เยี่ยมสวนส้มแสงอรุณของคุณสีระศิลป์ ไชยมงคล

1 ข้อมูลทั่วไป .....สวนแสงอรุณ ของคุณสีระศิลป์ ไชยมงคล ตั้งอยู่ที่หมู่ 7 บ้านภูนกเขียน ตำบลหนองบัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จ. ชัยภูมิ 36210 โทร (044) 872261, 01-2661784 พื้นที่ทำสวน 70 ไร่แบ่งออกเป็นแปลงย่อย 3 แปลง ใช้ระยะปลูก 4 x 6 เมตร อยู่ห่างจากจังหวัดชัยภูมิประมาณ  80 กิโลเมตรและ อยู่ห่างจากจังหวัดกรุงเทพฯ ประมาณ 380 กิโลเมตร .....คุณสีระศิลป์ ไชยมงคล ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรการออกแบบระบบให้น้ำระบบประหยัดแก่ พืช หลักสูตรการจัดการดิน น้ำและปุ๋ยเพื่อการทำสวนเชิงธุรกิจรุ่นเดียวกับคุณสรยุทธ สารสิริรัตน์ เจ้าของสวนส้มเวียงทองที่เชียงรายที่ มสธ มาแล้ว 2 ข้อมูลการผลิต .....เริ่มปลูกเมื่อกันยายน 2542 ปัจจุบันต้นส้มมีอายุ 2.7 ปี (ปลูกพร้อม ๆ กับส้มทรายทอง ของสวนส้มเวียงทองของคุณสรยุทธ สารสิริรัตน์ที่จังหวัดเชียงราย) .....สภาพพื้นที่เป็นที่เนินลาดตามเชิงเขาประมาณ 5 % .....ลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทราย .....แหล่งน้ำ ใช้น้ำฝนและน้ำบาดาลลึก 60 เมตร .....ดินมี pH 6.5 ส่วนน้ำมี pH 7.2 .....เริ่มปลูกหลังจากที่ได้มารับการอบรมหลักสูตรการออกแบบระบบให้น้ำระบบประหยัดแก ่พืช 1 ปี จึงได้ส่งตัวอย่างดินและใบไปวิเคราะห์ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายตั้งแต่เดือนกันยายน  2544 มาแล้ว 3 ครั้ง ขณะนี้กำลังดูลักษณะการใช้ปุ๋ยหรือ Trend อยู่ 3 สภาพการจัดการการผลิต .....ขณะนี้เริ่มให้ผลผลิตแล้ว 1 แปลง ประมาณ 1,500 ต้น 4 เป้าหมายการผลิต .....กำหนดเป้าหมายการผลิตแบบนอกฤดูกาลหรือให้ส้มสามารถเก็บเกี่ยวในช่วงที่ต้องการขณะ ที่อยู่ช่วงตรุษจีนนี้ (มกราคม-กุมภาพันธ์) สามารถเก็บเก็บผลผลิตได้บ้างคือประมาณ 20 กก./ต้น คาดหวังว่าจะเก็บผลผลิตได้มากขึ้นในเดือนพฤษภาคมโดยคาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 6 ตัน  (จากส้ม 1,500 ต้น)

Continue reading

เยี่ยมสวนส้มอู่ไพฑูรย์

1 ข้อมูลทั่วไป .....สวนส้มอู่ไพฑูรย์ ของคุณโสมนัส อู่ไพฑูรย์ มีสายเลือดทำสวนส้มมาโดยกำเหนิด เดิมทำสวน ส้มเขียวหวานอยู่ที่ อ. หนองเสือ จ. ปทุมธานี สวนส้มตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 12 ตำบลตาคี อำเภอตาคี  นครสวรรค์ (โทร 01-8057615) มีพื้นที่ประมาณ 160 ไร่เป็นพื้นที่เช่าทำสัญญา 15 ปีในอัตรา ไร่ละ 1,500 บาทโดยเสียค่าเช่าที่ล่วงหน้า 5 ปี ปลูกส้มโชกุนในสภาพไร่ 40 ไร่ระยะปลูก 3 x6 เมตรมีส้มรวม 2,000 ต้น นอกนั้นเป็นส้มเขียวหวานในสภาพสวน ในพื้นที่ 120 ไร่ใช้ระยะปลูก  3 x7 เมตร จะมีส้ม 8,000 ต้น สวนตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดนครสวรรค์ประมาณ 60 กม. และอยู่ ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 240 กม. เริ่มบุกเบิกพื้นที่เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2543 แล้วเริ่มปลูก เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2543 และปลูกจนปลูกเต็มพื้นที่เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2543 .....