การจัดการน้ำเพื่อการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

โดย รศ. ดิเรก ทองอร่าม   ......ข้าวโพดเป็นพืชที่มีความต้องการสูงทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทั้งนี้ข้าวโพดจัดว่าเป็นธัญญพืชที่มีความสำคัญอันดับ 3 ของโลก ซึ่งนอกจากจะใช้เลี้ยงสัตว์แล้วยังสามารถใช้ทำประโยชน์ด้านอื่น ๆ ได้อีกหลายอย่าง ข้าวโพดชอบดินร่วน ดินร่วนปนทราย พันธุ์ที่นิยมปลูกคือ สุวรรณ 1 , สุวรรณ 2 ในอัตราเมล็ดที่ใช้ปลูก 3.5 - 4.0 กิโลกรัมต่อไร่ อายุประมาณ 100 - 115 วัน ฤดูปลูก คือเริ่มมีนาคมถึงพฤษภาคม หรือกรกฎคมถึงสิงหาคม ปุ๋ยที่ใช้ถ้าเป็นการปลูกในภาคกลางใช้สูตร 20-0-0 อัตรา 25 - 30 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าเป็นภาคอีสานใช้สูตร 15-15-15 อัตรา 40 - 80 กิโลกรัมต่อไร่ ปกติผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 500 - 600 กิโลกรัมต่อไร่ ความต้องการน้ำของข้าวโพด ข้าวโพดเป็นพืชที่ใช้น้ำทำประโยชน์ได้มาก เมื่อคิดเป็นผลผลิตวัตถุแห้งทั้งหมดและในจำพวกธัญพืชด้วยกัน ข้าวโพดให้ผลผลิตที่เป็นเมล็ดมากที่สุดต่อ 1 หน่วยปริมาตรน้ำ ข้าวโพดเมล็ดที่อายุปานกลางจะได้ผลผลิตมากที่สุดโดยใช้น้ำ 400 - 700 มิลลิเมตร ทั้งนี้จึงอยู่กับสภาพภูมิอากาศและสภาพการเจริญเติบโตของข้าวโพด ซึ่งการใช้น้ำของข้าวโพดในระยะต่าง ๆ ของการเจริญเติบโตโดยประมาณ แสดงอยู่ในภาพที่ 1     ระยะเวลาการเจริญเติบโต ตั้งตัว (1) เติบโต (2) ออกดอก(3) สร้างผลผลิต(4) แก่ (5) ระยะเวลา (วัน) 20 40 10 28 12 ปริมาณความต้องการใช้น้ำ รวม 80 200 60 140 72 (มิลลิเมตร) เฉลี่ยต่อวัน 4 5 6 5 4 ภาพที่ 1 ช่วงการเจริญเติบโตและปริมาณความต้องการใช้น้ำของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การใช้น้ำและผลผลิต ......จำนวนความเข้มและความถี่ของการให้น้ำและน้ำฝน จะมีผลต่อผลผลิตที่เป็นเมล็ดได้มาก ข้าวโพดทนการขาดน้ำได้บ้าง ในช่วงการเติบโตทางลำต้นและระยะแก่ ผลผลิตที่เป็นเมล็ดจะลดลงมากที่สุด ถ้าขาดน้ำในช่วงการออกดอกซึ่งเป็นช่วง ที่กำลังออกพู่ (Tasselling ) ออกไหม (silking) และผสมเกสร ทั้งนี้ส่วนใหญ่เนื่องจากจำนวนเมล็ดต่อฝักลดลง แต่ถ้าหาก ในช่วงเติบโตก่อนหน้านี้ข้าวโพดขาดน้ำอยู่ก่อนแล้วก็จะไม่แสดงผลออกมาเด่นชัดนัก ข้าวโพดที่ขาดน้ำอย่างรุนแรงในช่วงการ ออกดอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะออกไหมและผสมเกสรอาจจะไม่ได้เมล็ดเลย เนื่องจากไหมแห้ง การขาดน้ำในช่วงสร้างผลผลิต จะได้ผลผลิตน้อยลงเนื่องจากเมล็ดโตไม่เต็มที่ การขาดน้ำในช่วงแก่มี ีผลกระทบต่อผลผลิตที่เป็นเมล็ดเพียงเล็กน้อย ......ในกรณีที่มีต้นทุนจำกัด จะต้องควบคุมความเข้มข้นและความถี่ของการให้น้ำให้มากเพื่อที่จะให้ได้ผลผลิตดีที่สุดข้าวโพด ต้องการดินที่ระบายน้ำสะดวก ไม่ควรให้มีน้ำขังโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการออกดอกและการสร้างผลผลิต การมีน้ำขัง ในช่วงการออกดอก จะลดผลผลิตที่เป็นเมล็ดได้ถึง 50 % หรือมากกว่านั้น การกำหนดการให้น้ำ ......