนื่องตลอดปี ทำให้ทราบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสวนได้ตลอดเวลา และยังสามารถใช้คาดการณ์ การแพร่ระบาดของโรค และแมลงได้อีกด้วย 2.2.3วัดจากตัวพืชโดยตรง แต่ยังไม่เป็นที่แพรหลายมากนักเนื่องจากเครื่องมือที่ใช้มีราคาแพงและขั้นตอนยุ่งยาก เช่น เครื่องวัดอัตราการเคลื่อนที่ของน้ำในต้นพืช, เครื่องวัดการเปลี่ยนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของพืชอย่างละเอียด,  เครื่องวัดการเปิดปิดของปากใบ 3. มีความเข้าใจการใช้ปุ๋ย และสารเคมีที่ผสมลงในน้ำอย่างถูกต้อง .....การผสมปุ๋ยลงในน้ำบางครั้งจะพบว่ามีการตกตะกอนเป็นของแข็งก้นถังผสม เนื่องจากปุ๋ยที่ใส่ลงไปเกิดการทำปฎิกริยาการเกลือที่อยู่ในน้ำหรือทำปฎิกริยากับปุ๋ยตัวอื่นที่ใส่ร่วมเข้าด้วยกันที่ความ เข้มข้นสูงๆ ดังนั้นจำเป็นต้องเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อการละลายตัวของปุ๋ยซึ่งปัจจัยต่างๆเหล่านี้ ได้แก่ คุณภาพของ น้ำชลประทานที่ใช้ เช่น ค่า EC (Electric Conductivity) ค่า pH ของน้ำ ของน้ำชลประทานและน้ำที่ผสมปุ๋ยแล้ว .....ค่าที่ได้จากการวิเคราะห์น้ำในห้องปฏิบัติการ คือในกรณีที่เราส่งน้ำเข้าไปวัดในห้องปฎิบัติการจะได้ค่าวิเคราะออกมาซึ่งส่วนใหญ่ค่าที่มีผลต่อการให้ปุ๋ยในระบบน้ำ คือ ค่า Total Alkalinity โซเดียม (Na) และ คลอไรด์ (Cl) แคลเซียม (Ca) และ แมกนีเซียม (Mg) ซัลเฟต (Sulphate) ไบคาร์บอเนต (Bicarbonate) และคาร์บอเนต (Carbonate) เหล็ก (Fe) จุลธาตุ (Trace elements) ธาตุตัวอื่น ๆ  นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการทั้งนั้นจึงไม่มีปัญหา

Continue reading

การให้ปุ๋ยในระบบน้ำ ตอนที่ 1 ความหมาย ข้อดี และข้อเสีย

  รศ.ดร.อิทธิสุนทร นันทกิจ ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเทคโนโลยีการเกษตร  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520 . ความหมาย.....การให้ปุ๋ยในระบบน้ำ (Fertigation) คือ การให้ปุ๋ยระบบหนึ่งโดยผสมปุ๋ยที่สามารถละลายน้ำได้หมดลงไปในระบบ ให้น้ำ ดังนั้น เมื่อพืชดูดใช้น้ำก็จะมีการดูดธาตุอาหารพืชไปพร้อมกับน้ำ เนื่องจากพืชไม่สามารถดูดปุ๋ยในรูปของแข็งได้ ปุ๋ยจะต้องละลายในน้ำก่อนพืชจึงจะดูดขึ้นไปใช้ได้ ดังนั้น การให้ปุ๋ยในระบบน้ำจะเป็นการให้ทั้งน้ำและปุ๋ยไปพร้อมกันใน เวลาและบริเวณที่พืชต้องการ ดังนั้น จึงเป็นระบบการให้ปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดระบบหนึ่ง สามารถลดแรงงานในการ ให้ปุ๋ย ลดการชะล้างปุ๋ยเลยเขตรากพืช การแพร่กระจายปุ๋ยสม่ำเสมอบริเวณที่รากพืชอยู่ ในสวนที่มีการลงทุนระบบน้ำไปแล้วควรอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ร่วมกับระบบการให้ปุ๋ยในระบบน้ำ เนื่องจากจะมีการเพิ่มค่าติดตั้งอีกเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผลดีต่าง ๆ ที่จะตามมา .....