เยี่มสวนลำไยทองเจริญของ คุญอุฬาร ทองเจริญ

กล่าวนำ

 

.....จากการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “กลยุทธ์การจัดการธาตุอาหารพืชสู่รายได้ที่ยั่งยืน” เพื่อสร้าง
ความเข้าใจให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจในการจัดการดินและธาตุอาหารพืชได้อย่างเหมาะสม และ
เพื่อเผยแพร่งานวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) ทางด้านดินและปุ๋ยไม้ผลที่ได้
ดำเนินการมาแล้วสู่เกษตรกรและผู้สนใจ จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และวารสาร
เคหะการเกษตร ในวันที่ 18 - 19 สิงหาคม 2544 ณ ห้องประชุมเคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
บางเขนนั้น ผู้จัดการสัมมนาได้เชิญคุณอุฬาร ทองเจริญ เจ้าของสวนลำไยทองเจริญมาให้ความรู้
และข้อคิดเห็นในการเทคโนโลยีการจัดการดิน น้ำและปุ๋ยแก่ลำไยให้ผู้เข้ารับการสัมมนาตามที่สรุป
ได้ดังนี้

 

เริ่มต้นทำสวนลำไยเพราะใจรัก

.....สวนลำไยทองเจริญของคุณอุฬาร ทองเจริญ ตั้งอยู่ที่อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก
ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกทั้งหมดประมาณ 125 ไร่ โดยเริ่มต้นจากการทำสวนลำไยพันธุ์อีดอ ในพื้นที่
50 ไร่โดยแบ่งพื้นที่เป็น 2 แปลงเมื่อเดือนกรกฎาคม 2537 ในระยะเเรกนั้นการจัดการภายในสวน
จะใช้แรงงานคนงานทั้งหมด เช่นการให้น้ำ ใส่ปุ๋ย พ่นสารเคมีกำจัดโรคแมลงและวัชพืช แต่ปัจจุบัน
ได้หันมาใช้เครื่องทุ่นแรงเกือบทั้งหมด เช่นการใช้รถติดเครื่องตัดหญ้า มีเครื่องพ่นสารเคมีแบบ
แอร์แบลส์ (air blast) วางระบบน้ำโดยใช้หัวจ่ายน้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ และให้ปุ๋ยไปพร้อมระบบ
ให้น้ำ

.....จากการที่คุณอุฬารทำการค้าขายเป็นอาชีพหลักอยู่ที่อำเภอวังทองแต่มาทำสวนลำไยเพิ่มเป็น
อาชีพที่สองด้วยใจรักในการทำสวนทั้ง ๆ ที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านการเกษตรมาก่อนเลย แต่ด้วย
ใจรักอย่างเดียวไม่อาจทำให้การทำสวนประสบผลสำเร็จได้ง่าย ถ้าไม่สามารถฟันฝ่าอุปสรรค
ไปให้ได้

.....จากที่ไม่เคยมีความรู้เรื่องการปลูกต้นไม้เลยดังนั้นเมื่อเริ่มทำสวนลำไยจึงต้องจ้างแรงงานทุก
อย่าง เริ่มตั้งแต่การปลูกต้นลำไยในเดือนกรกฎาคมซึ่งเป็นกลางฤดูฝน ยังไม่ต้องรดน้ำให้แก่
ต้นลำไยที่ปลูก จนกระทั่งต้นลำไยตั้งตัวได้ก็เริ่มเข้าฤดูแล้ง ซึ่งเป็นช่วงปลายปี 2537-ต้นปี 2538 
จำเป็นต้องมีการให้น้ำแก่ต้นลำไย คุณอุฬารต้องช่วยลูกน้องให้น้ำโดยซื้อเครื่องยนต์ฮอนด้าธรรมดา
มาสูบน้ำจากคลองเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านข้างสวน ทำอย่างนี้อยู่ได้ 1 สัปดาห์ก็เริ่มคิดว่าถ้าหวังจะมี
รายได้จากการปลูกลำไยแต่ยังต้องลากสายยางรดน้ำซึ่งเป็นงานที่หนักมาก….จะไปไหวหรือและ
จะคุ้มทุนหรือไม่ ทำให้ต้องหาทางแก้ไขในปัญหานี้

 