เพื่อที่จะให้รากออกเร็วและต้นแข็งแรง ควรให้ดินเปียกตลอดเขตรากพืชทันทีหลังจากหยอดเมล็ด ในกรณีที่ฝนน้อย ปริมาณน้ำต้นทุนมีจำกัดกำหนดการให้น้ำจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงการขาดน้ำในช่วงการออกดอก (3) รองลงไปก็คือในช่วง การสร้างผลผลิตในกรณีที่การขาดน้ำในช่วงการออกดอก (3) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรลดจำนวนน้ำเสียตั้งแต่ในช่วงแรก (2) ตลอดจนในช่วงการสร้างผลผลิต ซึ่งจะประหยัดน้ำโดยการสูญเสียผลผลิตมิได้เพิ่มขึ้น ......ในกรณีที่มีฝนน้อยและต้นทุนสำหรับการชลประทานมีจำกัด จำนวนการให้น้ำอาจจะเปลี่ยนแปลงอยู่ระหว่าง 2 - 5 ครั้ง ดังตัวอย่างการให้น้ำข้างล่างนี้ ถ้าก่อนหยอดเมล็ดมีฝนตกหรือให้น้ำเสียก่อนจนเต็มเขตรากพืชทั้งหมด รากจะงอกงามดี และต้นแข็งแรง จำนวนการ ให้น้ำ ระยะการตั้งตัว (1) ระยะเติบโต (2) ระยะออกดอก  ( 3 ) ระยะสร้างผลผลิต  ( 4 ) ระยะแก่ ( 5 )       2 -------------   -------------               3 ------------- ------ ------ ------ ------                   4 ------------- ------------ ------------- ----------------       5 ------------- ------------ ------------- ----------------   วิธีการใช้น้ำ การให้น้ำข้าวโพดนิยมให้น้ำแบบร่องดู มีระยะระหว่างต้น 25 เซนติเมตรและระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร

Continue reading

การจัดการน้ำเพื่อการปลูกฝ้าย

โดย รศ. ดิเรก ทองอร่าม   ฝ้ายเป็นพืชเส้นใยที่สำคัญยิ่ง ใช้ทำผ้า เส้นด้าย สำลี สกัดน้ำมันจากเมล็ดไปใช้ประโยชน์ พันธุ์ที่นิยมใช้ปลูกกันในปัจจุบันคือ  รีบาบีทีเค 12 , ตากฟ้า 1, ศรีสำโรง 2 โดยใช้เมล็ดพันธุ์ ในอัตรา 2.0 - 3.0 กิโลกรัมต่อไร่ ฝ้ายชอบดินร่วนปนทราย  ดินเหนียวปนทราย มี pH 5.0 - 7.0 ฤดูปลูกเริ่มมิถุนายน - ต้นสิงหาคม หรือพฤศจิกายน - ธันวาคม มีอายุ 150 - 160 วัน ใช้ปุ๋ยสูตร15-15-15 อัตรา 45 กิโลกรัม ต่อไร่ ปกติแล้วฝ้ายจะมีผลผลิต(ปุ๋ยติดเมล็ด) เฉลี่ย 300 - 360 กิโลกรัมต่อไร่   ความต้องการน้ำของฝ้าย ฝ้ายต้องการน้ำตลอดอายุประมาณ 500 - 700 มิลลิเมตร หรือเฉลี่ยวันละ 4 - 5 มิลลิเมตร ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามระยะ การเจริญเติบโต และสภาพภูมิอากาศฝ้ายจะใช้น้ำน้อยในช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้นแต่จะใช้น้ำมากในช่วงออกดอกและจะมี ปริมาณลดลงในช่วงหลังจากออกดอก ปริมาณการใช้น้ำตามช่วงการเจริญเติบโตในระยะต่าง ๆ ของฝ้ายโดยประมาณแสดงอยู่ในภาพที่ 1     ระยะเวลาการเจริญเติบโต ตั้งตัว (1) เติบโต (2) ออกดอก(3) สร้างผลผลิต(4) แก่ (5) ระยะเวลา (วัน) 15 35 50 30 20 ปริมาณความต้องการใช้น้ำ รวม 60 157.5 250 135 80 (มิลลิเมตร) เฉลี่ยต่อวัน 4 4.5 5 4.5 4 ภาพที่ 1 ช่วงการเจริญเติบโตและปริมาณความต้องการใช้น้ำของฝ้าย   การใช้น้ำและผลผลิต ถ้าฝ้ายได้รับน้ำเพียงพอจะโตเร็ว จะออกตาและผลมากให้สมอโตและแข็งแรง ถ้าน้ำมากเกินไปในช่วงการเจริญเติบโต ตอนต้นจะออกรากน้อยและต้นไม่โตเต็มที่ ต้นฝ้ายต้องการน้ำอย่างเพียงพอโดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนออกตาเล็กน้อย และระหว่าง