คุณโสมนัส อู่ไพฑูรย์ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรการออกแบบระบบให้น้ำระบบประหยัดแก่พืช  หลักสูตรการจัดการดิน น้ำและปุ๋ยเพื่อการทำสวนเชิงธุรกิจที่ มสธ มาแล้ว และเป็นผู้ที่เข้าใจ และมีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการออกแบบ การติดตั้งระบบน้ำและการ ให้ปุ๋ยพร้อมระบบให้น้ำเป็นอย่างดี ดังนั้นสวนอู่ไพฑูรย์ที่คุณโสมนัสเป็นผู้ดูแลจึงเป็นสวน ัตวอย่างสำหรับผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการจัดการดิน น้ำและปุ๋ยเพื่อการทำสวนเชิงธุรกิจ รุ่นต่อมาเสมอ   2 ข้อมูลการผลิต .....สภาพพื้นที่เป็นที่ลาดตามเชิงเขา ลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทราย .....แหล่งน้ำ ที่ใช้คือน้ำจากคลองระพีพัฒน์ของกรมชลประทาน จะมีน้ำไหลตลอดปี โดยการ สูบน้ำจากคลองใส่บ่อสำรองน้ำที่ขุดไว้ก่อนส่งไปให้แก่ส้ม ดินและน้ำเป็นด่าง เดิมดินมี  pH 8.0 ขณะนี้ลดลงเหลือ 6.9 ส่วนน้ำมี pH 7.8 .....ในเดือนกรกฎาคม 2544 ดร. นันทรัตน์ ศุภกำเนิดและ ดร. อิทธิสุนทร นันทกิจ ได้ไปเยี่ยมสวนแนะนำในวิเคราะห์ดินและเก็บไปส้มวิเคราะห์ โดยทำเครื่องหมายโดยใช้โบว์ สีแดง/เขียนผูกไปเพื่อเก็บใบจนครบหนึ่งปีโดยเก็บใบอ่อนไปจนถึงไปแก่จัด ขณะนี้ได้เก็บ ตัวอย่างใบพืชส่งไปวิเคราะห์เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2544 ส่วนตัวอย่างดินไม่สามารถเก็บ ได้เนื่องจากฝนตกตลอด2 เดือนที่ผ่านมา     3 สภาพการจัดการการผลิต .....ขณะนี้กำลังจัดการเพื่อให้ออกลูกเป็นครั้งแรก แต่มีปัญหาในการจัดการคือมีฝนตกตลอด เวลา 2 เดือนดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงพ่นปุ๋ยทางใบที่มีตัวกลางสูงคือสูตร 10-52-10 ในอัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (ปีบ) เพื่อไม่ให้ส้มแตกใบอ่อน เป็นต้น 4 เป้าหมายการผลิต .....ขณะนี้ส้มกำลังออกดอก กำหนดเป้าหมายการผลิตแบบนอกฤดูกาลหรือให้ส้มสามารถ เก็บเกี่ยวในช่วงที่ต้องการคือ ต้องการให้เก็บเกี่ยวได้ตรงกับหลังสาร์ทจีนคือเดือนกันยายน  2545 5 ปัญหา อุปสรรคและการแก้ไข .....แปลงส้มโชกุนได้รับความเสียหานจากโรคซึ่งขณะนี้สามารถแก้ไขได้แล้ว กำลังวางแผนการให้น้ำเหนือทรงพุ่มเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอุณหภูมิและความชื้น ภาพที่ 1 การปลูกส้มโชกุนในสภาพสวนของสวนอู่ไพฑูรย์ ภาพที่ 2 การปลูกส้มโชกุนในสภาพไร่ของสวนอู่ไพฑูรย์

Continue reading

เยี่ยมสวนส้มเวียงทองของคุณสรยุทธ สารสิริรัตน์

1 ข้อมูลทั่วไป .....คุณสรยุทธ สารสิริรัตน์ มีสายเลือดทำสวนมาโดยกำเนิด จบปริญญาตรีทางการเกษตร จากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี 2530 เดิมทำสวนส้มอยู่ที่ 20/1 หมู่ที่ 7 ถนน บางขันธ์-คลองหลวงตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง ปทุมธานี 12120 .....คุณสรยุทธ สารสิริรัตน์ ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรการออกแบบระบบให้น้ำระบบประหยัด แก่พืช หลักสูตรการจัดการดิน น้ำและปุ๋ยเพื่อการทำสวนเชิงธุรกิจที่ มสธ มาแล้ว ปัจจุบันได้ขึ้นไปทำสวนส้มสายน้ำผึ้งที่บ้านโป่งเทวี เลขที่ 135 หมู่ 2 ตำบลบ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย 57170 มีพื้นที่ 300 ไร่ ใช้ระยะปลูก 7 x 3.5 เมตร อยู่ห่างจากจังหวัดเชียงรายประมาณ 90 กิโลเมตรและ อยู่ห่างจากจังหวัดกรุงเทพฯ ประมาณ 770 กิโลเมตร โทร 01-6665860, 02-5240499 2 ข้อมูลการผลิต เริ่มปลูก เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2542 สภาพพื้นที่ เป็นที่ลาดตามเชิงเขา  พื้นที่สูงกว่าน้ำทะเล ประมาณ - เมตร ลักษณะดินเป็นดินร่วนเหนียวปนทราย แหล่งน้ำ ใช้น้ำบ่อที่ขุดไว้ 4 บ่อ พื้นที่รวม 12 ไร่ ดินมี pH 5.5 ส่วนน้ำมี pH 7.0 ให้ปุ๋ยพร้อมระบบให้น้ำมาหลังจากปลูกได้ 5 เดือน .....