ผลสำเร็จจากการให้ปุ๋ยพร้อมระบบให้น้ำ

.....คุณอุฬารมีโอกาสได้รู้จักกับคุณธวัชชัย พงษ์แตง นักวิชาการของศูนย์ส่งเสริมจักรกลการเกษตร 
จังหวัดพิษณุโลกที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการวางระบบน้ำ จึงได้ขอให้คุณธวัชชัยช่วยออกแบบ
ระบบน้ำในแปลงที่ 1 และ 2 ให้จนสำเร็จ

.....ครั้งแรกที่ใช้ระบบน้ำก็ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องปุ๋ย ก็ใช้ปุ๋ยตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน
เท่านั้น คือ ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ พอต้นลำไยย่างเข้าปีที่ 2 ก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับการให้ปุ๋ยพร้อมระบบ
น้ำจนได้รู้จักกับบริษัทเคมิราซึ่งเป็นบริษัทขายปุ๋ย เวลานั้นต้นลำไยอายุประมาณ 2.5 ปี เป็นพุ่ม
สวยแล้วและมีความสมบูรณ์ดีเพราะดูแลรักษาดี มีการพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เมื่อลำไย
แตกใบอ่อนมีความคิดว่าจะลองไว้ผลเพียงเล็กน้อยโดยไม่ได้คิดว่าจะสร้างรายได้ในปีแรกเพราะ
คิดว่าต้นยังอายุน้อย เมื่อลำไยออกดอกก็ปล่อยให้ติดผลซึ่งในขณะนั้นก็ได้ทดลองใช้ปุ๋ยทางระบบ
น้ำสำหรับการไว้ผลในปีแรกด้วย แต่เจ้าหน้าที่ของบริษัทเคมิราแนะนำให้ไว้ผลทั้งหมด จึงตัดสินใจ
ไว้ผลทั้งหมดโดยไม่มีการตัดทิ้ง ผลปรากฎว่าในปีนั้นจัดว่าเป็นปีที่โชคดีเพราะลำไยมีราคาดีคือ
ราคาเริ่มแรกที่ 75บาท/กก.และค่อย ๆ ลดลงมาจนเหลือ 65 และ 55 บาทในสัปดาห์ต่อมาตาม
ลำดับ ได้ผลผลิตในปีแรกประมาณ 6 ตัน มีรายได้ประมาณ 300,000 บาท

 

เรียนรู้การผสมปุ๋ยใช้เอง

หลังจากใช้ปุ๋ยของบริษัทเคมิราจนใกล้จะหมดแล้ว ต้นไม้ก็มีอายุมากขึ้น คุณอุฬารความคิดว่า
ถ้ายังใช้ปุ๋ยท่อสำเร็จรูปซึ่งมีราคาค่อนข้างสูงอยู่นั้นอาจจะมีมีเงินพอที่จะซื้อปุ๋ยให้แก่ต้นลำไย
ได้ทั้งสวน จึงศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องการนำแม่ปุ๋ยมาผสมใช้เอง บังเอิญได้อ่านพบคอลัมน์
เรื่องนี้ของอาจารย์ปัญจพร เลิศรัตน์ นักวิชาการเกษตรของศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีในวารสาร
เคหะการเกษตร จึงได้โทรศัพท์ติดต่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการผสมปุ๋ยเพื่อให้พร้อมระบบให้น้ำ
ด้วยตนเองจากอาจารย์ปัญจพร อาจารย์ปัญจพรได้แนะนำให้คุณอุฬารติดต่อไปหานักวิชาการที่
ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายคือ ดร. นันทรัตน์ ศุภกำเนิดเพราะอยู่ใกล้จังหวัดพิษณุโลกมากกว่า

.....ในตอนแรกนั้นยังไม่ได้สามารถให้คำแนะนำได้มากนักเนื่องจากยังไม่ได้เห็นต้นลำไยและไม่มีผล
การวิเคราะห์ดิน จนกระทั่งคุณอุฬารได้นำผลการวิเคราะห์ดินที่ได้จากสำนักวิจัยและพัฒนาการ
เกษตรเขตที่ 2 จังหวัดพิษณุโลกเป็นผู้วิเคราะห์ส่งไปให้ที่เชียงราย แต่เมื่อดร. นันทรัตน์ได้
พิจารณา
ผลการวิเคราะห์แล้วยังเห็นว่าค่าวิเคราะห์มีความแปรปรวนมากจนไม่สามารถแปลผลข้อมูล
ได้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าวิเคราะห์ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมซึ่งดินบางตัวอย่างก็มีค่า
สูงมาก บางตัวอย่างก็ไม่มีเลย ซึ่งก็คงเป็นเพราะการเก็บตัวอย่างที่ไม่ถูกต้อง จึงแนะนำให้
คุณอุฬารเก็บตัวอย่างดินให้ถูกต้องแล้วส่งผลไปให้ใหม่