การออกตาถ้าให้น้ำติดต่อกันไปในช่วงที่ดอกบานและช่วงที่สร้างผลผลิตจะทำให้เกิดการเติบโตมากเกินไป ซึ่งให้ผลผลิตเนิ่นนาน ออกไป แต่ถ้าลดการให้น้ำอย่างกะทันหันก็จะกระทบกระเทือนการเจริญเติบโตทำให้ดอกและสมอร่วง การขาดน้ำอย่างร้ายแรง ในระยะออกดอกอาจทำให้การเติบโตหยุดชะงัก แต่การให้น้ำในระยะหลังก็ทำให้ต้นฝ้ายฟื้นต้นและออกดอกได้ตามปกติ ถ้ามีสาเหตุทำให้ช่วงการเจริญเติบโตทั้งหมดสั้นลงจะได้ผลผลิตน้อยลง ขณะที่ต้นฝ้ายขาดน้ำจะสังเกตเห็นกิ่งก้านสีซีด และใบมีสีเขียวเข้มหรือเขียวปนน้ำเงิน การให้น้ำที่จะให้ได้ผลผลิตสูงจะต้องให้อย่างพอเหมาะในแต่ละช่วงของการเติบโต ฝ้ายจะได้รับน้ำอย่างเพียงพอโดยการ ให้เขตรากพืชทั้งหมดซึ่งลึกถึง 1.80 เมตร ได้รับน้ำอย่างเต็มที่ก่อนหยอดเมล็ด หลังจากนั้นจึงให้น้ำเปียกเพียงในเขตรากพืชชั้นบน (0.50 - 1.00 เมตร) รากพืชจะดูดน้ำได้มากขึ้นและใช้น้ำให้เป็นประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ตลอดเขตรากพืชทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ ไม่มีน้ำเหลือหรือเหลือก็เพียงเล็กน้อยในตอนสิ้นฤดูการเพาะปลูก วิธีประหยัดน้ำอีกแบบหนึ่งที่จะให้ฝ้ายใช้น้ำในเขตรากพืชให้เป็นประโยชน์ได้ทั้งหมด ก็โดยการหยุดการให้น้ำอย่างถูกเวลาในตอนปลายช่วงฤดูการเติบโต หรืออาจจะประหยัดน้ำโดยลดจำนวนน้ำที่ให้ในช่วงการออกดอกจนกว่าความชื้นในดินที่พืชจะใช้ได้ทั้งหมดลดลงไปถึง 70 % ถ้าหากประหยัดน้ำโดยวิธีต่าง ๆ ร่วมกันไป อาจจะประหยัดน้ำได้ถึง 20 % โดยผลผลิตอาจจะถูกกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อย ในระยะหยอดเมล็ด ต้องให้ดินมีความชื้นเพียงพอที่เมล็ดจะงอกและฝ้ายตั้งตัวได้ในช่วงการเติบโตทางลำต้น ความชื้น ในดินในเขตรากพืชลึกประมาณ 0.75 เมตร จะต้องไม่มีการพร่องน้ำมากกว่า 50 % ถ้าการพร่องน้ำมากไปกว่านั้น (ขึ้นไปถึง 75 %) จะทำให้การเจริญเติบโตทางใบและลำต้นมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ออกดอกล่า สมอร่วง  และผลผลิตน้อยลงเมื่อฤดูการเติบโตสั้น  ในระยะการออกดอกการจัดทำแผนกำหนดการให้น้ำจะต้องเพ่งเล็งการควบคุมการเติบโตทางใบและลำต้น เพื่อที่จะให้ได้  ผลผลิตสูง การขาดน้ำในช่วงเริ่มออกดอกจนถึงระยะออกดอกเต็มที่จะทำให้ผลผลิตลดลงยิ่งกว่าการขาดน้ำหลังช่วงการออกดอก เต็มที่ ถ้าหากขาดน้ำรุนแรงในช่วงออกดอกตอนปลายและการออกสมอตอนต้นสมอจะร่วงมาก ถ้าขาดน้ำปานกลางในช่วงการ ออกดอกและมีผลจนกระทั่งทำให้การเติบโตหยุดชะงัก ซึ่งแม้ว่าจำนวนดอกจะลดลงแต่สมอจะติดดีและให้ผลผลิตสูง ในช่วงการสร้างผลผลิต ควรให้ฝ้ายได้รับน้ำเพียงพอ ถ้าหากดินอุ้มน้ำดีระบบรากแข็งแรงพอที่จะมีอัตราการคายน้ำ รวมการระเหยตามปกติ ควรหยุดการให้น้ำในช่วงการสร้างผลผลิต ในระยะเวลาที่พอเหมาะอันหนึ่งก่อนถึงระยะแก่ ถ้าให้น้ำมากเกินไปในช่วงการสร้างผลผลิตจะทำให้สมอเปิดช้า ต้นล้มง่าย และสมอเน่ามากขึ้น ถ้าฤดูการเพาะปลูกฝ้าย ที่อบอุ่นยาวนานหลังจากเก็บเกี่ยวครั้งแรกแล้ว บางครั้งมีการให้น้ำเพื่อจะให้ได้ผลผลิตเก็บเกี่ยวครั้งที่ 2 อีก สรุปแล้ว ระยะที่ฝ้ายต้องการน้ำคือ ระยะออกดอกและสร้างผลผลิต การดูดน้ำของต้นฝ้าย