ดร.นันทรัตน์ ศุภกำเนิดไปเยี่ยมชมที่สวนหลายครั้งหลังจากที่ได้มารับการอบรมหลักสูตร การออกแบบระบบให้น้ำระบบประหยัดแก่พืช 1 ปี จึงได้ส่งตัวอย่างดินและใบไปวิเคราะห์ตั้งแต่ เดือนมิถุนายน 2544 ขณะนี้กำลังพิจารณาดูลักษณะการให้ปุ๋ยหรือลักษณะการกินปุ๋ยของพืช (โดยการเก็บตัวอย่างส่งทุกเดือนเพื่อดูลักษณะการใช้ปุ๋ยของส้ม) 3 สภาพการจัดการการผลิต .....ขณะนี้เริ่มให้ผลผลิตแล้วประมาณ 160 ไร่ อันเป็นต้นที่ปลูกก่อน 4 เป้าหมายการผลิต .....กำหนดเป้าหมายการผลิตแบบนอกฤดูกาลหรือให้ส้มสามารถเก็บเกี่ยวในช่วงที่ต้องการคือ  คาดว่าต้นหนึ่งจะให้ผลผลิตประมาณ 20 กก./ต้น/ปี โดยคาดหวังว่าจะเก็บได้ตอนเชงเม้งต้นปี 2545 (เมษายน-พฤษภาคม) คาดว่าจะเริ่มเก็บเกี่ยวจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2544 และจะเก็บเกี่ยวได้มากตอนเดือนพฤษภาคม 2545 .....อย่างไรก็ตามจากการที่ส้มทรายทองรุ่นแรกที่เริ่มให้ผลผลิตมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544  มานี้จะให้ผลไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2545 นั้น คาดว่าต้นหนึ่งจะให้ผลผลิตประมาณ 20 กก./ต้น ส่วนส้มปีสองคาดว่าจะเก็บได้ในเดือนธันวาคม 2545 หรือมกราคม 2546 นั้นคาดว่าจะได้ต้นละ 45 กิโลกรัม 5 ปัญหา อุปสรรคและการแก้ไข .....แม้ว่าส้มทรายทองที่ให้ผลผลิตในรุ่นแรกให้สีผิวที่สวยงามดีมากแต่ยังมีปัญหาที่รสชาติและ ลักษณะของผิวยังไม่ได้ตามที่ต้องการ ขณะนี้กำลังแก้ไขโดยการปรับแก้สูตรปุ๋ยโดยใช้ผลการ วิเคราะห์ธาตุอาหารเป็นหลักในการใช้ปรับแก้ เนื่องจากมีให้ปุ๋ยพร้อมระบบให้น้ำมาหลังจาก ปลูกได้ 5 เดือนดังนั้นจึงมั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นในรุ่นต่อไป .....ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องการให้น้ำซึ่งได้ใช้ความรู้จากการอบรมไปใช้ในการจัดการ เช่นการควบคุมพื้นที่วงเปียกในการให้น้ำ โดยการลดรัศมีพื้นที่วงเปียกให้สอดคล้องกับอายุของ ต้นส้มทำให้สามารถลดปริมาณน้ำลงหนึ่งในสามของการใช้น้ำของชาวสวนทั่วไป ทำให้ประหยัดน้ำ ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขุดบ่อน้ำสำรองได้เป็นอย่างดี   ภาพที่ 1 แหล่งน้ำเพื่อการทำสวนส้มสายน้ำผึ้งของสวนวังทอง   ภาพที่ 2 ส้มสายน้ำผึ้งอายุ 25 เดือนของสวนส้มวังทอง

Continue reading

เยี่ยมสวนส้มวังน้ำอุ่นของคุณสมเกียรติ ปิติวิทยากุล

 ข้อมูลทั่วไป .....สวนส้มวังน้ำอุ่นของคุณสมเกียรติ ปิติวิทยากุล หรือที่ทุก ๆ คนทั่วไปรู้จักกันในนามของ  “เฮียกัง” เป็นผู้ทำสวนส้มมานานพร้อมทั้งจำหน่ายพันธุ์กิ่งส้มปลอดโรคที่รังสิต .....แต่สวนส้มวังน้ำอุ่นเป็นสวนที่ปลูกส้มโชกุลและส้มเขียวหวานของคุณสมเกียรติ ปิติวิทยากุล  แปลงใหม่นี้มีพื้นที่ประมาณ 300 ไร่ ปลูกส้มประมาณ 15,000 ต้น โดยใช้ระยะปลูก 4 x 8  เมตร ตั้งอยู่ที่เลขที่ 31 หมู่ 6 ตำบลแก่งศรีภูมิ อำเภอภูหลวง จ. เลย 42230 อยู่ห่างจาก ตัวจังหวัด 50 กม. อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 460 กม. .....คุณสมเกียรติ ปิติวิทยากุลได้ผ่านการอบรมหลักสูตรการจัดการดิน น้ำและปุ๋ยเพื่อการทำ สวนเชิงธุรกิจรุ่นที่ 1 ที่ มสธ มาแล้ว 2 ข้อมูลการผลิต .....สภาพพื้นที่เป็นที่ลาดตามเชิงเขา พื้นที่สูงกว่าน้ำทะเลประมาณ 480 เมตร ดินเป็นส่วน ปนหิน, ส่วนปนทราย เหนียวปนทราย แหล่งน้ำ ที่ใช้คือแม่น้ำเลย ที่ มีน้ำไหลตลอดปีดินและน้ำ เป็นด่าง pHดิน 6.5-8.0 pH น้ำ 7.5-8.0 ค่า EC 800 แก้ไขโดยสูบน้ำใส่บ่อเพื่อให้ตก ตะกอนก่อนใช้ เริ่มบุกเบิกพื้นที่เมื่อ ปี 2541 แล้วเริ่มปลูกเมื่อปี 2542 และปลูกจนปลูก เต็มพื้นที่ในปี 2543 .....