.....หลังการเก็บเกี่ยวลำไยในปีแรก เมื่อต้นลำไยมีอายุ 3 ปีเต็ม ในปีต่อมาไม่ประสบความสำเร็จ
มากนักเพราะมีอุปสรรคที่เกี่ยวกับธรรมชาติเข้ามาวุ่นวาย เกิดปรากฏการณ์ เอล นิโน ทำ
ให้ลำไยไม่ออกดอก และในปีทีถัดมาก็เกิดพายุระหว่างที่ต้นลำไยกำลังติดผลอยู่ทำให้ได้
ผลผลิตไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนั้นคุณอุฬารได้มีโอกาศเข้าร่วมสัมมนาเกี่ยวกับการให้ปุ๋ยพร้อมระบบ
ให้น้ำที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในการสัมมนาครั้งนี้บริษัทเคมิราได้เชิญ ดร.ฟาฟาโดโฟลอส 
(Dr. I. Papadopoulos) หรือที่คนไทยเรียกว่า ด๊อกเตอร์จอห์น มาเป็นผู้บรรยายการให้ปุ๋ย
ทางระบบน้ำ และเจ้าหน้าที่ของบริษัทเคมิราได้พาด็อกเตอร์จอห์นมาเยี่ยมที่สวนลำไยในวันรุ่ง
ขึ้นเพราะเป็นสวนลูกค้าของบริษัท เมื่อด็อกเตอร์จอห์นได้ดูผลวิเคราะห์ดินแล้วก็แนะนำให้
เปลี่ยนมาใช้สูตร 27-21-11 ตามผลวิเคราะห์ดินในครั้งนั้น

.....ต่อมา ดร. นันทรัตน์ ศุภกำเนิดได้ปรับเปลี่ยนปริมาณการใช้ปุ๋ยให้สอดคล้องกับผลการ
วิเคราะห์ดินที่เก็บตัวอย่างไปใหม่โดยให้ผสมปุ๋ยใช้เองตามความต้องการของต้นลำไย ใน
ปีที 5 ย่างเข้าปีที่ 6 ต้นลำไยก็เริ่มโตขึ้น คุณอุฬารได้ใช้แม่ปุ๋ยมาผสมปุ๋ยใช้เองตามคำ
แนะนำ และได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการให้ปุ๋ยในปีที่ 6 โดยตั้งเป้าผลผลิต
ไว้ที่ 100 กิโลกรัม จากผลการวิเคราะห์ดิน ใบและผลลำไย พบว่า ในรอบ 1 ปี ลำ
ไยจะใช้ปุ๋ยไนโตรเจน 385 กรัม ปุ๋ยฟอสฟอรัส 175 กรัม และปุ๋ยโพแทสเซียม 
450 กรัม 
และเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณค่าปุ๋ย จึงใช้ปุ๋ย 46-0-0, 20-53-0 และ 
0-0-60 เป็นแหล่งของธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมตามลำดับ ทำการให้ปุ๋ย
ทั้งหมดแบบเฉลี่ยให้ในปริมาณที่เท่ากันในแต่ละครั้งตลอดทั้งปีโดยไม่มีการหยุดพักการให้
ปุ๋ยเลย พบว่าได้ผลผลิตในปีนั้นประมาณ 28 ตัน สิ่งที่สำคัญก็คือจากการสุ่มตรวจพบว่าคุณภาพ
ของผลลำไยดีมาก ผลมีขนาดใหญ่เกินกว่ามาตรฐานที่เคยเห็นอยู่คือประมาณ 56-58 ผล/
กิโลกรัมจะมีปัญหาบ้างคือสีผิวยังไม่ดีนักเนื่องจากมีเชื้อราที่เปลือก แม้ว่าได้ผลผลิตดีแต่มี
ปัญหาเรื่องการตลาด เพราะในปีนั้นมีสภาพอากาศหนาวเย็นมาก การผลิตลำไยของชาวสวน
โดยทั่วไปได้ผลดีจนมีผลผลิตลำไยออกมาจนล้นตลาด คุณอุฬารนำผลผลิตลำไยลงตะกร้า
จำหน่ายได้เพียงจำนวนหนึ่ง ส่วนที่เหลือส่งไปจำหน่ายที่ตลาดในท้องถิ่นและที่ตลาดไท 
ทำให้รายได้ลดลงจากราคาเริ่มแรกกิโลกรัมละ 34-35 บาทและลดต่ำลงมาจนสุดท้ายได้
ราคา 18 บาทต่อกิโลกรัม