ตั้งแต่เริ่มงอกจนถึงระยะเริ่มออกดอก รากแก้วจะหยั่งลงในดินที่ลึกได้ถึง 1.8 เมตร  ในช่วงการออกดอกจะออกรากมากขึ้นในเขตรากพืชชั้นบน ถ้าให้น้ำบ่อยครั้ง ๆ ละน้อย ๆ ในช่วงการเติบโตตอนต้น  จะทำให้ระบบรากพืชออกตื้น จะถือเป็นกฎเกณฑ์ได้อันหนึ่งว่า ต้นฝ้ายจะดูดน้ำ 70 -80% ของทั้งหมดในระยะลึก 0.9 เมตร ชั้นบน ซึ่งในระยะลึกดังกล่าวจะมีรากกว่า 90 % ของน้ำหนักรากทั้งหมด ตามปกติในขณะที่ฝ้ายเติบโตเต็มที่ ฝ้ายจะดูดน้ำ  100 % ในระยะลึก 1.0 - 1.7 เมตร ขณะที่หยุดการให้น้ำฝ้ายจะดูดน้ำจากดินชั้นล่างมากขึ้น แต่ก็อาจจะไม่เพียงพอแก่ ความต้องการน้ำของฝ้ายในช่วงที่ใช้น้ำมากที่สุด   การกำหนดการให้น้ำ เพื่อที่จะให้รากฝ้ายเจริญเติบโตเต็มที่ ควรให้น้ำในดินอย่างเพียงพอในระยะหยอดเมล็ด และอาจจะต้องให้น้ำล่วงหน้า ถ้าความชื้นในดินที่เกิดจากฝนก่อนฤดูไม่เพียงพอ ในระยะการเติบโตทางใบและลำต้นกำหนดการให้น้ำจะต้องเริ่ม เมื่อความชื้นในดินที่พืชใช้ได้ในระยะลึก 0.75 เมตรชั้นบน ลดลงไป 60 % ในช่วงการออกดอก ถ้าความชื้นในดินที่พืช ใช้ได้ลดลงไปถึง 70 % การเจริญเติบโตทางใบและลำต้นจะชะงักแต่ไม่กระทบกระเทือนผลผลิต การให้น้ำช้าไป ในช่วงเวลานี้อาจจะทำให้ตาและดอกร่วงมาก ในช่วงสร้างผลผลิตผลผลิตซึ่งสมอกำลังโตและกำลังสุก การพร่องน้ำอาจ จะปล่อยให้เกิน 60 % ขึ้นไปก็ได้เมื่อค่อนไปทางปลายฤดู ซึ่งสุดแท้แต่สภาพภูมิอากาศและจำนวนความชื้นในดิน ที่เหลืออยู่ การให้น้ำอาจจะหยุด 4 -5 สัปดาห์ก่อนการเก็บผลครั้งสุดท้าย ถ้าพื้นที่ปลูกฝ้ายมีระดับน้ำใต้ดินสูง แม้ว่าเป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ หรือเมื่อดินแฉะเป็นเวลานานผลผลิตอาจจะลดลง ได้ถึง 60 % ทั้ง ๆ ที่พืชยังไม่ขาดน้ำ ที่เป็นเช่นนี้อาจจะเนื่องจากการระบายอากาศในดินไม่เพียงพอ การให้น้ำบ่อยครั้ง เกินไปก็จะปรากฎผลในทำนองเดียวกัน   วิธีการให้น้ำ วิธีการให้น้ำแก่ต้นฝ้ายอาจจะทำได้หลายแบบแต่ที่นิยมกันมากที่สุดคือ แบบร่องคูของการปลูกที่มีระยะระหว่างแถว 1.0 - 1.25 เมตร ระยะระหว่างต้น 0.50 เมตร และในทางปฏิบัติจะทำการให้น้ำทุก 14 วัน   โรคและแมลงศัตรูพืช โรคและแมลงศัตรูของฝ้ายที่สำคัญ และการป้องกันโดยใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดคือ โรค โรคเมล็ดเน่า ใช้พีซีเอ็นบี 75 % โรคโคนต้นอ่อนเน่า คลุกเมล็ด โรคใบจุดเหลี่ยม ใช้แคปแทน โรคกิ่งดำ ใช้ออโธไซด์ โรคสมอเน่า คลุกเมล็ด โรคใบหงิก ใช้เทมมิค 10 % หยอดก้นหลุม   แมลง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจั๊กจั่น ใช้ไดเมทโธเอท 40 % อีซี หนอนม้วนใบ มวนแดงฝ้าย หนอนเจาะสมอสีชมพู หนอนเจาะโคนต้น ใช้ท๊อกซาฟิน + ดีดีทีสูตร 40/20 หนอนคืบฝ้าย มวนดำฝ้าย หนอนเจาะสมออเมริกัน ใช้ซูมิไธออน + ซัวไซด์สูตร 10/20 หนอนสะไปนี

Continue reading

การจัดการน้ำเพื่อการปลูกข้าวฟ่าง