ในช่วงปลายปี 2543 ดร. นันทรัตน์ ศุภกำเนิดและ ดร. อิทธิสุนทร นันทกิจ ได้ไปเยี่ยมสวน ในเดือนพฤศจิกายน 2543 แนะนำในวิเคราะห์ดินและเก็บไปส้มวิเคราะห์ โดยทำเครื่องหมาย โดยใช้โบว์สีแดง/เขียนผูกไปเพื่อเก็บใบจนครบหนึ่งปีโดยเก็บใบอ่อนไปจนถึงไปแก่จัด .....ขณะนี้เมื่อทราบผลการวิเคราะห์จากดร. นันทรัตน์ ศุภกำเนิดแล้วก็นำผลการวิเคราะห์ มาปรับปรุงปริมาณปุ๋ยที่ให้ เช่น เมื่อรู้ว่าธาตุอาหารพืชธาตุใดขาดก็จะให้ธาตุอาหารพืชตัวนั้น ลงไปในดินคือเสริมธาตุตัวที่หายไปจึงทำให้ส้มดีขึ้น   3 สภาพการจัดการการผลิต .....ขณะนี้กำลังจัดการเพื่อให้ออกลูก แต่มีปัญหาในการจัดการคือมีฝนตกตลอดเวลา จึงพ่น สูตร 0-25-35 ทางใบในอัตรา 40-50 ซีซี ต่อปีบเพื่อไม่ให้ส้มแตกใบอ่อน เป็นต้น     4 เป้าหมายการผลิต .....กำหนดเป้าหมายการผลิตแบบนอกฤดูกาลหรือให้ส้มสามารถเก็บเกี่ยวในช่วงที่ต้องการ  เช่น 1) ต้องการให้เก็บเกี่ยวได้ตรงกับสาร์ทจีนเดือน (สิงหาคม) เนื่องจากมีราคาดี ตั้งแต่ 7 กรกฎาคม- ปลายเดือนสิงหาคม หรือ 2) ถ้าพลาดในช่วงดังกล่าว ก็จะทำให้ออกดอกกลาง เดือนมีนาคมแล้วยืดอายุ 12 เดือน เพื่อให้เก็บเกี่ยวได้ก่อนตรุษจีนครึ่งเดือน (แล้วคลุมช่วง ตรุษจีน)คือ มกราคม และ กุมภาพันธ์ จนถึงมีนาคม ภาพที่ 1 คุณสมเกียรติ ปิติวิทยากุลกับส้มที่สวนส้มวังน้ำอุ่น ภาพที่ 2 สภาพการเจริญเติบโตของส้มที่สวนส้มวังน้ำอุ่น  

Continue reading

เยี่มสวนลำไยทองเจริญของ คุญอุฬาร ทองเจริญ

กล่าวนำ   .....จากการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “กลยุทธ์การจัดการธาตุอาหารพืชสู่รายได้ที่ยั่งยืน” เพื่อสร้าง ความเข้าใจให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจในการจัดการดินและธาตุอาหารพืชได้อย่างเหมาะสม และ เพื่อเผยแพร่งานวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) ทางด้านดินและปุ๋ยไม้ผลที่ได้ ดำเนินการมาแล้วสู่เกษตรกรและผู้สนใจ จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และวารสาร เคหะการเกษตร ในวันที่ 18 - 19 สิงหาคม 2544 ณ ห้องประชุมเคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  บางเขนนั้น ผู้จัดการสัมมนาได้เชิญคุณอุฬาร ทองเจริญ เจ้าของสวนลำไยทองเจริญมาให้ความรู้ และข้อคิดเห็นในการเทคโนโลยีการจัดการดิน น้ำและปุ๋ยแก่ลำไยให้ผู้เข้ารับการสัมมนาตามที่สรุป ได้ดังนี้   เริ่มต้นทำสวนลำไยเพราะใจรัก .....สวนลำไยทองเจริญของคุณอุฬาร ทองเจริญ ตั้งอยู่ที่อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกทั้งหมดประมาณ 125 ไร่ โดยเริ่มต้นจากการทำสวนลำไยพันธุ์อีดอ ในพื้นที่ 50 ไร่โดยแบ่งพื้นที่เป็น 2 แปลงเมื่อเดือนกรกฎาคม 2537 ในระยะเเรกนั้นการจัดการภายในสวน จะใช้แรงงานคนงานทั้งหมด เช่นการให้น้ำ ใส่ปุ๋ย พ่นสารเคมีกำจัดโรคแมลงและวัชพืช แต่ปัจจุบัน ได้หันมาใช้เครื่องทุ่นแรงเกือบทั้งหมด เช่นการใช้รถติดเครื่องตัดหญ้า มีเครื่องพ่นสารเคมีแบบ แอร์แบลส์ (air blast) วางระบบน้ำโดยใช้หัวจ่ายน้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ และให้ปุ๋ยไปพร้อมระบบ ให้น้ำ .....จากการที่คุณอุฬารทำการค้าขายเป็นอาชีพหลักอยู่ที่อำเภอวังทองแต่มาทำสวนลำไยเพิ่มเป็น อาชีพที่สองด้วยใจรักในการทำสวนทั้ง ๆ ที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านการเกษตรมาก่อนเลย แต่ด้วย ใจรักอย่างเดียวไม่อาจทำให้การทำสวนประสบผลสำเร็จได้ง่าย ถ้าไม่สามารถฟันฝ่าอุปสรรค ไปให้ได้ .....