....สำหรับปีนี้ก็ยังใช้ปุ๋ยสูตรเดิมที่ผสมเอง ตั้งโปรแกรมการจัดการโดยเริ่มจากการตัดแต่ง
ทรงพุ่ม ใส่ปุ๋ยคอกซึ่งใช้ขี้ไก่แกลบ ใส่ประมาณ 1-2 กระสอบ/ต้น ขึ้นอยู่กับขนาดของทรงพุ่ม 
ใส่ธาตุอาหารรองและจุลธาตุอาหารตามคำแนะนำเพราะตามผลวิเคราะห์ดินที่บอกว่าดินขาด
ธาตุเหล่านี้ซึ่งก็ยังเป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกมาก คุณอุฬารใช้ปุ๋ยคอปเปอร์ซัลเฟต ซิงค์ซัลเฟต 
และบอแร็กซ์ 
ไม่ให้สาหร่ายหรือฮอร์โมนอื่น ๆ รวมทั้งยกเลิกการทำโคนต้นไม้ในแปลง 
แต่ใช้วิธีการตัดหญ้าเนื่องจากได้รับการแนะนำว่าคุณสมบัติทางกายภาพของดินในสวนแย่
มาก เพราะถ้าถากโคนต้นแล้วจะส่งเสริมให้ดินแน่นขึ้นเวลาให้น้ำซึ่งคุณอุฬารพบว่าเป็น
ความจริงตามคำแนะนำนั้นเพราะใน 2-3 ปีแรกที่มีการถากโคนนั้นเมื่อมีการให้น้ำแรก ๆ 
ก็ไม่มีการไหลบ่าของน้ำแต่เมื่อให้น้ำไปนาน ๆ เพื่อให้ต้นไม้ได้กินปุ๋ยให้เพียงพอนั้นปรากฏ
ว่ามีการไหลบ่าของน้ำซึ่งพาปุ๋ยไปด้วย

 

เผยแพร่สัจธรรมการจัดการดิน น้ำ ปุ๋ยแก่เพื่อนชาวสวน

.....คุณอุฬารยังคงใช้ปุ๋ยสูตรเดิมเหมือนปีที่ผ่านมา แต่มีการดูแลและการจัดการเรื่องโรคเพิ่มขึ้น
โรคที่กลัวก็คือโรคจุดดำที่เปลือกผลซึ่งทะลุถึงผิวเปลือกด้านในทำให้คุณภาพผลผลิตไม่ดี 
ซึ่งทางสวนไม่ได้ใช้สารเคมีที่มีราคาแพงแต่อย่างใด สารที่ใช้ก็คือแคปแทน สลับกับคาร์-
เบนตาซิม
 การดูแลสวนก็ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ปริมาณการใช้ปุ๋ยก็คำนวณจากผลผลิตที่
คาดไว้ประมาณ 120 กก./ต้น เมื่อคิดเป็นปริมาณปุ๋ยที่ใช้ก็อยู่ประมาณ 2 กิโลกรัม

.....คุณอุฬารได้ชี้แจงว่า ถ้าจะถามว่าการใช้ปุ๋ยทางระบบน้ำว่าดีหรือไม่ ก็ขอตอบแบบฟันธงไปเลย
ว่าปุ๋ยทางระบบน้ำนี้ให้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด เกษตรกรควรมีการเตรียมเรื่องน้ำ และมีน้ำให้
แก่ต้นไม้เพื่อที่จะเลี้ยงผลผลิต แล้วก็จะได้ผลผลิตอย่างที่ต้องการ สวนนี้เน้นการใช้ปุ๋ยแบบ
ประหยัด สูตรปุ๋ยที่ใช้ก็จะมาจากผลการวิเคราะห์ดินเป็นหลักตามที่นักวิชาการแนะนำและมี
การปรับเปลี่ยนสูตรปุ๋ยตามความต้องการของพืชอีกครั้งหนึ่ง