โดย รศ. ดิเรก ทองอร่าม   ข้าวฟ่างเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้มากในด้านการทำอาหาร ทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์ที่จัดว่าเป็นพืชชนิดหนึ่งที่ทนแล้ง นิยมปลูก กันทั่วไปในเขตใช้น้ำฝนแต่เมื่อมีการปลูกโดยใช้น้ำชลประทานช่วยทำให้ได้ผลผลิตดีขึ้นมาก พันธุ์ที่นิยมปลูกกันคือ เฮกการี่เบา เฮกการี่หนัก IS 8719 E 173 TSS 7-5 ข้าวฟ่างปลูกได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินเปรี้ยว เบาถึงปานกลางมากกว่าต้องการดินที่มีการระบายน้ำดี และระบายอากาศดีปกติปลูกกันราวเดือนเมษายน - พฤษภาคม หรือกรกฎาคม มีอายุราว 90 -110 วัน สำหรับการใช้ปุ๋ยเป็นภาคกลางใช้สูตร 20-20-10 แต่ถ้าเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ จะให้ผลผลิตราว 300 - 500 กิโลกรัมต่อไร่   ความต้องการน้ำของข้าวฟ่าง เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงตลอดอายุการเจริญเติบโตของข้าวฟ่างต้องการน้ำประมาณ 400 - 600 มิลลิเมตร ซึ่งระยะวิกฤตที่ต้องการน้ำ คือระยะออกดอก (3) แล้วระยะเติบโตของเมล็ด (4)   การให้น้ำและผลผลิตของข้าวฟ่าง ปริมาณการใช้น้ำตามช่วงการเจริญเติบโตในระยะต่าง ๆ ของข้าวฟ่าง โดยประมาณมีดังต่อไปนี้ ระยะเวลาการเจริญเติบโต ตั้งตัว (1) เติบโต (2) ออกดอก(3) สร้างผลผลิต(4) แก่ (5) ระยะเวลา (วัน) 20 40 10 28 12 ปริมาณความต้องการใช้น้ำ รวม 80 180 50 126 48 (มิลลิเมตร) เฉลี่ยต่อวัน 4 4.5 5 4 4 ภาพที่ 1 ช่วงการเจริญเติบโตและปริมาณความต้องการใช้น้ำของข้าวฟ่าง   ข้าวฟ่างเป็นพืชที่ทนแล้งกว่าพืชอื่น ๆ หลายชนิด อย่างเช่น ข้าวโพด ทั้งนี้เนื่องจากข้าวฟ่างมีระบบรากมาก มีปากใบที่สามารถ ควบคุมการคายน้ำรวมการระเหย สามารถฟื้นตัวหลังจากการขาดน้ำได้เร็วและสามารถทนต่อการตากแดด ยิ่งกว่านั้นในช่วง การเติบโตที่ยาวนาน พันธุ์ที่มีการแตกกอยังสามารถฟื้นตัวจากการขาดน้ำในช่วงการเติบโตตอนต้น โดยออกหน่อที่มีรวงเพิ่มขึ้น ถ้าข้าวฟ่างขาดน้ำอย่างรุนแรงในช่วงการออกดอก (3) การผสมเกสรจะไม่สมบูรณ์หรือรวงเป็นหมัน ผลผลิตที่ลดน้อยลงไป อาจจะได้รับการชดเชยจากหน่อที่มีรวงเพิ่มขึ้น ความเข้มและความถี่ของการให้น้ำมีผลต่อการเติบโตของข้าวฟ่างไม่แน่ชัด เนื่องจากความทนแล้งของข้าวฟ่าง ในกรณีที่น้ำต้นทุน มีจำกัด กำหนดเนื้อที่ปลูกให้มากโดยพืชได้รับน้ำไม่เต็มที่ จะได้ผลผลิตรวมดีกว่า ถึงแม้ผลผลิตต่อหน่วยเนื้อที่จะลงลงแต่ ประสิทธิภาพการใช้นำให้เกิดประโยชน์จะสูงขึ้นอันเนื่องจากผลผลิตรวมสูงขึ้น การให้น้ำควรหลีกเลี่ยงการขาดน้ำในช่วง การตั้งตัว (1) ออกดอก (3) และช่วงสร้างผลผลิตตอนต้น (4)   การดูดน้ำของข้าวฟ่าง ระบบรากรุ่นแรกจะลงลึกอย่างรวดเร็วโดยมีรากข้าง ๆ น้อยจนถึงระยะลึก 1 - 1.5 เมตร ในดินที่ลึก ระบบรากรุ่นที่สองจะเริ่มออก หลังจากงอกแล้วหลายสัปดาห์ และจะลงลึกอย่างรวดเร็วจนถึง 2 เมตร สุดแท้แต่ความลึกของดินที่เปียกน้ำ โดยทั่วไปรากจะลึกลง มากที่สุดในระยะออกรวง ในดินที่ลึกระบบรากที่กว้าง ทำให้สามารถเปลี่ยนกำหนดการให้น้ำได้ง่าย รากข้าวฟ่างจะดูดน้ำในระยะ  1 เมตรชั้นบนได้ 60 - 90 % ขึ้นอยู่กับความเข้มและความถี่ของการให้น้ำ ตามปกติขณะที่ข้าวฟ่างเติบโตเต็มที่จะดูดน้ำจากดิน 100 % ในระยะ 1 - 2 เมตรชั้นบนแต่ในระยะสุก (5) ข้าวฟ่างต้องการน้ำน้อยมาก   การกำหนดการให้น้ำ ในกรณีที่ฝนไม่เพียงพอและน้ำต้นทุนเพื่อการชลประทานมีจำกัด