จากที่ไม่เคยมีความรู้เรื่องการปลูกต้นไม้เลยดังนั้นเมื่อเริ่มทำสวนลำไยจึงต้องจ้างแรงงานทุก อย่าง เริ่มตั้งแต่การปลูกต้นลำไยในเดือนกรกฎาคมซึ่งเป็นกลางฤดูฝน ยังไม่ต้องรดน้ำให้แก่ ต้นลำไยที่ปลูก จนกระทั่งต้นลำไยตั้งตัวได้ก็เริ่มเข้าฤดูแล้ง ซึ่งเป็นช่วงปลายปี 2537-ต้นปี 2538  จำเป็นต้องมีการให้น้ำแก่ต้นลำไย คุณอุฬารต้องช่วยลูกน้องให้น้ำโดยซื้อเครื่องยนต์ฮอนด้าธรรมดา มาสูบน้ำจากคลองเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านข้างสวน ทำอย่างนี้อยู่ได้ 1 สัปดาห์ก็เริ่มคิดว่าถ้าหวังจะมี รายได้จากการปลูกลำไยแต่ยังต้องลากสายยางรดน้ำซึ่งเป็นงานที่หนักมาก….จะไปไหวหรือและ จะคุ้มทุนหรือไม่ ทำให้ต้องหาทางแก้ไขในปัญหานี้   ผลสำเร็จจากการให้ปุ๋ยพร้อมระบบให้น้ำ .....คุณอุฬารมีโอกาสได้รู้จักกับคุณธวัชชัย พงษ์แตง นักวิชาการของศูนย์ส่งเสริมจักรกลการเกษตร  จังหวัดพิษณุโลกที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการวางระบบน้ำ จึงได้ขอให้คุณธวัชชัยช่วยออกแบบ ระบบน้ำในแปลงที่ 1 และ 2 ให้จนสำเร็จ .....ครั้งแรกที่ใช้ระบบน้ำก็ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องปุ๋ย ก็ใช้ปุ๋ยตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน เท่านั้น คือ ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ พอต้นลำไยย่างเข้าปีที่ 2 ก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับการให้ปุ๋ยพร้อมระบบ น้ำจนได้รู้จักกับบริษัทเคมิราซึ่งเป็นบริษัทขายปุ๋ย เวลานั้นต้นลำไยอายุประมาณ 2.5 ปี เป็นพุ่ม สวยแล้วและมีความสมบูรณ์ดีเพราะดูแลรักษาดี มีการพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เมื่อลำไย แตกใบอ่อนมีความคิดว่าจะลองไว้ผลเพียงเล็กน้อยโดยไม่ได้คิดว่าจะสร้างรายได้ในปีแรกเพราะ คิดว่าต้นยังอายุน้อย เมื่อลำไยออกดอกก็ปล่อยให้ติดผลซึ่งในขณะนั้นก็ได้ทดลองใช้ปุ๋ยทางระบบ น้ำสำหรับการไว้ผลในปีแรกด้วย แต่เจ้าหน้าที่ของบริษัทเคมิราแนะนำให้ไว้ผลทั้งหมด จึงตัดสินใจ ไว้ผลทั้งหมดโดยไม่มีการตัดทิ้ง ผลปรากฎว่าในปีนั้นจัดว่าเป็นปีที่โชคดีเพราะลำไยมีราคาดีคือ ราคาเริ่มแรกที่ 75บาท/กก.และค่อย ๆ ลดลงมาจนเหลือ 65 และ 55 บาทในสัปดาห์ต่อมาตาม ลำดับ ได้ผลผลิตในปีแรกประมาณ 6 ตัน มีรายได้ประมาณ 300,000 บาท   เรียนรู้การผสมปุ๋ยใช้เอง หลังจากใช้ปุ๋ยของบริษัทเคมิราจนใกล้จะหมดแล้ว ต้นไม้ก็มีอายุมากขึ้น คุณอุฬารความคิดว่า ถ้ายังใช้ปุ๋ยท่อสำเร็จรูปซึ่งมีราคาค่อนข้างสูงอยู่นั้นอาจจะมีมีเงินพอที่จะซื้อปุ๋ยให้แก่ต้นลำไย ได้ทั้งสวน จึงศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องการนำแม่ปุ๋ยมาผสมใช้เอง บังเอิญได้อ่านพบคอลัมน์ เรื่องนี้ของอาจารย์ปัญจพร เลิศรัตน์ นักวิชาการเกษตรของศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีในวารสาร เคหะการเกษตร จึงได้โทรศัพท์ติดต่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการผสมปุ๋ยเพื่อให้พร้อมระบบให้น้ำ ด้วยตนเองจากอาจารย์ปัญจพร อาจารย์ปัญจพรได้แนะนำให้คุณอุฬารติดต่อไปหานักวิชาการที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายคือ ดร. นันทรัตน์ ศุภกำเนิดเพราะอยู่ใกล้จังหวัดพิษณุโลกมากกว่า .....