.....ส่วนเรื่องที่จะถามว่าสามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยหรือไม่นั้น คุณอุฬารได้ถามจากเพื่อน
เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยทางดินโดยการหว่านปุ๋ย ทำให้ทราบว่าเกษตรกรทั่วไปใช้ปุ๋ยประมาณ 10 
กก./ปีในขณะที่สวนของคุณอุฬารใช้ปุ๋ยเพียง 2-3 กิโลกรัม (น้อยกว่า 3 เท่า) และถ้าถามว่า
ฮอร์โมนต่าง ๆ มีความจำเป็นกับต้นลำไยหรือไม่ ก็ขอตอบว่าไม่จำเป็น และที่สวนก็ไม่เคย
ได้ใช้ตามที่มีบริษัทมาโฆษณา เพราะไม่เห็นประโยชน์ของการใช้ฮอร์โมนเหล่านั้น ต้นลำไย
ที่สวนก็ดูสมบูรณ์ดีจากการให้เพียงปุ๋ยทางระบบน้ำ แต่ขอยืนยัยว่าการวิเคราะห์ดินมีประโยชน์
ต่อการทำสวนอย่างยิ่งเพราะจะทำให้ชาวสวนรู้ว่าดินที่สวนขาดอะไร และควรใช้ปุ๋ยในสัดส่วน
เท่าไร

.....เกษตรกรที่มาเยี่ยมชมสวนและเห็นว่าที่สวนประสบผลสำเร็จในการปลูกลำไย ต่างก็ถามว่า
สวนนี้ใช้ปุ๋ยอย่างไร คุณอุฬารจึงแนะนำเพื่อนเกษตรกรที่ปลูกลำไยว่าการจะใช้ปุ๋ยอะไร 
ปริมาณเท่าไรนั้นต้องเก็บตัวอย่างดินและใบมาวิเคราะห์ก่อน

.....สำหรับประโยชน์ของการให้ปุ๋ยพร้อมระบบให้น้ำคือลดค่าแรงในการให้ปุ๋ย เพราะจากเดิม
ที่ต้องเสียค่าแรงในการหว่านปุ๋ย เช่น ถ้าใช้ปุ๋ย 10 กก. ก็จะหว่านปุ๋ย 10 ครั้ง แต่เดี๋ยวนี้ไม่มี
ค่าแรงในเรื่องนี้เลย เพราะปกติก็ต้องให้น้ำแก่ต้นลำไยอยู่แล้ว และการให้ปุ๋ยพร้อมระบบน้ำ
ต้นลำไยก็ได้ปุ๋ยตามที่ต้องการ จากคำแนะนำในเอกสารการให้ปุ๋ยของนักวิชาการที่กล่าวว่า
การให้ปุ๋ยทางดินต้นไม้จะได้ปุ๋ยเพียง 45-50 % แต่การให้ด้วยระบบมินิสปริงเกลอร์จะได้ปุ๋ย
75-85 % การให้ทางระบบน้ำหยดจะได้ปุ๋ย 85-95% นั้นขอยืนยันและเชื่อตามเอกสารที่ได้
อ่านมาว่าเป็นความจริง ที่สวนให้ปุ๋ยทางระบบน้ำตั้งแต่ต้นลำไยอายุเพียง 2 ปีมาจนปัจจุบันก็
ยังให้ปุ๋ยทางระบบให้น้ำอยู่ ไม่เคยได้ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ทางดินโดยการหว่านเลยแม้แต่ครั้ง
เดียว ที่ต้องเสียค่าแรงกับการใส่ทางดินก็คือการหว่านปูนโดโลไมท์ หลังการเก็บเกี่ยวและ
การใส่หินฟอสเฟตซึ่งจะให้ฟอสฟอรัสค่อยๆละลายออกมา กับค่าแรงในการใส่ปุ๋ยคอก

.....ส่วนเรื่องการใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสในต้นไม้ที่ ดร.อิทธิสุนทร นันทกิจได้ขอให้คุณอุฬารช่วยบอกกล่าว
ให้เกษตรกรรายอื่นๆ เข้าใจว่าควรใช้เพียงเล็กน้อยตามผลการวิเคราะห์ดินและพืชนั้น ก็จะเห็น
ได้จากการที่สวนนี้ใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสน้อยลง จากที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผลผลิตลำไย 100 กิโลกรัม 
จะใช้ไนโตรเจนเพียง 385 กรัม ฟอสฟอรัส ใช้เพียง 175 กรัม และใช้โพแทสเซียมเพียง 
450 กรัม ถ้าเทียบเป็นเรโชก็จะเห็นชัดเจนว่ามีค่าประมาณ 4 : 2.5 : 7 
ซึ่งเป็นสัดส่วน
ปุ๋ยที่ใช้ในสวนนี้มาเป็นปีที่ 3 แล้ว และผลผลิตลำไยในปีนี้ก็ได้มาประมาณ 40 ตัน ซึ่งยังไม่ใช่
ผลผลิตทั้งหมดของทั้งสวน