จะได้รับผลผลิตอยู่ในเกณฑ์พอเหมาะพอควร ถ้าหลีกเลี่ยง การขาดน้ำในช่วงการใช้น้ำสูงสุดซึ่งอยู่ระหว่างการออกดอก (3) จนถึงช่วงสร้างผลผลิตตอนต้น (4) ถ้าน้ำมีจำกัดในช่วง การออกดอกจะประหยัดน้ำได้ โดยลดการให้น้ำในช่วงการเติบโต (2) ช่วงสร้างผลผลิตตอนปลาย (4 ตอนปลาย) และช่วงแก่ (5) โดยไม่ทำให้ผลผลิตน้อยลงไปอีกตามปกติจำนวนการให้น้ำอยู่ระหว่าง 1 - 4 ครั้ง สุดแท้แต่สภาพภูมิอากาศและเนื้อดินประสิทธิภาพ การใช้น้ำให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุดถ้ากำหนดเวลาการให้น้ำสอดคล้องกับความไวของพืชต่อการขาดน้ำ ส่วนมากวิธีการให้น้ำ แบบร่องคูของการปลูกที่มีระยะระหว่างต้น 25 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ซึ่งปลูกโดยใช้เมล็ด 3 - 5 เมล็ดต่อหลุม และจะใช้เมล็ดพันธุ์ 3 กิโลกรัมต่อไร่

Continue reading

การจัดการน้ำเพื่อการปลูกถั่วลิสง

โดย รศ. ดิเรก ทองอร่าม   ถั่วลิสงเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ที่จัดว่าเป็นพืชไร่ที่มีความสำคัญชนิดหนึ่ง ใช้ประโยชน์ในการเป็นอาหารและสกัดเป็น น้ำมันพืชถั่วลิสงจะขึ้นได้ดีในดินเนื้อปานกลาง ร่วนซุย มีการระบายน้ำดี เพราะดินเหนียวจะลำบากในการถอนเมื่อเก็บเกี่ยว แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ดินผิวบนที่ปลูกจะต้องร่วนซุย เพื่อให้ถั่วลิสงลงเข็มเพื่อจะเจริญเติบโตเป็นฝักได้ง่าย พันธุ์ถั่วลิสงที่นิยมใช้ปลูกกันมากคือ สข 38 , ไทนาน 9 ลำปาง ปกติจะปลูกกันในต้นหรือปลายฤดูฝนหรือฤดูแล้ง หรือเริ่มปลูกเมื่อ ธันวาคม-มกราคม หรือกรกฎาคม - สิงหาคม โดยใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 10 - 15 กิโลกรัมต่อไร่ มีอายุประมาณ 100 - 120 วัน ข้อควรระวังในการเก็บเกี่ยวคือควรเก็บเกี่ยวทันทีเมื่อฝักแก่แล้วตากแห้ง เพื่อป้องกันการเกิดสารพิษอะฟลาท็อกซินใช้ปุ๋ยสูตร  12-24-12 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ ปกติแล้วผลผลิตของถั่วลิสง(เมล็ดทั้งเปลือกแห้ง) จะอยู่ประมาณ 200 - 400 กิโลกรัมต่อไร่   ความต้องการน้ำของถั่วเหลือง ปกติแล้วการเจริญเติบโตของถั่วลิสงทั้งในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นและระยะสืบพันธุ์ มีผลตอบสนองต่อการให้น้ำไม่มากนัก อย่างไรก็ดีถ้าน้ำในดินมากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโต เนื่องจากดินขาดออกซิเจนที่แบคทีเรียตรึงธาตุไนโตรเจน ต้องการซึ่งจะสังเกตอาการผิดปกติของต้นถั่วลิสงได้จากการใบเริ่มเหลือง นอกจากนี้ถ้าเป็นดินเหนียวและมีน้ำมากเกินไป ในระยะเก็บเกี่ยว เวลาถอนต้นฝักจะหลุดออกจากเข็มได้ง่าย โดยฝักหลุดอยู่ในดินในช่วงที่ถั่วลิสงกำลังสร้างผลผลิตยังมี ีการออกดอกอยู่เรื่อย ๆ แต่ฝักที่เกิดจากดอกที่ออกระยะหลังจะไม่โตเต็มที่ ถั่วลิสงมีความต้องการน้ำช่วงการเจริญเติบโตตลอดอายุประมาณ 400 - 600 มิลลิเมตร หรือเฉลี่ยวันละ 4 - 5 มิลลิเมตร ซึ่งลักษณะความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำตามช่วงการเจริญเติบโตในระยะต่างๆ มีดังต่อไปนี้ ระยะเวลาการเจริญเติบโต ตั้งตัว (1) เติบโต (2) ออกดอก(3) สร้างผลผลิต(4) แก่ (5) ระยะเวลา (วัน) 20 21 22 28 19 ปริมาณความต้องการใช้น้ำ รวม 80 94.5 11 12.6 66.5 (มิลลิเมตร) เฉลี่ยต่อวัน 4 4.5 5 4.5 3.5 ภาพที่ 1 ช่วงการเจริญเติบโตและปริมาณความต้องการใช้น้ำของถั่วลิสง   การใช้น้ำกับผลผลิตของถั่วลิสง สำหรับช่วงที่น้ำมีอิทธพลต่อการเจริญเติบโตมากหรือช่วงวิกฤตที่มีอิทธิพลต่อผลผลิตคือช่วงที่กำลังออกดอก  (3) จะเป็นช่วง ที่ไวต่อการขาดน้ำมากที่ รองลงไปก็คือช่วงการสร้างผลผลิต (4)โดยทั่วไปการขาดน้ำในช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้น  (2) จะทำให้ออกดอกและเก็บเกี่ยวล่าช้า การเติบโตและผลผลิตลง  การขาดน้ำในระหว่างการออกดอก (3) จะทำให้ดอกร่วงหรือผสมเกสรไม่เต็มที่ ส่วนการขาดน้ำในช่วงการสร้างผลผลิต (4) จะทำให้ฝักมีน้ำหนักลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดน้ำในตอนต้นของช่วงการสร้างผลผลิต(กำลังออกฝัก)  จะมีความไวเป็นพิเศษต่อการขาดน้ำ ในกรณีที่มีน้ำต้นทุนอย่างจำกัด การประหยัดน้ำควรทำในช่วงอื่นที่ไม่ใช่ช่วงการออกดอก (3) และช่วงการสร้างผลผลิตตอนต้น (4)   การดูดน้ำของถั่วลิสง แม้ถั่วลิสงจะมีรากแก้วได้ลึก โดยมีรากข้าง ๆ จำนวนมาก อย่างไรก็ดีส่วนใหญ่ของระบบรากจะอยู่ในดินระยะลึก 0.5 - 0.6 เมตร  ตามปกติถั่วลิสงที่เติบโตเต็มที่แล้วจะดูดน้ำ 100 % จากดินระยะลึก 0.5 - 1.0 เมตรชั้นบน   การกำหนดการให้น้ำ ช่วงเว้นการให้น้ำมีตั้งแต่ 7 - 14 วันหรือถึง 21 วัน ในดินร่วน สุดแท้แต่ระดับอัตราการคายน้ำรวมการระเหย  (หรือปริมาณการใช้น้ำของพืช) และความสามารถอุ้มน้ำของดิน ระหว่างการออกดอก (2) จะให้น้ำเร็วขึ้นเพื่อให้ได้ผลผลิตดี  ในกรณีที่ใช้น้ำชลประทานเพื่อเพิ่มเติมน้ำฝนการให้น้ำในช่วงกำลังออกดอก (2) จะให้ผลดีที่สุด   วิธีการให้น้ำ นิยมให้น้ำแบบร่องคูของการปลูก ซึ่งมีระยะระหว่างต้น 20 -30 เซนติเมตร และระยะระหว่างแถว45 -60 เซนติเมตร

Continue reading

การจัดการน้ำเพื่อการปลูกถั่วเหลือง

โดย รศ. ดิเรก ทองอร่าม . ......ถั่วเหลืองเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของประเทศไทยชนิดหนึ่ง ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น น้ำมันพืช น้ำนมถั่วเหลือง อาหาร สบู่ หมึกพิมพ์ อาหารสัตว์ ......พันธุ์ถั่วเหลืองหลายพันธุ์ที่ปลูกในปัจจุบัน เช่น สจ 1 , สจ 2 , สจ 4 , สจ 5 มีอายุอยู่ระหว่าง 95 -110 วัน ปลูกในอัตรา  57 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งก่อนปลุกควรคลุกเชื้อไรโซเนียมเสียก่อน ปกติปลูกกันในเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน และ ธันวาคม - มกราคม .......ถั่วเหลืองชอบดินร่วนปนทราย มี pH ระหว่าง 5.5 - 6.5 ไม่ควรปลูกถั่วเหลืองในดินที่เป็นเกลือและเปรี้ยว ปุ๋ยที่ใช้ คือ  6-24-24 อัตรา 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้ามีการดูแลรักษาดี ผลผลิตเฉลี่ยจะได้ประมาณ 300 - 400 กิโลกรัมต่อไร่ในกรณีที่เป็นเมล็ดแห้ง แต่ถ้าเป็นถั่วแระจะได้ราว 250 - 350 กิโลกรัมต่อไร่   ความต้องการน้ำของถั่วเหลือง ......