ในตอนแรกนั้นยังไม่ได้สามารถให้คำแนะนำได้มากนักเนื่องจากยังไม่ได้เห็นต้นลำไยและไม่มีผล การวิเคราะห์ดิน จนกระทั่งคุณอุฬารได้นำผลการวิเคราะห์ดินที่ได้จากสำนักวิจัยและพัฒนาการ เกษตรเขตที่ 2 จังหวัดพิษณุโลกเป็นผู้วิเคราะห์ส่งไปให้ที่เชียงราย แต่เมื่อดร. นันทรัตน์ได้ พิจารณา ผลการวิเคราะห์แล้วยังเห็นว่าค่าวิเคราะห์มีความแปรปรวนมากจนไม่สามารถแปลผลข้อมูล ได้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าวิเคราะห์ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมซึ่งดินบางตัวอย่างก็มีค่า สูงมาก บางตัวอย่างก็ไม่มีเลย ซึ่งก็คงเป็นเพราะการเก็บตัวอย่างที่ไม่ถูกต้อง จึงแนะนำให้ คุณอุฬารเก็บตัวอย่างดินให้ถูกต้องแล้วส่งผลไปให้ใหม่ .....หลังการเก็บเกี่ยวลำไยในปีแรก เมื่อต้นลำไยมีอายุ 3 ปีเต็ม ในปีต่อมาไม่ประสบความสำเร็จ มากนักเพราะมีอุปสรรคที่เกี่ยวกับธรรมชาติเข้ามาวุ่นวาย เกิดปรากฏการณ์ เอล นิโน ทำ ให้ลำไยไม่ออกดอก และในปีทีถัดมาก็เกิดพายุระหว่างที่ต้นลำไยกำลังติดผลอยู่ทำให้ได้ ผลผลิตไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ในช่วงนั้นคุณอุฬารได้มีโอกาศเข้าร่วมสัมมนาเกี่ยวกับการให้ปุ๋ยพร้อมระบบ ให้น้ำที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในการสัมมนาครั้งนี้บริษัทเคมิราได้เชิญ ดร.ฟาฟาโดโฟลอส  (Dr. I. Papadopoulos) หรือที่คนไทยเรียกว่า ด๊อกเตอร์จอห์น มาเป็นผู้บรรยายการให้ปุ๋ย ทางระบบน้ำ และเจ้าหน้าที่ของบริษัทเคมิราได้พาด็อกเตอร์จอห์นมาเยี่ยมที่สวนลำไยในวันรุ่ง ขึ้นเพราะเป็นสวนลูกค้าของบริษัท เมื่อด็อกเตอร์จอห์นได้ดูผลวิเคราะห์ดินแล้วก็แนะนำให้ เปลี่ยนมาใช้สูตร 27-21-11 ตามผลวิเคราะห์ดินในครั้งนั้น .....ต่อมา ดร. นันทรัตน์ ศุภกำเนิดได้ปรับเปลี่ยนปริมาณการใช้ปุ๋ยให้สอดคล้องกับผลการ วิเคราะห์ดินที่เก็บตัวอย่างไปใหม่โดยให้ผสมปุ๋ยใช้เองตามความต้องการของต้นลำไย ใน ปีที 5 ย่างเข้าปีที่ 6 ต้นลำไยก็เริ่มโตขึ้น คุณอุฬารได้ใช้แม่ปุ๋ยมาผสมปุ๋ยใช้เองตามคำ แนะนำ และได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการให้ปุ๋ยในปีที่ 6 โดยตั้งเป้าผลผลิต ไว้ที่ 100 กิโลกรัม จากผลการวิเคราะห์ดิน ใบและผลลำไย พบว่า ในรอบ 1 ปี ลำ ไยจะใช้ปุ๋ยไนโตรเจน 385 กรัม ปุ๋ยฟอสฟอรัส 175 กรัม และปุ๋ยโพแทสเซียม  450 กรัม และเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณค่าปุ๋ย จึงใช้ปุ๋ย 46-0-0, 20-53-0 และ  0-0-60 เป็นแหล่งของธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมตามลำดับ ทำการให้ปุ๋ย ทั้งหมดแบบเฉลี่ยให้ในปริมาณที่เท่ากันในแต่ละครั้งตลอดทั้งปีโดยไม่มีการหยุดพักการให้ ปุ๋ยเลย พบว่าได้ผลผลิตในปีนั้นประมาณ 28 ตัน สิ่งที่สำคัญก็คือจากการสุ่มตรวจพบว่าคุณภาพ ของผลลำไยดีมาก ผลมีขนาดใหญ่เกินกว่ามาตรฐานที่เคยเห็นอยู่คือประมาณ 56-58 ผล/ กิโลกรัมจะมีปัญหาบ้างคือสีผิวยังไม่ดีนักเนื่องจากมีเชื้อราที่เปลือก แม้ว่าได้ผลผลิตดีแต่มี ปัญหาเรื่องการตลาด เพราะในปีนั้นมีสภาพอากาศหนาวเย็นมาก การผลิตลำไยของชาวสวน โดยทั่วไปได้ผลดีจนมีผลผลิตลำไยออกมาจนล้นตลาด คุณอุฬารนำผลผลิตลำไยลงตะกร้า จำหน่ายได้เพียงจำนวนหนึ่ง ส่วนที่เหลือส่งไปจำหน่ายที่ตลาดในท้องถิ่นและที่ตลาดไท  ทำให้รายได้ลดลงจากราคาเริ่มแรกกิโลกรัมละ 34-35 บาทและลดต่ำลงมาจนสุดท้ายได้ ราคา 18 บาทต่อกิโลกรัม ....