 

การผลิตลำไยนอกฤดูกาลที่ไม่ต้องพึงพาสารเคมี

.....เนื่องจากราคาลำไยปีที่แล้วไม่ดีก็เลยทำลำไยนอกฤดูในปีนี้ โดยทำในแปลงที่ 1, 2 และ 4 
ทำเป็น 3 รุ่น โดยดูจากความสมบูรณ์ของชุดใบใหม่เป็นหลัก ราคาผลผลิตปีนี้ดี เพราะคุณภาพ
ของผลลำไยปีนี้ดีมาก ดีโดยไม่ต้องใช้ฮอร์โมนช่วยเลย จะให้ปุ๋ยพร้อมระบบให้น้ำ และปุ๋ยพ่น
ทางใบที่ผสมใช้เอง คือ 13-0-46, 0-52-34 และ 46-0-0 มาผสมใช้แทนปุ๋ยเกล็ดสูตรสำเร็จ
รูปที่ขายเป็นการค้า ซึ่งปุ๋ยทางใบนั้นจะใช้พ่นแก่ต้นลำไยที่ติดดกโดยผสมไปกับสารเคมีป้องกัน
กำจัดโรคและแมลง

 

ปัญหาและอุสรรค

.....ถ้าถามว่าการทำสวนลำไยประสบผลสำเร็จไหม ก็คงตอบว่ายังไม่ประสบผลสำเร็จนักเพราะยัง
ต้องสู้กับธรรมชาติ อุปสรรคก็มาก แมลงที่มารบกวนเยอะมาก ในปีนี้มีเพลี้ยหอยซึ่งปราบยาก
มาก และเนื่องจากปีนี้ทำการผลิตลำไยหลายรุ่น จังหวะของการออกดอก และการแตกชุดใบ
ใหม่ไม่ตรงกัน ทำให้แมลงมีที่อาศัยเยอะ ปีนี้เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็ต้องปราบแมลงอย่างหนัก

.....สำหรับค่าจ้างแรงงานในปัจจุบันกับการทำสวนลำไยประมาณ 80 ไร่ สวนลิ้นจี่ซึ่งปลูกไปแล้ว 
และสวนส้มที่จะทำในพื้นที่ประมาณ 40 ไร่ นั้น ใช้แรงงานเพียง 2 ครอบครัว ครอบครัวละ 2 
คนเท่านั้น ที่เหลือจะเป็นแรงงานข้างนอกที่จ้างมาเสริมเป็นครั้งคราว แรงงานนอกเอามาใช้
ตัดหญ้า และค้ำต้นไม้ ไม่มีแรงงานถากหญ้า และใส่ปุ๋ย ค่าแรงงานหนักที่สุดตอนเก็บเกี่ยว
ผลผลิตซึ่งตกประมาณ 2 บาท/กิโลกรัม ซึ่งจัดว่าสูงมาก

 

ข้อคิดและของฝากจากเจ้าของสวน

.....คุณอุฬาร ทองเจริญให้ข้อคิดในการจัดการภายในสวนว่า 
1) ไม่ใช้ปุ๋ยราคาแพง แต่ผสมปุ๋ยใช้เอง 
2) ไม่ใช้ฮอร์โมนเพราะราคาแพง แต่ผสมปุ๋ยทางใบใช้เอง และ 3
3 ) ใช้แรงงานตามความจำเป็น

นอกจากนี้คุณอุฬารยังฝากบอกชาวสวนทั่วไปว่า

  1. รู้จักการวิเคราะห์ดิน/ใบพืช เพื่อให้รู้จักสถานะภาพของดินและต้นไม้ก่อนการให้ปุ๋ย

  2. กล้าเข้าหานักวิชาการ กล้าถาม เพราะเชื่อว่านักวิชาการไม่ปิดบัง และไม่หวงวิชา

  3. เอาใจใส่ต้นไม้ในสวน

เชื่อว่า ถ้าทำได้ตามที่กล่าวมานี้จะประสบความสำเร็จในการผลิตอย่างแน่นอน