ความต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโตของถั่วเหลืองตลอดอายุมีปริมาณประมาณ 400 - 450 มิลลิเมตร หรือเฉลี่ย 3.5 - 4.5  มิลลิเมตรต่อวัน ซึ่งมีปริมาณการใช้ในช่วงต่าง ๆ ของการเจริญเติบโตโดยประมาณแสดงในภาพที่ 1 ระยะเวลาการเจริญเติบโต ตั้งตัว (1) เติบโต (2) ออกดอก(3) สร้างผลผลิต(4) แก่ (5) ระยะเวลา (วัน) 10 30 25 30 10 ปริมาณความต้องการใช้น้ำ รวม 35 120 112.5 126 35 (มิลลิเมตร) เฉลี่ยต่อวัน 3.5 4 4.5 4.5 3.5   ภาพที่ 1 ช่วงการเจริญเติบโตและปริมาณความต้องการใช้น้ำของถั่วเหลือง   การให้น้ำและผลผลิต ......ในระยะการงอกของเมล็ด จะต้องมีน้ำเพียงพอระหว่างระยะเวลาการเจริญเติบโตทางลำต้น ถ้าน้ำน้อยไปหรือมากไปจะทำ ให้เติบโตช้าลง ช่วงที่ไวต่อการขาดน้ำมากที่สุดคือ ช่วงการออกดอก (3) และช่วงการสร้างเมล็ด (4) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง ปลายของการออกดอกและช่วงสร้างเมล็ดตอนต้น ถ้าขาดน้ำจะทำให้ดอกและฝักร่วงมาก การให้น้ำหลังจากที่ขาดน้ำอย่างรุนแรงในช่วงออกดอกก็จะมีผลอย่างเดียวกันในกรณี ที่น้ำต้นทุนจำกัดหรือมีน้ำเพื่อเพาะปลูกน้อย จะประหยัดน้ำได้ โดยลดการให้น้ำในช่วงการการเติบโตทางลำต้น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเมื่อใกล้จะเก็บเกี่ยว บางครั้งอาจต้องให้น้ำก่อนปลูกเพื่อให้พืชตั้งตัวได้แข็งแรง ส่วนในตอนปลายช่วงออกดอกและ ในช่วงสร้างเมล็ดตอนต้นไม่ควรจะมีการประหยัดน้ำไว้เลย   การดูดน้ำของถั่วเหลือง ......ถ้าดินมีน้ำเพียงพอ การแผ่ขยายของรากในระยะแรกในดินที่ลึกจะค่อนข้างแข็งแรงและรวดเร็ว และมักจะรวดเร็วมากที่สุด หลังจากการเริ่มออกดอกแล้ว รากแก้วอาจจะลึกลงมาก แต่ถ้าความลึกของดินมีจำกัด รากแก้วจะสั้นแต่ออกรากทางข้างมากขึ้น การปลูกถั่วเหลืองในดินเหนียวรากถั่วเหลืองจะผ่านเข้าไปในชั้นดินที่แน่นได้เพียงเล็กน้อยโดยทั่วไปรากถั่วเหลืองจะอยู่หนาแน่น ในระยะ 0.6 เมตรชั้นบนดิน และบางที 0.3 เมตร ชั้นบนดินมีความชื้นมากพอโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนปลายช่วงการเติบโต พืชอาจจะดึงดูดในส่วนล่างของเขตรากพืชได้มาก อย่างไรก็ดีตามปกติถั่วเหลืองจะดึงดูดน้ำ 100 % จากระยะ 0.6 เมตรชั้นบน ถึงลึก 1.3 เมตร   การกำหนดการให้น้ำ ......ตามปกติการปลูกถั่วเหลืองมักจะอาศัยน้ำฝนอยู่บ้าง และใช้น้ำชลประทานเป็นส่วนเพิ่มเติม ในหลายท้องที่อาจจะให้น้ำ ชลประทานเพิ่มเติมเพียงครั้งสองครั้ง ในช่วงระยะวิกฤตก็สามารถเพิ่มผลผลิตได้มาก ถ้าให้น้ำครั้งเดียวควรจะเป็นในช่วง ออกดอกตอนปลาย ซึ่งเริ่มจะมองเห็นฝักเล็ก ๆ ถ้าให้น้ำ 2 ครั้ง ตามปกติ ครั้งแรกจะให้ก่อนเมล็ดงอกเพื่อพืชจะได้ตั้งตัว ได้เร็ว ถ้าให้น้ำ 3 ครั้ง ครั้งที่ 3 ควรจะให้ตอนต้นของการเติบโตของเมล็ดในฝักจะดีที่สุด ทั้งนี้เพราะระยะที่ถั่วเหลือง ต้องการน้ำหลังจากเติบโตคือ ออกดอกกับเริ่มเป็นฝัก ......ในทางปฏิบัติจะให้น้ำทุก 14 วันต่อครั้ง แต่ในช่วงออกดอกจะให้น้ำ 7 วันต่อครั้ง   วิธีการให้น้ำ ......การปลูกถั่วเหลืองส่วนมากนิยมให้น้ำด้วยระบบร่องคู ในการให้น้ำแบบเป็นร่องคูนี้จะมีระยะห่างระหว่างต้น 20 -25 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 1 ต้น

Continue reading