เนื่องจากระบบนี้จะเป็นการให้ปุ๋ยไปพร้อมกับน้ำ ดังนั้น ระบบการให้น้ำที่ดีจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้การให้น้ำ และปุ๋ยไปสู่ต้นพืชแต่ละต้นได้อย่างสม่ำเสมอที่สุด ซึ่งระบบน้ำที่สามารถมีการแพร่กระจายน้ำไปสู่พืชได้อย่างสม่ำเสมอ และเหมาะกับการให้ปุ๋ยพร้อมระบบน้ำ คือ การให้น้ำแบบน้ำหยด หรือ แบบฉีดฝอย Mini-Sprinkle (ในประเทศไทย สำหรับสวนผลไม้ควรเป็นระบบ ฉีดฝอย Mini-sprinkle เนื่องจากเป็นระบบที่มีการดูแลรักษาได้ง่ายกว่าระบบน้ำหยด เนื่องจากมีปัญหาในการอุดตันน้อยและออกแบบระบบง่ายกว่า) .....แต่การให้ปุ๋ยในระบบน้ำไม่ได้หมายความว่า ต้องให้ปุ๋ยทุกตัวพร้อมกับระบบน้ำเสมอไป เช่น อาจให้เฉพาะ ไนโตรเจน  และ โปแตสเซียมพร้อมระบบน้ำ แต่ให้ฟอสฟอรัสทางดินก็ได้ เนื่องจากปุ๋ยฟอสฟอรัสที่ละลายน้ำมีราคาแพง และฟอสฟอรัสเมื่ออยู่ในดินมีการเคลื่อนที่น้อยมากเมื่อใส่ทางดินก็ไม่สูญหายไปไหน และโดยทั่วไป ปริมาณฟอสฟอรัส ในสวนผลไม้มีการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสอยู่ในดินค่อนข้างสูงอยู่แล้ว .....นอกจากการใส่ปุ๋ยไปพร้อมกับน้ำแล้ว อาจมีการใส่สารตัวอื่นไปพร้อมระบบน้ำได้ด้วย เช่น บางสวนอาจมีการใส่ยาปราบ วัชพืชลงไป หรือ อาจใส่ยาป้องกันกำจัดศัตรูพืชลงไปด้วยก็ได้ และปัจจุบันบางสวนมีการใส่สาร โปแตสเซียมคลอเรต ลงไปพร้อมระบบน้ำเพื่อทำลำใยนอกฤดูซึ่งระบบนี้จะเรียกว่า Chemigation 2. ข้อดีและข้อเสียของระบบให้ปุ๋ยในระบบน้ำ 2.1 ข้อดีของระบบให้ปุ๋ยในระบบน้ำ 1. เป็นการให้ปุ๋ยที่มีความสม่ำเสมอพร้อมกับน้ำในความเข้มข้นที่พอเหมาะลงบริเวณรากพืชหนาแน่นไม่ตื้น หรือ ลึกเกินไป เนื่องจากการให้น้ำแบบฉีดฝอยหรือแบบน้ำหยดรากพืชมีปริมาณหนาแนนที่สุดบริเวณพื้นที่เปียก 2. สามารถปรับสูตร และความเข้มข้นของปุ๋ยได้ทันที และรวดเร็ว (ทุกวัน) ตามความต้องการของพืช และสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากเป็นระบบที่มีการให้ปุ๋ยครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้งจึงไม่ค่อยสะสมในดินดังนั้น เมื่อเปลี่ยนสูตร หรือ สัดส่วนของปุ๋ยพืชก็จะตอบสนองได้เร็วกว่าระบบที่ให้ครั้งละมาก ๆ ลงในดิน 3. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยของพืช 10 - 50 % จากรายงานการทดลองทั่ว ๆ ไป การให้ปุ๋ยในระบบน้ำจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการให้ทางดินถึง 10 – 50 % ของระบบให้ทางดิน ขึ้นอยู่กับระบบการให้ปุ๋ย และน้ำที่ใช้ความถี่ในการให้ปุ๋ย ฯลฯ เนื่องจากการให้ปุ๋ยในระบบน้ำ จะช่วยลดการชะล้างโดยเฉพาะ ไนโตรเจน