การจัดการน้ำเพื่อการปลูกข้าวฟ่าง

โดย รศ. ดิเรก ทองอร่าม

 

ข้าวฟ่างเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้มากในด้านการทำอาหาร ทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์ที่จัดว่าเป็นพืชชนิดหนึ่งที่ทนแล้ง นิยมปลูก
กันทั่วไปในเขตใช้น้ำฝนแต่เมื่อมีการปลูกโดยใช้น้ำชลประทานช่วยทำให้ได้ผลผลิตดีขึ้นมาก

พันธุ์ที่นิยมปลูกกันคือ เฮกการี่เบา เฮกการี่หนัก IS 8719 E 173 TSS 7-5 ข้าวฟ่างปลูกได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินเปรี้ยว
เบาถึงปานกลางมากกว่าต้องการดินที่มีการระบายน้ำดี และระบายอากาศดีปกติปลูกกันราวเดือนเมษายน - พฤษภาคม หรือกรกฎาคม
มีอายุราว 90 -110 วัน สำหรับการใช้ปุ๋ยเป็นภาคกลางใช้สูตร 20-20-10 แต่ถ้าเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ใช้สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ จะให้ผลผลิตราว 300 - 500 กิโลกรัมต่อไร่

 

ความต้องการน้ำของข้าวฟ่าง

เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงตลอดอายุการเจริญเติบโตของข้าวฟ่างต้องการน้ำประมาณ 400 - 600 มิลลิเมตร ซึ่งระยะวิกฤตที่ต้องการน้ำ
คือระยะออกดอก (3) แล้วระยะเติบโตของเมล็ด (4)

 

การให้น้ำและผลผลิตของข้าวฟ่าง

ปริมาณการใช้น้ำตามช่วงการเจริญเติบโตในระยะต่าง ๆ ของข้าวฟ่าง โดยประมาณมีดังต่อไปนี้

ระยะเวลาการเจริญเติบโต

ตั้งตัว (1)

เติบโต (2)

ออกดอก(3)

สร้างผลผลิต(4)

แก่ (5)

ระยะเวลา (วัน)

20

40

10

28

12

ปริมาณความต้องการใช้น้ำ

รวม

80

180

50

126

48

(มิลลิเมตร)

เฉลี่ยต่อวัน

4

4.5

5

4

4

ภาพที่ 1 ช่วงการเจริญเติบโตและปริมาณความต้องการใช้น้ำของข้าวฟ่าง

 

ข้าวฟ่างเป็นพืชที่ทนแล้งกว่าพืชอื่น ๆ หลายชนิด อย่างเช่น ข้าวโพด ทั้งนี้เนื่องจากข้าวฟ่างมีระบบรากมาก มีปากใบที่สามารถ
ควบคุมการคายน้ำรวมการระเหย สามารถฟื้นตัวหลังจากการขาดน้ำได้เร็วและสามารถทนต่อการตากแดด ยิ่งกว่านั้นในช่วง
การเติบโตที่ยาวนาน พันธุ์ที่มีการแตกกอยังสามารถฟื้นตัวจากการขาดน้ำในช่วงการเติบโตตอนต้น โดยออกหน่อที่มีรวงเพิ่มขึ้น ถ้าข้าวฟ่างขาดน้ำอย่างรุนแรงในช่วงการออกดอก (3) การผสมเกสรจะไม่สมบูรณ์หรือรวงเป็นหมัน ผลผลิตที่ลดน้อยลงไป
อาจจะได้รับการชดเชยจากหน่อที่มีรวงเพิ่มขึ้น

ความเข้มและความถี่ของการให้น้ำมีผลต่อการเติบโตของข้าวฟ่างไม่แน่ชัด เนื่องจากความทนแล้งของข้าวฟ่าง ในกรณีที่น้ำต้นทุน
มีจำกัด กำหนดเนื้อที่ปลูกให้มากโดยพืชได้รับน้ำไม่เต็มที่ จะได้ผลผลิตรวมดีกว่า ถึงแม้ผลผลิตต่อหน่วยเนื้อที่จะลงลงแต่
ประสิทธิภาพการใช้นำให้เกิดประโยชน์จะสูงขึ้นอันเนื่องจากผลผลิตรวมสูงขึ้น การให้น้ำควรหลีกเลี่ยงการขาดน้ำในช่วง
การตั้งตัว (1) ออกดอก (3) และช่วงสร้างผลผลิตตอนต้น (4)

 

การดูดน้ำของข้าวฟ่าง

ระบบรากรุ่นแรกจะลงลึกอย่างรวดเร็วโดยมีรากข้าง ๆ น้อยจนถึงระยะลึก 1 - 1.5 เมตร ในดินที่ลึก ระบบรากรุ่นที่สองจะเริ่มออก
หลังจากงอกแล้วหลายสัปดาห์ และจะลงลึกอย่างรวดเร็วจนถึง 2 เมตร สุดแท้แต่ความลึกของดินที่เปียกน้ำ โดยทั่วไปรากจะลึกลง
มากที่สุดในระยะออกรวง ในดินที่ลึกระบบรากที่กว้าง ทำให้สามารถเปลี่ยนกำหนดการให้น้ำได้ง่าย รากข้าวฟ่างจะดูดน้ำในระยะ 
1 เมตรชั้นบนได้ 60 - 90 % ขึ้นอยู่กับความเข้มและความถี่ของการให้น้ำ ตามปกติขณะที่ข้าวฟ่างเติบโตเต็มที่จะดูดน้ำจากดิน
100 % ในระยะ 1 - 2 เมตรชั้นบนแต่ในระยะสุก (5) ข้าวฟ่างต้องการน้ำน้อยมาก

 

การกำหนดการให้น้ำ

ในกรณีที่ฝนไม่เพียงพอและน้ำต้นทุนเพื่อการชลประทานมีจำกัด จะได้รับผลผลิตอยู่ในเกณฑ์พอเหมาะพอควร ถ้าหลีกเลี่ยง
การขาดน้ำในช่วงการใช้น้ำสูงสุดซึ่งอยู่ระหว่างการออกดอก (3) จนถึงช่วงสร้างผลผลิตตอนต้น (4) ถ้าน้ำมีจำกัดในช่วง
การออกดอกจะประหยัดน้ำได้ โดยลดการให้น้ำในช่วงการเติบโต (2) ช่วงสร้างผลผลิตตอนปลาย (4 ตอนปลาย) และช่วงแก่ (5) โดยไม่ทำให้ผลผลิตน้อยลงไปอีกตามปกติจำนวนการให้น้ำอยู่ระหว่าง 1 - 4 ครั้ง สุดแท้แต่สภาพภูมิอากาศและเนื้อดินประสิทธิภาพ
การใช้น้ำให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุดถ้ากำหนดเวลาการให้น้ำสอดคล้องกับความไวของพืชต่อการขาดน้ำ ส่วนมากวิธีการให้น้ำ
แบบร่องคูของการปลูกที่มีระยะระหว่างต้น 25 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ซึ่งปลูกโดยใช้เมล็ด 3 - 5 เมล็ดต่อหลุม
และจะใช้เมล็ดพันธุ์ 3 กิโลกรัมต่อไร่