สำหรับปีนี้ก็ยังใช้ปุ๋ยสูตรเดิมที่ผสมเอง ตั้งโปรแกรมการจัดการโดยเริ่มจากการตัดแต่ง ทรงพุ่ม ใส่ปุ๋ยคอกซึ่งใช้ขี้ไก่แกลบ ใส่ประมาณ 1-2 กระสอบ/ต้น ขึ้นอยู่กับขนาดของทรงพุ่ม  ใส่ธาตุอาหารรองและจุลธาตุอาหารตามคำแนะนำเพราะตามผลวิเคราะห์ดินที่บอกว่าดินขาด ธาตุเหล่านี้ซึ่งก็ยังเป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกมาก คุณอุฬารใช้ปุ๋ยคอปเปอร์ซัลเฟต ซิงค์ซัลเฟต  และบอแร็กซ์ ไม่ให้สาหร่ายหรือฮอร์โมนอื่น ๆ รวมทั้งยกเลิกการทำโคนต้นไม้ในแปลง  แต่ใช้วิธีการตัดหญ้าเนื่องจากได้รับการแนะนำว่าคุณสมบัติทางกายภาพของดินในสวนแย่ มาก เพราะถ้าถากโคนต้นแล้วจะส่งเสริมให้ดินแน่นขึ้นเวลาให้น้ำซึ่งคุณอุฬารพบว่าเป็น ความจริงตามคำแนะนำนั้นเพราะใน 2-3 ปีแรกที่มีการถากโคนนั้นเมื่อมีการให้น้ำแรก ๆ  ก็ไม่มีการไหลบ่าของน้ำแต่เมื่อให้น้ำไปนาน ๆ เพื่อให้ต้นไม้ได้กินปุ๋ยให้เพียงพอนั้นปรากฏ ว่ามีการไหลบ่าของน้ำซึ่งพาปุ๋ยไปด้วย   เผยแพร่สัจธรรมการจัดการดิน น้ำ ปุ๋ยแก่เพื่อนชาวสวน .....คุณอุฬารยังคงใช้ปุ๋ยสูตรเดิมเหมือนปีที่ผ่านมา แต่มีการดูแลและการจัดการเรื่องโรคเพิ่มขึ้น โรคที่กลัวก็คือโรคจุดดำที่เปลือกผลซึ่งทะลุถึงผิวเปลือกด้านในทำให้คุณภาพผลผลิตไม่ดี  ซึ่งทางสวนไม่ได้ใช้สารเคมีที่มีราคาแพงแต่อย่างใด สารที่ใช้ก็คือแคปแทน สลับกับคาร์- เบนตาซิม การดูแลสวนก็ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ปริมาณการใช้ปุ๋ยก็คำนวณจากผลผลิตที่ คาดไว้ประมาณ 120 กก./ต้น เมื่อคิดเป็นปริมาณปุ๋ยที่ใช้ก็อยู่ประมาณ 2 กิโลกรัม .....คุณอุฬารได้ชี้แจงว่า ถ้าจะถามว่าการใช้ปุ๋ยทางระบบน้ำว่าดีหรือไม่ ก็ขอตอบแบบฟันธงไปเลย ว่าปุ๋ยทางระบบน้ำนี้ให้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด เกษตรกรควรมีการเตรียมเรื่องน้ำ และมีน้ำให้ แก่ต้นไม้เพื่อที่จะเลี้ยงผลผลิต แล้วก็จะได้ผลผลิตอย่างที่ต้องการ สวนนี้เน้นการใช้ปุ๋ยแบบ ประหยัด สูตรปุ๋ยที่ใช้ก็จะมาจากผลการวิเคราะห์ดินเป็นหลักตามที่นักวิชาการแนะนำและมี การปรับเปลี่ยนสูตรปุ๋ยตามความต้องการของพืชอีกครั้งหนึ่ง .....ส่วนเรื่องที่จะถามว่าสามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยหรือไม่นั้น คุณอุฬารได้ถามจากเพื่อน เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยทางดินโดยการหว่านปุ๋ย ทำให้ทราบว่าเกษตรกรทั่วไปใช้ปุ๋ยประมาณ 10  กก./ปีในขณะที่สวนของคุณอุฬารใช้ปุ๋ยเพียง 2-3 กิโลกรัม (น้อยกว่า 3 เท่า) และถ้าถามว่า ฮอร์โมนต่าง ๆ มีความจำเป็นกับต้นลำไยหรือไม่ ก็ขอตอบว่าไม่จำเป็น และที่สวนก็ไม่เคย ได้ใช้ตามที่มีบริษัทมาโฆษณา เพราะไม่เห็นประโยชน์ของการใช้ฮอร์โมนเหล่านั้น ต้นลำไย ที่สวนก็ดูสมบูรณ์ดีจากการให้เพียงปุ๋ยทางระบบน้ำ แต่ขอยืนยัยว่าการวิเคราะห์ดินมีประโยชน์ ต่อการทำสวนอย่างยิ่งเพราะจะทำให้ชาวสวนรู้ว่าดินที่สวนขาดอะไร และควรใช้ปุ๋ยในสัดส่วน เท่าไร .....เกษตรกรที่มาเยี่ยมชมสวนและเห็นว่าที่สวนประสบผลสำเร็จในการปลูกลำไย ต่างก็ถามว่า สวนนี้ใช้ปุ๋ยอย่างไร คุณอุฬารจึงแนะนำเพื่อนเกษตรกรที่ปลูกลำไยว่าการจะใช้ปุ๋ยอะไร  ปริมาณเท่าไรนั้นต้องเก็บตัวอย่างดินและใบมาวิเคราะห์ก่อน .....