และเป็นการให้ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอทั่วบริเวณรากพืช ไม่เหมือนการให้ปุ๋ยทางดินทั่ว ๆ ไปซึ่งเป็นการให้เป็นจุด ๆ นาน ๆ ครั้ง เช่น ทุก 3 – 6 เดือน บริเวณที่เม็ดปุ๋ยลงในดินช่วงแรก ๆ จะมีความเข้มข้นสูงรากพืชบริเวณนั้นอาจได้รับอันตรายได้ ทำให้การดูดใช้ปุ๋ยไม่ดี 4. ลดแรงงาน และเวลาในการให้ปุ๋ย เนื่องจากปุ๋ยไปกับน้ำ ดังนั้น ไม่ต้องเสียแรงงานคนหว่านปุ๋ย และสามารถให้ปุ๋ยได้ถี่มากน้อยตามความต้องการ อาจให้ทุกครั้งที่ให้น้ำ หรือ ครั้งเว้นครั้งตามความต้องการ 5. เพิ่มผลผลิตทั้งคุณภาพ และปริมาณ เนื่องจากพืชได้น้ำ และปุ๋ยสม่ำเสมอ และสามารถเปลี่ยนชนิด และสัดส่วนของปุ๋ยตามความต้องการได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการของพืช นอกจากนี้ยังสามารถผสมธาตุอาหารรอง และอาหารเสริมลงในระบบน้ำได้เลยโดยใส่ในรูปเกลือที่ละลายน้ำง่าย เช่น ZnSO4, MnSO4, CuSO4, ทำให้ประหยัดการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบที่มีราคาแพงลงได้มาก 6. สามารถผสมปุ๋ยให้ทางระบบน้ำขึ้นใช้เองได้ ทำให้ราคาถูกลงมาก บางสวนสามารถผสมปุ๋ยให้ทางน้ำมีราคาเท่ากับการให้ปุ๋ยทางดินแต่มีประสิทธิภาพดีกว่า เช่น แหล่งปุ๋ยไนโตรเจนใช้ Urea เป็นแม่ปุ๋ย และโปแตสเซียมใช้ โปแตสเซียมคลอไรด์ หรืออาจผสมด้วยโปแตสเซียมซัลเฟต ในกรณีที่กลัวความเป็นพิษของคลอไรด์ ส่วนปุ๋ยฟอสฟอรัสให้ทางดินปีละครั้ง 2.2 ข้อเสียของระบบให้ปุ๋ยในระบบน้ำ 1. ปุ๋ยที่ใช้ต้องละลายน้ำหมดและมีความบริสุทธิ์สูง จึงมีราคาแพง และถ้าจะผสมปุ๋ยใช้เองซึ่งมีราคาถูกกว่าปุ๋ยสำเร็จรูปมาก ต้องใช้แม่ปุ๋ยทำให้หาซื้อได้ยาก แต่ปัจจุบันสามารถหาซื้อแม่ปุ๋ยได้ง่ายขึ้นเนื่องจากมีหลายบริษัทสั่งแม่ปุ๋ยเข้ามาจำหน่ายมากขึ้น 2. ต้องมีความรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับคุณสมบัติของดิน, ปุ๋ย และน้ำที่ใช้ เนื่องจากปุ๋ยบางชนิดไม่สามารถผสมด้วยกันได้ที่ความเข้มข้นสูง ๆ นอกจากนี้ผลของเกลือที่ละลายอยู่เดิมในน้ำและค่า pH ของน้ำก็จะมีผลต่อการละลายตัวของปุ๋ยบางชนิด และมีผลต่อการตกตะกอนของปุ๋ยด้วย 3. ค่าติดตั้งระบบขั้นต้นมีราคาสูง ในที่นี้หมายรวมถึงระบบการให้น้ำด้วย คือ อาจเป็นแบบน้ำหยดหรือ แบบ Mini sprinkle ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียอยู่แล้วในระบบการทำสวนสมัยใหม่ ส่วนอุปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อให้ปุ๋ยในระบบน้ำ เมื่อเทียบกับทั้งระบบถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเติมขึ้นมาน้อยมาก ดังนั้น ในสวนที่มีการเดินระบบให้น้ำอยู่แล้วควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีระบบให้ปุ๋ยในระบบน้ำเพิ่มเข้าไปด้วย    

Continue reading