สำหรับประโยชน์ของการให้ปุ๋ยพร้อมระบบให้น้ำคือลดค่าแรงในการให้ปุ๋ย เพราะจากเดิม ที่ต้องเสียค่าแรงในการหว่านปุ๋ย เช่น ถ้าใช้ปุ๋ย 10 กก. ก็จะหว่านปุ๋ย 10 ครั้ง แต่เดี๋ยวนี้ไม่มี ค่าแรงในเรื่องนี้เลย เพราะปกติก็ต้องให้น้ำแก่ต้นลำไยอยู่แล้ว และการให้ปุ๋ยพร้อมระบบน้ำ ต้นลำไยก็ได้ปุ๋ยตามที่ต้องการ จากคำแนะนำในเอกสารการให้ปุ๋ยของนักวิชาการที่กล่าวว่า การให้ปุ๋ยทางดินต้นไม้จะได้ปุ๋ยเพียง 45-50 % แต่การให้ด้วยระบบมินิสปริงเกลอร์จะได้ปุ๋ย 75-85 % การให้ทางระบบน้ำหยดจะได้ปุ๋ย 85-95% นั้นขอยืนยันและเชื่อตามเอกสารที่ได้ อ่านมาว่าเป็นความจริง ที่สวนให้ปุ๋ยทางระบบน้ำตั้งแต่ต้นลำไยอายุเพียง 2 ปีมาจนปัจจุบันก็ ยังให้ปุ๋ยทางระบบให้น้ำอยู่ ไม่เคยได้ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ทางดินโดยการหว่านเลยแม้แต่ครั้ง เดียว ที่ต้องเสียค่าแรงกับการใส่ทางดินก็คือการหว่านปูนโดโลไมท์ หลังการเก็บเกี่ยวและ การใส่หินฟอสเฟตซึ่งจะให้ฟอสฟอรัสค่อยๆละลายออกมา กับค่าแรงในการใส่ปุ๋ยคอก .....ส่วนเรื่องการใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสในต้นไม้ที่ ดร.อิทธิสุนทร นันทกิจได้ขอให้คุณอุฬารช่วยบอกกล่าว ให้เกษตรกรรายอื่นๆ เข้าใจว่าควรใช้เพียงเล็กน้อยตามผลการวิเคราะห์ดินและพืชนั้น ก็จะเห็น ได้จากการที่สวนนี้ใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสน้อยลง จากที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผลผลิตลำไย 100 กิโลกรัม  จะใช้ไนโตรเจนเพียง 385 กรัม ฟอสฟอรัส ใช้เพียง 175 กรัม และใช้โพแทสเซียมเพียง  450 กรัม ถ้าเทียบเป็นเรโชก็จะเห็นชัดเจนว่ามีค่าประมาณ 4 : 2.5 : 7 ซึ่งเป็นสัดส่วน ปุ๋ยที่ใช้ในสวนนี้มาเป็นปีที่ 3 แล้ว และผลผลิตลำไยในปีนี้ก็ได้มาประมาณ 40 ตัน ซึ่งยังไม่ใช่ ผลผลิตทั้งหมดของทั้งสวน   การผลิตลำไยนอกฤดูกาลที่ไม่ต้องพึงพาสารเคมี .....เนื่องจากราคาลำไยปีที่แล้วไม่ดีก็เลยทำลำไยนอกฤดูในปีนี้ โดยทำในแปลงที่ 1, 2 และ 4  ทำเป็น 3 รุ่น โดยดูจากความสมบูรณ์ของชุดใบใหม่เป็นหลัก ราคาผลผลิตปีนี้ดี เพราะคุณภาพ ของผลลำไยปีนี้ดีมาก ดีโดยไม่ต้องใช้ฮอร์โมนช่วยเลย จะให้ปุ๋ยพร้อมระบบให้น้ำ และปุ๋ยพ่น ทางใบที่ผสมใช้เอง คือ 13-0-46, 0-52-34 และ 46-0-0 มาผสมใช้แทนปุ๋ยเกล็ดสูตรสำเร็จ รูปที่ขายเป็นการค้า ซึ่งปุ๋ยทางใบนั้นจะใช้พ่นแก่ต้นลำไยที่ติดดกโดยผสมไปกับสารเคมีป้องกัน กำจัดโรคและแมลง   ปัญหาและอุสรรค .....ถ้าถามว่าการทำสวนลำไยประสบผลสำเร็จไหม ก็คงตอบว่ายังไม่ประสบผลสำเร็จนักเพราะยัง ต้องสู้กับธรรมชาติ อุปสรรคก็มาก แมลงที่มารบกวนเยอะมาก ในปีนี้มีเพลี้ยหอยซึ่งปราบยาก มาก และเนื่องจากปีนี้ทำการผลิตลำไยหลายรุ่น จังหวะของการออกดอก และการแตกชุดใบ ใหม่ไม่ตรงกัน ทำให้แมลงมีที่อาศัยเยอะ ปีนี้เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็ต้องปราบแมลงอย่างหนัก .....สำหรับค่าจ้างแรงงานในปัจจุบันกับการทำสวนลำไยประมาณ 80 ไร่ สวนลิ้นจี่ซึ่งปลูกไปแล้ว  และสวนส้มที่จะทำในพื้นที่ประมาณ 40 ไร่ นั้น ใช้แรงงานเพียง 2 ครอบครัว ครอบครัวละ 2  คนเท่านั้น ที่เหลือจะเป็นแรงงานข้างนอกที่จ้างมาเสริมเป็นครั้งคราว แรงงานนอกเอามาใช้ ตัดหญ้า และค้ำต้นไม้ ไม่มีแรงงานถากหญ้า และใส่ปุ๋ย ค่าแรงงานหนักที่สุดตอนเก็บเกี่ยว ผลผลิตซึ่งตกประมาณ 2 บาท/กิโลกรัม ซึ่งจัดว่าสูงมาก   ข้อคิดและของฝากจากเจ้าของสวน .....คุณอุฬาร ทองเจริญให้ข้อคิดในการจัดการภายในสวนว่า  1) ไม่ใช้ปุ๋ยราคาแพง แต่ผสมปุ๋ยใช้เอง  2) ไม่ใช้ฮอร์โมนเพราะราคาแพง แต่ผสมปุ๋ยทางใบใช้เอง และ 3 3 ) ใช้แรงงานตามความจำเป็น นอกจากนี้คุณอุฬารยังฝากบอกชาวสวนทั่วไปว่า รู้จักการวิเคราะห์ดิน/ใบพืช เพื่อให้รู้จักสถานะภาพของดินและต้นไม้ก่อนการให้ปุ๋ย กล้าเข้าหานักวิชาการ กล้าถาม เพราะเชื่อว่านักวิชาการไม่ปิดบัง และไม่หวงวิชา เอาใจใส่ต้นไม้ในสวน เชื่อว่า ถ้าทำได้ตามที่กล่าวมานี้จะประสบความสำเร็จในการผลิตอย่างแน่นอน

Continue reading